- หน้าแรก
- ฉันไม่ใช่นักสืบอัจฉริยะ
- บทที่ 25 - การจัดการคดีทะเลาะวิวาท
บทที่ 25 - การจัดการคดีทะเลาะวิวาท
บทที่ 25 - การจัดการคดีทะเลาะวิวาท
บทที่ 25 - การจัดการคดีทะเลาะวิวาท
โถงทางเดิน
"เดี๋ยวนี้แหละๆ! คุยธุระแป๊บ!"
ซุนอวี้เจี๋ยตะโกนตอบไปทีหนึ่ง แล้วหันมาเป่าหูหานหลิงต่อ
หานหลิงมองเขา "อยากฟังคำแนะนำฉันไหม?"
ซุนอวี้เจี๋ย "หา? ว่ามาสิ"
หานหลิงกล่าว "ข้อแรก ฉันกับหยางรุ่ยเป็นเพื่อนร่วมสถาบันกัน มารู้จักกันอีกทีก็ที่สตูดิโอถ่ายทำภาพยนตร์ ตอนนี้ก็ยังเป็นเพื่อนร่วมงานในเขตพื้นที่เดียวกัน การแลกเบอร์กันเป็นเรื่องปกติ ธรรมดามากๆ
ข้อสอง ฉันกับเธอไม่มีอะไรกัน ตอนนี้ก็ใช่ อนาคตก็ใช่
ข้อสุดท้าย ถ้านายอยากจะจีบเธอจริงๆ ก็ไม่ควรไปก้าวก่ายชีวิตส่วนตัวของเธอ มันจะทำให้ผู้หญิงรู้สึกกดดันมหาศาล เขาจะเข้าใจผิดว่านายเป็นพวกชอบควบคุม พอโดนตีตราไปแล้ว ทีนี้จะทำอะไรมันก็ยาก"
ซุนอวี้เจี๋ยรู้สึกว่ามันมีเหตุผลมาก เขาพยักหน้าตามสัญชาตญาณ พอรู้ตัวก็รีบปฏิเสธ "อะไร... จีบ นี่ฉันทำเพื่อนาย เห็นแก่นายหรอกนะ"
หานหลิงก็เลยตามเลย "ขอบใจๆ ฉันก็ทำเพื่อนายเหมือนกัน"
พอโดนหานหลิงเตือนสติ ซุนอวี้เจี๋ยก็ใช้เหตุผลเอาชนะอารมณ์ชั่ววูบ สติปัญญากลับมาเข้าที่ "ฉันเชื่อนาย"
ทั้งสองคนเดินกลับไป
"เธอยิงเบอร์ฉันมาเลย" หานหลิงบอกเบอร์โทรศัพท์มือถือของตัวเอง
หยางรุ่ยมองคนทั้งสองอย่างสงสัย เธอกดเบอร์โทรออก แล้วบันทึกชื่อ "เราอยู่ในกลุ่มแชตร่วมรุ่นกันใช่ไหม? ว่างๆ ก็แอดคิวคิวมาด้วยนะ"
หานหลิงพยักหน้า "ได้ งั้นพวกนายทำงานกันต่อเถอะ... อ้อ จริงสิ ตอนนี้ถงเฟิงเป็นยังไงบ้าง?"
หลังจากเข้าทำงาน เขากับถงเฟิงก็ติดต่อกันอยู่หลายครั้ง พออีกฝ่ายได้บรรจุก็เข้าไปอยู่ที่กองร้อยที่หนึ่งของกองพันสืบสวนอาชญากรรมโดยตรง
กองร้อยที่หนึ่ง กองร้อยคดีอุกฉกรรจ์ ด้วยนิสัยและเจตนาแรกเริ่มในการสอบเป็นตำรวจของถงเฟิง งานนี้คงจะลำบากหน่อย
ซุนอวี้เจี๋ยตอบ "ก็ดีนะ รองหัวหน้ากองร้อยฟางโจวเป็นคนคุมเขาเองเลย
ฟางโจว รู้จักใช่ไหม? รุ่นพี่เราเอง คนที่ทำคะแนนรวมการสอบตำรวจของมณฑลได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครทำลายสถิติได้ จางอวิ๋นหางเทียบเขาไม่ติดเลย
อายุยี่สิบเจ็ดเองนะ ทั่วทั้งมณฑลจะมีรองหัวหน้ากองร้อยที่หนุ่มขนาดนี้ไหมล่ะ? ไม่เคยได้ยินใช่ไหม?"
ฟางโจว?
หานหลิงรื้อค้นความทรงจำ มีคนนี้อยู่จริงๆ ที่โรงเรียนตำรวจจะได้ยินวีรกรรมของเขาอยู่บ้าง สมัยที่อีกฝ่ายยังเรียนอยู่ก็โดดเด่นมาก มีความสามารถยอดเยี่ยมในทุกด้าน
การที่เขาเลือกสอบเข้ากองบังคับการตำรวจภูธรเขตแทนที่จะเป็นกองบังคับการตำรวจภูธรเมือง ก็น่าจะเป็นความชอบส่วนตัวในสายงาน อยากฝังตัวในระดับรากหญ้าเพื่อจะได้ทำคดีอย่างรวดเร็วโดยตรง
งานของกองบังคับการตำรวจภูธรเมืองจะเน้นไปที่การชี้แนะในภาพรวมและการกำหนดนโยบายมากกว่า นอกจากจะเกิดคดีร้ายแรงในเมืองถึงจะลงมา หรือมีคดีที่กองบังคับการตำรวจภูธรเขตจัดการไม่ได้
รองหัวหน้ากองร้อยอายุยี่สิบเจ็ดถือว่าเก่งกาจมาก จัดอยู่ในกลุ่ม ‘อัจฉริยะ’ ความสามารถต้องโดดเด่นจริงๆ
แน่นอนมันก็มีกรณีสุดโต่งอยู่เหมือนกัน ถ้าตำรวจสืบสวนหนุ่มในกองร้อยสร้างผลงานยิ่งใหญ่ บวกกับโอกาสหรือได้รับการชื่นชมจากผู้บังคับบัญชา ก็อาจจะได้เลื่อนขั้นเป็นรองหัวหน้ากองร้อยตั้งแต่อายุยี่สิบสี่ยี่สิบห้า นี่คือความเป็นไปได้ในทางทฤษฎีที่หาได้ยากยิ่ง
หยางรุ่ยก็พูดขึ้นมาด้วย "ฉลาด มีความสามารถในการทำงานสูง มีพลังในการปฏิบัติงาน หลายปีมานี้ไขคดีได้ไม่น้อย ความเก่งกาจของหัวหน้าฟางอย่าว่าแต่ในชิงชางเลย ทั่วทั้งมณฑลก็ติดอันดับ"
ซุนอวี้เจี๋ยพยักหน้าเห็นด้วย ดูท่าทางจะชื่นชมฟางโจวเอามากๆ
"แต่งงานแล้วใช่ไหม?"
จุดสนใจของหานหลิงเบี่ยงไปเล็กน้อย เพราะตอนที่หยางรุ่ยกำลังชมผู้ชายคนอื่น ซุนอวี้เจี๋ยกลับไม่มีท่าทีหึงหวงเลย
"ได้ยินว่าแต่งงานแล้วนะ" ซุนอวี้เจี๋ยไม่รู้ว่าหานหลิงกำลังคิดอะไรอยู่ "เอ๊ะ? นายจะไปสนใจว่าเขาแต่งงานรึยังทำไม"
หานหลิงคิดในใจว่าใช่จริงๆ ด้วย
ถ้าฟางโจวยังไม่แต่งงาน ซุนอวี้เจี๋ยคงแย่แน่ อายุยี่สิบเจ็ด เป็นวัยทองของการแต่งงาน แถมยังเก่งกาจขนาดนั้น เมื่อเทียบกันแล้วซุนอวี้เจี๋ยมีอะไรไปสู้?
หาไม่เจอเลย
ต่อให้ฟางโจวไม่ได้คิดอะไรกับหยางรุ่ย แต่การหาแฟนมันก็กลัวการเปรียบเทียบ แพทย์นิติเวช นักตรวจพิสูจน์ร่องรอย ตำรวจสืบสวน ทั้งสามสายงานต้องคลุกคลีกันทั้งวัน รับประกันไม่ได้เลยว่าหยางรุ่ยจะไม่เกิดความคิดที่จะปฏิเสธการลดมาตรฐานของตัวเอง
โชคดีที่แต่งงานไปแล้ว
แต่หานหลิงก็รู้เรื่องความสัมพันธ์ลึกซึ้งของซุนกับหยางแค่ผิวเผิน บางทีหยางรุ่ยอาจจะรู้สึกดีกับซุนอวี้เจี๋ยอยู่แล้วก็ได้
"ถามไปงั้นแหละ งั้นฉันไปนะ ไว้เจอกัน" หานหลิงหันหลังโบกมือ
"ไว้เจอกัน"
"ว่างๆ นัดกัน"
หยางรุ่ยกับซุนอวี้เจี๋ยพูดไล่หลังมา
หลังจากพาผู้บาดเจ็บกลับมาถึงสถานีตำรวจวั่งโหลว หานหลิงก็เอารายงานการประเมินอาการบาดเจ็บให้จูเยว่ จูเยว่ก็รายงานต่อให้รองผู้กำกับที่คุมงาน หลังจากรวบรวมเอกสารทั้งหมดเสร็จ ก็จะส่งต่อไปยังกองพันกฎหมายของกองบังคับการตำรวจภูธรเขต
คดีนี้ไม่จำเป็นต้องสืบสวนอะไรอีกแล้ว จูเยว่ตั้งใจจะฝึกความสามารถในการทำงานของหานหลิงและเพิ่มพูนประสบการณ์ เขาจึงโยนงานส่วนใหญ่ที่เหลือให้หานหลิงจัดการ
ฝ่ายหญิงยังคงหาโอกาสขอให้ฮ่าวจื่อยอมความ เรื่องนี้สำคัญมาก สำคัญต่อทั้งสองฝ่าย แต่เธอไม่รู้เลยว่าการกระทำแบบนี้มีแต่จะยิ่งเพิ่มระดับความโกรธของฮ่าวจื่อ
นอกใจทั้งกายทั้งใจ หมวกสีเขียวบนหัวเขายิ่งเข้มขึ้นไปอีก
ตามรูปคดี ฮ่าวจื่อที่ได้รับ ‘บาดเจ็บไม่สาหัส’ ต้องถูกดำเนินการกักขังทางปกครอง ส่วนไอ้หนุ่มตัวเตี้ยต้องถูกดำเนินการกักขังทางอาญา อนาคตจะถูกตัดสินโทษ
ถ้าไอ้หนุ่มตัวเตี้ยยอมความ การกักขังทางปกครองของฮ่าวจื่อก็อาจจะไม่ต้องดำเนินการ
ถ้าฮ่าวจื่อยอมความ ไอ้หนุ่มตัวเตี้ยก็มีโอกาสสูงมากที่จะได้รอลงอาญา
แต่ในเรื่องนี้มันมีปัญหาเรื่องเวลาอยู่ กระบวนการของคดีอาญามันช้ามาก จากสถานีตำรวจไปกองบังคับการตำรวจภูธรเขต จากกองบังคับการไปสถานกักกัน จากสถานกักกันไปสำนักงานอัยการ จากสำนักงานอัยการไปศาล มันใช้เวลานาน
แต่การกักขังทางปกครองมันอยู่แค่ตรงหน้านี้แล้ว ถ้าไม่มีกรณีพิเศษก็ไม่สามารถยืดเยื้อได้ องค์กรตำรวจไม่สามารถระงับกระบวนการลงโทษทางปกครองเพียงเพราะความเป็นไปได้ในการยอมความที่ยังไม่เกิดขึ้นและยังไม่แน่นอน
ถ้าอย่างนั้นไอ้หนุ่มตัวเตี้ยควรจะยอมความหรือไม่?
ถ้าเขาไม่ยอมความให้ฮ่าวจื่อ ทั้งสองฝ่ายก็อาจจะพังไปด้วยกัน แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าหลังจากที่ฮ่าวจื่อออกมาจากที่กักขังแล้ว ด้วยเหตุผลบางอย่างเขาอาจจะเปลี่ยนใจ เลือกที่จะยอมความให้ไอ้หนุ่มตัวเตี้ย
ถ้าเป็นอย่างนั้น ฮ่าวจื่อก็โดนกักขังไปแล้ว ถึงตอนนั้นไอ้หนุ่มตัวเตี้ยก็คงต้องจ่ายหนักกว่าเดิมถึงจะได้หนังสือยอมความมา
ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีความผิด คนหนึ่งผิดทางปกครอง อีกคนผิดทางอาญา การจัดการมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น
หานหลิงจึงสอบถามความเห็นของทั้งสองคน
หลังจากที่ไอ้หนุ่มตัวเตี้ยสงบสติอารมณ์ลงได้ เขาก็รู้แล้วว่าตัวเองงานเข้า เขาพูดชัดเจน "คุณยอมความให้ผม ผมยอมความให้คุณ"
ส่วนฮ่าวจื่อยังคงโกรธจนหน้าเขียว ท่าทีแข็งกร้าวสุดๆ "ต่อให้ฉันต้องเข้าไปนั่งในคุกสองสามวัน ฉันก็ไม่เซ็นหนังสือยอมความ!"
เมื่อเป็นเช่นนี้ เรื่องราวมันก็ดูเหมือนจะไม่มีทางออก ถ้าในอนาคตไอ้หนุ่มตัวเตี้ยอยากให้ฮ่าวจื่อเซ็นหนังสือยอมความ มันก็จะยิ่งยากขึ้นไปอีก
ตำรวจที่รับผิดชอบงานไกล่เกลี่ยของสถานีพยายามเข้ามาช่วย แต่ฮ่าวจื่อกำลังโมโหสุดขีด ดูท่าแล้วภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงตามกรอบเวลาของคำสั่งกักขัง เขาไม่ยอมอ่อนข้อลงแน่
"เขาไม่ยอม แล้วทางคุณว่ายังไง?" หานหลิงไปพบไอ้หนุ่มตัวเตี้ยเป็นการส่วนตัว
ไอ้หนุ่มตัวเตี้ยก็ไม่ยอมเหมือนกัน "ถ้าเขาไม่เซ็น ผมก็ไม่เซ็น"
หานหลิงอธิบายถึงข้อดีข้อเสีย คุณเซ็น ตอนนี้ยังมีช่องว่างให้เจรจาในอนาคตได้ ถ้าไม่เซ็น ทันทีที่ฮ่าวจื่อถูกกักขัง การเจรจาจะยากมาก
ไอ้หนุ่มตัวเตี้ยก็ไม่โง่ "ถ้าผมเซ็น แล้วเผื่อถึงตอนนั้นเขายืนกรานไม่เซ็นล่ะจะทำยังไง?"
ที่พูดมาก็ถูก มันคือการวัดใจ แต่ไอ้หนุ่มตัวเตี้ยกำลังจะโดนลงโทษทางอาญา การยืนกรานว่า ‘ต้องยอมความพร้อมกันทั้งสองฝ่าย’ นั้นไม่ฉลาดเลย มันง่ายมากที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุด
ด้วยหลักการที่ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย หานหลิงจึงไปปรึกษากับเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายและเจ้าหน้าที่ไกล่เกลี่ย สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปเป็นสองแนวทาง
หนึ่ง การลงโทษทางปกครองจะยืดเยื้อไม่ได้ แต่สามารถเซ็นรับทราบคำสั่งแล้วชะลอการบังคับใช้ไปก่อน ให้ฮ่าวจื่อเซ็นรับทราบคำสั่งกักขังทางปกครองไปก่อน แบบนี้ในอนาคตถ้าเขาเปลี่ยนใจ ทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะยื่นอุทธรณ์เพื่อเปลี่ยนแปลงหรือเพิกถอนคำสั่ง
ย้ำว่าแค่ ‘มีความเป็นไปได้’ หน่วยงานที่รับคำอุทธรณ์จะตัดสินใจยังไงไม่อาจรับประกันได้
สอง วิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุด แจ้งญาติของทั้งสองฝ่ายทันที ให้เวลาพวกเขาเจรจาตกลงเรื่องการยอมความให้เร็วที่สุด ต้องให้ได้ข้อสรุปที่เห็นชอบตรงกันภายในกรอบเวลาบังคับของการกักขังทางปกครอง
คดีนี้ลากยาวมาจนถึงวันรุ่งขึ้น
พอญาติของทั้งสองฝ่ายเข้ามาร่วมด้วย การเจรจาก็เริ่มง่ายขึ้น ในที่สุดฮ่าวจื่อก็ยอมอ่อนข้อ ทั้งสองคนเซ็นหนังสือยอมความพร้อมกัน
แม้ว่าการลงโทษทางปกครองตามกฎหมายแล้วจะไม่นับเป็นบันทึกประวัติ แต่ถึงยังไงมันก็เป็นจุดด่างพร้อยที่ถูกเก็บไว้ในระบบของตำรวจอยู่ดี ในบางสถานการณ์ก็สามารถตรวจสอบได้
อย่างน้อยที่สุด ก็ไม่สามารถขอ ‘หนังสือรับรองประวัติอาชญากรรม’ ได้อีกต่อไป ขอได้แค่ ‘หนังสือรับรองความประพฤติ’ เท่านั้น
หานหลิงนำรายงานการกักขังทางอาญาส่งขึ้นไปยังกองพันกฎหมายของกองบังคับการตำรวจภูธรเขต หลังจากรองผู้บัญชาการตำรวจลงนาม ก็ดำเนินการกักขังทางอาญากับไอ้หนุ่มตัวเตี้ย
ในช่วงบ่าย หานหลิงกับตำรวจประจำอีกนายหนึ่งในหน่วยสืบสวนอาชญากรรมขับรถออกไป นำตัวอีกฝ่ายไปส่งที่สถานกักกัน
ถึงตรงนี้ภารกิจของหานหลิงก็เสร็จสิ้น ปัญหาที่เหลือเป็นเรื่องของกองบังคับการตำรวจภูธรเขตกับสำนักงานอัยการ ญาติของทั้งสองฝ่ายต้องไปติดต่อกองบังคับการตำรวจภูธรเขตและสำนักงานอัยการเพื่อจัดการเรื่องที่เกี่ยวข้องต่อไป เช่น การขอประกันตัว เป็นต้น
ในคดีทะเลาะวิวาททั้งสองฝ่ายที่ฝ่ายหนึ่งบาดเจ็บไม่สาหัส ฝ่ายที่บาดเจ็บไม่สาหัสได้รับการละเว้นโทษ ส่วนฝ่ายที่ทำให้คนอื่นบาดเจ็บไม่สาหัสต้องจ่ายค่าเสียหายอย่างหนักเพื่อแลกกับการไม่ต้องรับโทษจำคุกจริง นี่ถือเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแล้ว
(จบแล้ว)