- หน้าแรก
- ฉันไม่ใช่นักสืบอัจฉริยะ
- บทที่ 2 - ช่องโหว่ของกฎ
บทที่ 2 - ช่องโหว่ของกฎ
บทที่ 2 - ช่องโหว่ของกฎ
“กฎอนุญาตให้หนีได้ด้วยเหรอ?”
ที่หน้าหน้าต่างห้องนอน ทั้งห้าคนที่เหลือต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
ในกฎไม่ได้บอกว่าผู้ต้องสงสัยหลบหนีได้ แต่...ก็ดูเหมือนจะไม่ได้บอกว่าห้ามหนีเหมือนกัน ที่แน่ๆ คือทีมอื่นๆ ที่ผ่านมา...ไม่มีใครเลือกที่จะหนีเลย พอโดนยื่นหลักฐานมัดตัว ก็ยอมรับความพ่ายแพ้ทันที
“หานหลิงมันเล่นบ้าอะไรวะ? ทำแบบนี้มันจะได้อะไรขึ้นมา? ก็แค่เพื่อถ่วงเวลาสองชั่วโมงให้ตัวเองชนะเนี่ยนะ?” จางอวิ๋นหางเริ่มหัวเสีย เขาหยิบมือถือออกมาติดต่อศูนย์บัญชาการทันที
ในสายตาของเขา การกระทำของหานหลิงเป็นการเสียเวลาของทุกคนอย่างสิ้นเชิง ถือเป็นการเล่นตุกติก อาศัยช่องโหว่ของกฎชัดๆ
ในเมื่อระบุตัวฆาตกรได้แล้ว การซ้อมรบก็ควรจะจบสิ อย่างน้อยก็ไม่ควรหนี
สายโทรศัพท์ต่อติดอย่างรวดเร็ว จางอวิ๋นหางรีบอธิบายสถานการณ์
ดูเหมือนว่าทางผู้บังคับบัญชาเองก็คาดไม่ถึงว่าจะมีฝ่ายน้ำเงินเลือกที่จะหลบหนี เขาบอกให้จางอวิ๋นหางรอสักครู่
หลังจากการปรึกษาหารือกัน ก็มีคำสั่งลงมาว่า...ให้การซ้อมรบดำเนินต่อไป
“ดำเนินต่อไปเหรอครับ?” จางอวิ๋นหางไม่เข้าใจ “แต่ว่า...พวกเรายืนยันตัวฆาตกรได้แล้วนะครับว่าเป็นเขา”
ปลายสายย้อนถามกลับมา “มาตรฐานในการจบการซ้อมรบสืบสวนอาชญากรรมคืออะไร”
จางอวิ๋นหางตอบได้ทันควัน “สืบสวนคดีให้กระจ่าง และจับกุมผู้ต้องสงสัยครับ”
ปลายสายถามต่อ “แล้วพวกคุณจับได้แล้วหรือยัง?”
จางอวิ๋นหางถึงกับพูดไม่ออก “เอ่อ...”
สายถูกตัดไป
จางอวิ๋นหางยืนอึ้ง ทำอะไรไม่ถูก เขาบอกคำสั่งของผู้บังคับบัญชากับเพื่อนร่วมทีม จากนั้นก็เตรียมตัวออกตามหาหานหลิง ในเมื่อผู้ใหญ่สั่งมายังไงก็ต้องทำตามนั้น...ก็แค่ตั้งคำถามให้น้อยลง
ระหว่างการซ้อมรบ สตูดิโอถ่ายทำภาพยนตร์แห่งนี้ถูกปิดตาย พื้นที่ก็มีอยู่แค่นี้ ประกอบกับข้อจำกัดต่างๆ สถานที่ที่หานหลิงจะไปซ่อนได้จึงมีไม่มาก การตามหาคนแค่คนเดียวก็ไม่ใช่เรื่องยาก
“ต้องรีบหาตัวเขาให้เจอ!”
จางอวิ๋นหางเริ่มร้อนใจขึ้นมา...ดูเหมือนว่าคำพูดของเผิงเหยาเมื่อกี้จะจี้ใจดำเขาอยู่บ้างเหมือนกัน
...
ด้านนอกสตูดิโอ ณ ศูนย์บัญชาการ
ปีนี้จำนวนการรับสมัครตำรวจใหม่ของเมืองชิงชางสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 710 นาย ครอบคลุมทั้งสามเขตแปดอำเภอกว่าร้อยตำบล ประเภทของตำรวจก็มีทั้งตำรวจอาชญากรรม ตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ตำรวจสายตรวจ ตำรวจจราจร ตำรวจรักษาความสงบ นิติเวช และอื่นๆ ถือเป็นอัตรารับสมัครที่สูงมาก
การที่สามารถคว้าอันดับหนึ่งในการสอบที่แข่งขันกันอย่างดุเดือดมาได้ ย่อมแสดงให้เห็นถึงความยอดเยี่ยมของจางอวิ๋นหางได้เป็นอย่างดี
เมืองชิงชางเป็นเมืองชายฝั่งทะเล มีประชากรหนาแน่นถึงสิบสามล้านคน หลายปีมานี้อัตราการเกิดอาชญากรรมยังคงสูงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเบื้องบนจึงให้ความสำคัญกับการบ่มเพาะกองกำลังตำรวจมาโดยตลอด การคัดเลือก การประเมิน และการฝึกฝนตำรวจใหม่ จึงเป็นภารกิจสำคัญในแต่ละปีเสมอมา
ด้วยเหตุนี้ จึงได้มีการซ้อมรบจำลองสำหรับตำรวจใหม่ขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อฝึกฝนความสามารถในการบัญชาการกลุ่มย่อย การส่งต่อข้อมูล การตัดสินใจเฉพาะหน้า และการรับมือกับแรงกดดันทางจิตใจ เพื่อให้ตำรวจที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งใหม่ได้ค้นพบจุดบกพร่องของตนเองในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้ และนำไปปรับปรุงแก้ไข
สถานการณ์จำลองการฝึกก็มีมากมาย เช่น การจับตัวประกันในอาคาร การต่อต้านการจับกุมอย่างรุนแรงบนท้องถนน หรือการรับมือกับเหตุการณ์ชุมนุมบางประเภท โดยจะมีการซ้อมรบและประเมินผลตามสายงานของตำรวจแต่ละประเภท
เพื่อการนี้ พวกเขาถึงกับจ้างนักแสดงประกอบจำนวนมากมาเล่นแบบด้นสด เพื่อให้สภาพแวดล้อมการซ้อมรบสมจริงที่สุด
ในการซ้อมรบครั้งนี้ มีผู้บังคับบัญชาจากทั้งสำนักงานตำรวจเมือง กองบังคับการต่างๆ และสถานีตำรวจบางแห่งมาร่วมสังเกตการณ์ด้วย พวกเขาเองก็อยากรู้ว่าตำรวจใหม่เอี่ยมที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งในปีนี้จะแสดงผลงานออกมาเป็นอย่างไร จะมีเพชรในตมโผล่มาให้เห็นบ้างหรือไม่
คนที่โดดเด่นที่สุดก็คือจางอวิ๋นหาง เขาลงสมัครในกองบังคับการสืบสวนอาชญากรรมของสำนักงานตำรวจเมือง
ตำรวจสายอื่นๆ ก็ทำได้ดี มีทั้งที่เก่งกาจ มีทั้งที่ยอดเยี่ยม แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับกลางๆ แต่จะไปคาดหวังอะไรกับนักเรียนที่เพิ่งจบใหม่ให้สูงมากก็ไม่ได้ ทฤษฎีกับความเป็นจริงมันยังคงแตกต่างกันอยู่ไม่น้อย
“เจ้าหานหลิงคนนี้มีความคิดดีนี่นา จับช่องโหว่ได้พอดีเป๊ะ ในกฎก็ไม่ได้ระบุไว้จริงๆ ว่าห้ามผู้ต้องสงสัยหนี” ชายคนหนึ่งในเต็นท์บัญชาการเอ่ยขึ้น พลางเปิดดูเอกสาร “สมัครที่...สถานีตำรวจวั่งโหลว ดูจากคะแนนแล้วก็ถือว่าใช้ได้”
ไม่มีผู้บังคับบัญชาจากสถานีตำรวจวั่งโหลวมาสังเกตการณ์ด้วย
ชายอีกคนพูดขึ้น “การไล่ล่าคนร้ายก็เป็นหนึ่งในทักษะที่ตำรวจจำเป็นต้องมี ในเมื่อฝ่ายน้ำเงินหนีไปแล้ว ก็ให้ซ้อมรบกันต่อไป คอยดูกันว่าจางอวิ๋นหางจะจับเขาได้หรือเปล่า
ในเมื่อไม่มีกุญแจ สถานที่ที่หานหลิงจะไปได้ก็มีจำกัด
ถ้าหานหลิงคิดจะหนีออกจากสตูดิโอ ก็ให้คนไปสกัดไว้ แล้วปรับแพ้ จบการซ้อมรบได้เลย”
ฝ่ายน้ำเงินทุกคนจะมีกุญแจที่พักชั่วคราวของตัวเองเท่านั้น นี่เป็นข้อตกลงที่สำนักงานตำรวจเมืองและผู้รับผิดชอบสตูดิโอตกลงกันไว้แล้ว เป็นไปไม่ได้ที่จะอนุญาตให้ใครวิ่งเพ่นพ่านไปทั่วทั้งสตูดิโอได้ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่ไม่จำเป็น
ดังนั้น พื้นที่ที่หานหลิงสามารถเคลื่อนไหวได้จึงไม่ได้กว้างขวางอย่างที่คิด นี่จึงเป็นการลดความยากในการ "ไล่ล่าคนร้าย" ของฝ่ายแดง และเพิ่มความยากในการ "หลบหนี" ของฝ่ายน้ำเงินไปในตัว
หากคิดจะหนีออกจากสตูดิโอ ก็เท่ากับการโกง ไม่มีความจำเป็นต้องดำเนินการต่อ ถึงตอนนั้นหานหลิงคงหนีไม่พ้นการถูกเรียกไปตักเตือน
เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลภายนอกเข้ามาใกล้ บริเวณโดยรอบสตูดิโอทั้งหมดจึงมีตำรวจเฝ้าอยู่ ประตูใหญ่มีคนเข้าเวร รั้วด้านนอกมีจุดเฝ้าระวังทุกๆ ยี่สิบก้าว แค่คิดจะหนีออกไปก็ต้องถูกจับได้ทันทีอย่างแน่นอน
ผู้บังคับบัญชาคนอื่นๆ ต่างสูบบุหรี่ดื่มชา ไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไร สำหรับพวกเขาแล้ว นี่เป็นเพียงเหตูการณ์เล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการซ้อมรบเท่านั้น
...
อีกด้านหนึ่ง หานหลิงที่หนีออกมาได้ก็รีบหาตรอกซอยที่ค่อนข้างปลอดภัยแห่งหนึ่ง เขาค่อยๆ นั่งยองๆ พิงกำแพง สีหน้าครุ่นคิด
ไม่นึกเลยว่าตัวเองจะมีโอกาสได้เป็นตำรวจ...ฟังดูก็ไม่เลวเท่าไหร่ อย่างน้อยก็ยังมีชีวิตอยู่ล่ะนะ
“พื้นที่ทั้งหมดของสตูดิโอน่าจะประมาณสนามฟุตบอลสองสนาม ไม่ใหญ่มาก แต่มีอาคารเยอะ ถึงแม้พื้นที่เคลื่อนไหวจะจำกัดเพราะส่วนใหญ่ถูกล็อกไว้ แต่การที่จางอวิ๋นหางกับพรรคพวกอีกห้าคนจะหาฉันเจอภายในสองชั่วโมง...มันเป็นไปไม่ได้หรอก”
“แต่ว่า...การต้องมาคอยหลบๆ ซ่อนๆ อยู่สองชั่วโมง ถึงจะชนะไปได้ แต่ก็คงหนีไม่พ้นโดนพวกน่าเบื่อนั่นเยาะเย้ยอยู่ดี แถมยังโดนตราหน้าว่าไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ เล่นตุกติกขี้โกงอีก”
ด้วยนิสัยที่ไม่ชอบอยู่นิ่งของหานหลิง ถ้านี่คือการเริ่มต้นชีวิตใหม่ทั้งที เขาก็ต้องทำอะไรที่มันแตกต่างออกไปสักหน่อย
กฎไม่ได้ระบุว่าฝ่ายน้ำเงินหนีได้ และก็ไม่ได้ระบุว่าห้ามหนี ทีมอื่นๆ ก่อนหน้านี้ล้วนเลือกที่จะยอมจำนน มันจึงกลายเป็นว่าทุกคนยอมรับไปโดยปริยายว่าฝ่ายน้ำเงินหนีไม่ได้ พอจางอวิ๋นหางพบว่าตัวเองหนีไป อารมณ์ของเขาคงทั้งตกตะลึงทั้งพูดไม่ออก
ป่านนี้ แม้แต่ศูนย์บัญชาการเองก็คงคาดไม่ถึงว่าฝ่ายน้ำเงินจะเลือกหลบหนี นี่ไม่ได้อยู่ในแผนการซ้อมรบที่เตรียมไว้เลย
ตำรวจใหม่ทุกคนค่อนข้างจะว่าง่าย ไม่มีใครกล้าทำอะไรนอกกรอบ
จางอวิ๋นหาง มีความเป็นไปได้สูงมากว่าจะติดต่อกับศูนย์บัญชาการ
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หานหลิงก็ลุกขึ้นยืนพิงกำแพง โผล่หน้าออกมาครึ่งหนึ่งเพื่อสังเกตการณ์
ไกลออกไป จางอวิ๋นหางกับพวกอีกห้าคนออกมาแล้ว ดูจากท่าทางเหมือนกำลังเตรียมจะตามหาคน...แสดงว่าศูนย์บัญชาการได้ออกคำสั่งให้ซ้อมรบต่อไป
“ต้องจับตัวฆาตกรได้ถึงจะจบ...เรื่องนี้จางอวิ๋นหางยังไม่เข้าใจสินะ”
เมื่อกี้ถ้าจางอวิ๋นหางไม่ตะโกนโหวกเหวกอยู่หน้าประตู แต่เลือกใช้วิธีเรียกตรงหน้าประตูที่แนบเนียนกว่านี้...ตอนที่เขายังมึนงงเพิ่งตื่น อาจจะเผลอไปเปิดประตูก็ได้
“ศูนย์บัญชาการเองก็คงคิดแบบเดียวกัน ตอนนี้คงกำลังรอดูว่าจางอวิ๋นหางจะใช้เวลาเท่าไหร่ในการหาฉันเจอ ถือซะว่าเพิ่มการซ้อมรบไล่ล่าคนร้ายเข้ามาอีกหนึ่งฉาก”
“แล้วก็ ทันทีที่ฉันพยายามจะหนีออกจากสตูดิโอ นั่นคือการโกง เมื่อถูกพบก็จะถูกปรับแพ้ทันที การซ้อมรบก็จะจบลง...นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว”
“แต่...ถ้าไม่ถูกจับได้ล่ะ?”
เทียบกับการต้องมาวิ่งไล่จับกับจางอวิ๋นหางและพวกอีกห้าคนในพื้นที่จำกัด เขาสนใจที่จะหนีออกจากสตูดิโอไปเลยมากกว่า
การหนีออกจากสตูดิโอโดยไม่ให้ถูกพบเห็น เรื่องนี้ดูเหมือนจะมีความยากสูงมาก
ประตูใหญ่มีตำรวจเฝ้า นอกรั้วมีจุดเฝ้าระวังทุกยี่สิบก้าว ถ้าหากเขาเป็นอาชญากรจริงๆ ก็คงเหมือนปลาที่ติดอยู่ในข้องไปแล้ว ต่อให้ฉลาดแค่ไหนก็ยากที่จะหาทางออกไปได้
แต่นี่คือการซ้อมรบ
การซ้อมรบไม่มีอันตรายใดๆ หากจงใจสร้างสถานการณ์วิกฤตเล็กๆ ที่ดูสมจริงขึ้นมา อย่างเช่นเหตุเพลิงไหม้ปลอมๆ เพื่อสร้างความโกลาหล ดึงความสนใจของยามเฝ้าประตู ก็อาจจะมีโอกาสสวมรอยเป็นนักแสดงประกอบลอยนวลออกไปได้
ยังไงซะ นี่ก็เป็นแค่การซ้อมรบ ไม่ใช่การไล่ล่าผู้ต้องสงสัยจริงๆ ตำรวจที่ยืนเฝ้าประตูคงไม่ได้ระมัดระวังตัวสูงอะไรขนาดนั้น
นี่เป็นวิธีเดียวที่เป็นไปได้...ลองดูก็ไม่เสียหาย
นักแสดงประกอบ
เหตุเพลิงไหม้ปลอม
ใช้ควันดำอำพรางหน้าตา
สามจุดสำคัญ
การซ้อมรบบางรายการไม่ได้มีการกำหนดเครื่องแบบที่เหมือนกัน อย่างเช่นครั้งนี้ ซึ่งมันช่วยลดความยากในการปลอมตัวลงได้เยอะ
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หานหลิงก็ล้วงไปจับไฟแช็กในกระเป๋า โชคดีที่เจ้าของร่างเดิมพกมันติดตัวไว้ตลอด มันเลยสะดวกขึ้นมาก
ยังมีอีกหนึ่งปัญหา
ตั้งแต่จุดไฟไปจนถึงการดับไฟ จนกระทั่งตำรวจมาถึง แล้วตัวเขาหนีออกจากสตูดิโอ ทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลาพอสมควร พื้นที่มันเล็กเกินไป ต้องป้องกันไม่ให้พวกจางอวิ๋นหางแห่กันมาทางนี้ ระหว่างที่เขาจุดไฟด้วย
ตำรวจที่ยืนเฝ้าเวรอาจจะไม่คุ้นหน้าเขาดีพอ แต่พวกจางอวิ๋นหางทั้งห้าคนมีโอกาสสูงมากที่จะจำเขาได้ทันทีที่เห็น จะเสี่ยงไม่ได้เด็ดขาด
“จำเป็นต้องขังพวกนั้นไว้ที่ไหนสักแห่ง จำกัดการเคลื่อนไหวไม่ให้เดินไปทั่ว และต้องอยู่ห่างจากประตูใหญ่ให้มากที่สุด เพื่อซื้อเวลาหนี...สิบนาทีก็น่าจะพอแล้ว”
“แต่…จะทำยังไงดีล่ะ”
(จบแล้ว)