เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1 - หานหลิงแห่งโรงเรียนตำรวจ

บทที่ 1 - หานหลิงแห่งโรงเรียนตำรวจ

บทที่ 1 - หานหลิงแห่งโรงเรียนตำรวจ


มณฑลเจียงหยวน เมืองชิงชาง

ในสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น เปลือกตาของหานหลิงก็สั่นระริก

ความเจ็บปวดราวกับหัวจะระเบิดถาโถมเข้ามาดุจคลื่นยักษ์ หานหลิงเค้นเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีพยายามลืมตา แสงสว่างที่เห็น...กลับขุ่นมัว

นี่ไม่ใช่ความมืดมิดเสียทีเดียว แต่เป็นสีเทาหม่นที่หนักอึ้งและให้ความรู้สึกสากเหมือนมีละอองฝุ่น

สองวินาทีต่อมา แสงสีขาวก็เข้ามาแทนที่ เขาค่อยๆ มองเห็นสิ่งต่างๆ...สายตาเริ่มจับโครงร่างรอบตัวได้

ที่นี่คือห้องนั่งเล่น

อาการปวดหัวค่อยๆ ทุเลาลง หานหลิงหันศีรษะมองไปรอบๆ เขาพบว่าตัวเองกำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่น

ความทรงจำผุดขึ้นมาราวกับซากเรืออับปางที่ถูกกู้ขึ้นมา พวกมันค่อยๆ รวมตัวกัน...และหานหลิงก็ได้สติกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว

“ฉันยิงขมับตัวเองไม่ใช่เหรอ... นี่…ทำไมถึงยังไม่ตายกันล่ะ”

“เดี๋ยวนะ”

สีหน้าของหานหลิงเปลี่ยนไปทันที เขากัดฟันฝืนอาการปวดหัว...ลุกขึ้นนั่งตัวตรง...แล้วจ้องมองไปข้างหน้า

ข้างผนังทีวีมีกระจกเงาตั้งพื้นบานหนึ่งตั้งอยู่ ในกระจกสะท้อนร่างของ...คนแปลกหน้า

ใบหน้าแปลกตา ทรงผมแปลกตา รูปร่างแปลกตา สวมเสื้อยืดสีเทาและกางเกงสีดำ ดูแล้วอายุราวๆ ยี่สิบต้นๆ

นี่มัน...น่าขนลุกชะมัด

ในตอนนั้นเอง อาการปวดหัวก็รุนแรงขึ้นอีกครั้ง หนักหน่วงกว่าครั้งก่อนหลายเท่า หานหลิงยกมือกุมศีรษะตามสัญชาตญาณ เสียงครางอู้อี้ด้วยความเจ็บปวดเล็ดลอดออกมาจากลำคอ

ความเจ็บปวดนี้แปลกประหลาดมาก หานหลิงไม่เคยสัมผัสมาก่อน มันเป็นความเจ็บปวดที่ปนเปไปกับอาการวิงเวียนอย่างรุนแรง ราวกับว่าตัวเขากำลังนั่งอยู่บนเครื่องเล่นไวกิ้งที่เหวี่ยงเร็วกว่าปกติหลายเท่า ขณะเดียวกันก็มีของมีคมกำลังกวนอยู่ในสมองของเขา

“บ้าเอ๊ย!”

หานหลิงอดไม่ได้ที่จะสบถออกมา ชิ้นส่วนความทรงจำใหม่เริ่มประกอบเข้าด้วยกัน

[หานหลิง...เด็กกำพร้า...จบจากสถาบันตำรวจเจียงหยวน...การซ้อมรบจำลองสำหรับตำรวจใหม่]

“ทะลุมิติมาเหรอ... แถมยังชื่อเดียวกันอีก”

หานหลิงยังทำใจยอมรับความจริงข้อนี้ในทันทีไม่ได้...แม้ว่านี่จะหมายถึงเขาได้รับชีวิตใหม่ก็ตาม

เขาล้วงกระเป๋าหาบุหรี่ตามความเคยชิน แต่กลับพบเพียงไฟแช็กอันเดียว

เจ้าของร่างเดิมสูบบุหรี่ แต่ดูเหมือนว่าบุหรี่จะหมดเกลี้ยงแล้ว

ขณะที่ความทรงจำกำลังย้อนกลับมา เสียงเคาะประตูที่ดังรัวก็ขัดจังหวะขึ้น ตามมาด้วยเสียงตะโกนของผู้ชาย

“หานหลิง! เรารู้ตัวแล้วว่าฆาตกรคือนาย! เปิดประตู! ทุกอย่างจบแล้ว!”

หานหลิงเพียงแค่หันศีรษะไปเล็กน้อย...แต่ไม่ได้ใส่ใจ

ความทรงจำใหม่บอกเขาว่า คนที่พูดเมื่อกี้ชื่อจางอวิ๋นหาง เขาสอบคัดเลือกตำรวจได้เป็นอันดับหนึ่งของเมืองชิงชาง

“หานหลิง! อย่าดิ้นรนอีกเลย! ลูกไม้ตื้นๆ ของนายมันหลอกพวกเราไม่ได้!”

นอกประตู จางอวิ๋นหางยังคงทุบประตูไม่หยุดพลางตะโกน แสงไฟจากโถงทางเดินสาดส่องลงบนใบหน้าที่ค่อนข้างหล่อเหลา สะท้อนให้เห็นแววหยิ่งทะนงเล็กน้อย

ด้านหลังเขามีตำรวจใหม่อีกห้าคนยืนอยู่ เป็นชายสาม หญิงสอง

“อวิ๋นหาง ดีจริงๆ ที่มีนาย ทั้งช่างสังเกตแล้วก็คิดได้รวดเร็วมาก ไม่อย่างนั้นพวกเราคงโดนหานหลิงต้มจนเปื่อยแน่”

คนที่พูดคือเด็กสาวชื่อเผิงเหยา เธอไว้ผมสั้นหน้าตาสะอาดสะอ้าน หน่วยงานที่เธอสมัครเหมือนกับจางอวิ๋นหาง คือกองบังคับการสืบสวนอาชญากรรมของสำนักงานตำรวจเมืองชิงชาง เธอเพิ่งรู้จักกับจางอวิ๋นหางในการซ้อมรบนี้ได้ไม่นานและดูเหมือนจะประทับใจเขาไม่น้อย

ทั้งสองคนเรียนมาคนละสายกัน เผิงเหยาเรียนเทคนิควิทยาศาสตร์อาชญากรรมในโรงเรียนตำรวจ ส่วนจางอวิ๋นหางเรียนการสืบสวน ในอนาคตพวกเขาจะได้เป็นเพื่อนร่วมงานกัน

สำหรับหานหลิง เขาลงสมัครที่สถานีตำรวจซึ่งอยู่ต่ำกว่าสำนักงานตำรวจเมืองถึงสองระดับ

ชายหนุ่มอีกคนก็พูดขึ้นมาเช่นกัน “อันที่จริงหานหลิงก็ทำได้ดีมากแล้วนะ เขานำเอาความรู้จากโรงเรียนตำรวจมาประยุกต์ใช้ในทางตรงกันข้าม สงสัยเมื่อวานคงโดนหลินหรงต้อน จนปลุกพลังแฝงออกมาได้ แต่น่าเสียดาย...ที่เทียบกับอวิ๋นหางแล้วยังห่างชั้นอยู่อีกมาก”

คนที่เหลือแม้จะไม่ได้พูดอะไร แต่สีหน้าของพวกเขาก็บ่งบอกว่าค่อนข้างเชื่อมั่นในตัวจางอวิ๋นหาง

ในการซ้อมรบการสืบสวนรอบสุดท้ายนี้ ศูนย์บัญชาการได้ออกแบบโครงเรื่องคดีต่างๆ ไว้หลายคดีตามสายงานของตำรวจแต่ละประเภท ตำรวจใหม่ที่จะต้องไปอยู่แนวหน้าทั้งหน่วยสืบสวนอาชญากรรม หน่วยสืบสวนเศรษฐกิจ และหน่วยปราบปรามยาเสพติด จะถูกแบ่งทีมโดยการจับฉลากและตัดสินว่าจะได้รับบทเป็นฆาตกรหรือตำรวจ

ฝ่ายแดงคือตำรวจ ฝ่ายน้ำเงินคือฆาตกรและผู้ต้องสงสัยที่คอยปั่นหัว

คนที่จั่วไพ่ได้เป็นผู้ต้องสงสัยสามารถด้นสดต่อจากโครงเรื่องคดีที่มีให้ได้ตามใจชอบ เป้าหมายสุดท้ายคือการหลบหนีการสืบสวนของตำรวจให้ได้ภายในเวลาที่กำหนด

มันคือการต่อสู้กันระหว่างการสืบสวนและการต่อต้านการสืบสวน

หากจับฆาตกรได้ ฝ่ายแดงชนะ กลับกันฝ่ายน้ำเงินชนะ

แต่ประเด็นก็คือ เกือบยี่สิบทีมที่ผ่านมาล้วนเป็นฝ่ายแดงที่ชนะ ไม่มีผู้ต้องสงสัยคนไหนสามารถรอดพ้นจากการสืบสวนไปได้ เพราะโครงเรื่องคดีที่ศูนย์บัญชาการออกแบบไว้นั้นมีเบาะแสชี้ไปยังผู้ต้องสงสัยมากเกินไป ต่อให้พยายามดิ้นรนสร้างความยากลำบากเพิ่มเติม นักเรียนที่เพิ่งจบจากโรงเรียนตำรวจใหม่ๆ ก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากนักภายในเวลาอันสั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการทำให้มันสมบูรณ์แบบ

หรือพูดอีกอย่างก็คือ ศูนย์บัญชาการจงใจเพิ่มระดับความยากของฝ่ายน้ำเงินให้สูงขึ้นมาก ก็เพื่อให้ฝ่ายแดงชนะ ท้ายที่สุด การปล่อยให้ "อาชญากร" ได้รับชัยชนะ มันก็เหมือนการตบหน้า "ตำรวจ" ฉาดใหญ่ แม้ว่านี่จะเป็นเพียงการซ้อมรบก็ตาม

เรื่องนี้ ตำรวจใหม่ทุกคนที่เข้าร่วมการซ้อมรบต่างก็รู้ดีอยู่แก่ใจ

ทีมของจางอวิ๋นหางและหานหลิงเป็นทีมสุดท้ายแล้ว การซ้อมรบที่ดำเนินมาหลายสิบวันกำลังจะสิ้นสุดลง

“หานหลิง พยายาม มากเกินไป” เมื่อพูดถึงหลินหรง รอยยิ้มบนใบหน้าของจางอวิ๋นหางก็จางลงเล็กน้อย เขาพูดด้วยน้ำเสียง ที่เหมือนจะ ถ่อมตน “ยิ่งทำมากยิ่งพลาดมาก ยิ่งทำน้อยยิ่งพลาดน้อย ไม่ทำเลยก็ไม่พลาดเลย...เรื่องนี้หานหลิงไม่เข้าใจ”

เผิงเหยาเห็นด้วย “พูดถูก เขาคงดูหนังมากเกินไป”

หลังจากคุยเล่นกันสองสามประโยค จางอวิ๋นหางก็ทุบประตูต่อ “หานหลิง! อยู่ไหม! เปิดประตูสิ!”

ชายหนุ่มในทีมคนหนึ่งพูดขึ้น “ไม่อยู่เหรอ หรือว่าสิ้นหวังจนไม่สนอะไรแล้ว”

การซ้อมรบครั้งนี้สมจริงมาก มีนักแสดงประกอบจากสตูดิโอถ่ายทำภาพยนตร์เข้าร่วมด้วยมากมาย ตั้งแต่การแจ้งความ การตรวจสอบที่เกิดเหตุ การสอบปากคำผู้เกี่ยวข้อง ไปจนถึงการสืบสวนเชิงลึก กระบวนการทั้งหมดค่อนข้างสมบูรณ์

ผู้ต้องสงสัยทุกคนจะมีที่พักและตัวตนชั่วคราวเป็นของตัวเอง

อย่างไรก็ตาม ตามกฎแล้ว ฝ่ายน้ำเงินสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระทั่วทั้งสตูดิโอ

“พังประตู”

จางอวิ๋นหางตัดสินใจเด็ดขาด เขามองซ้ายมองขวาแล้วหยิบค้อนปอนด์อันหนึ่งออกมาจากกองของเก่าตรงโถงทางเดิน ประตูลูกบิดแบบเก่าๆ แค่นี้ ทุบเข้าไปได้โดยตรงอยู่แล้ว

“พังประตูเลยเหรอ”

เผิงเหยาและคนอื่นๆ ชะงักไปเล็กน้อย พวกเขาค่อนข้างลังเล เพราะยังไงนี่ก็คือการซ้อมรบ

จางอวิ๋นหางมีนิสัยชอบ อวดรู้ เขาจึงอธิบายว่า “การตัดสินใจพังประตูมีเหตุผลสองข้อ ข้อแรก ศูนย์บัญชาการเคยบอกไว้ก่อนการซ้อมรบแล้วว่า ภายในสตูดิโอมีงบประมาณสำหรับความเสียหายอยู่ นั่นหมายความว่ากฎอนุญาตให้เราสร้างความเสียหายได้ในระดับหนึ่ง

ข้อที่สองสำคัญที่สุด การซ้อมรบสืบสวนอาชญากรรมมีเวลาจำกัด ตอนนี้เหลืออีกแค่สองชั่วโมง ถ้าหานหลิงอยู่ในนั้น การที่เขาไม่ยอมเปิดประตูอาจเป็นเพราะต้องการถ่วงเวลา...พวกเราต้องเข้าไปดู”

เมื่อเห็นจางอวิ๋นหางเริ่มดูกระวนกระวายเล็กน้อย เผิงเหยาก็มองเขาอย่างมีความนัยก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเจือความน้อยใจว่า “เมื่อวานหลินหรงเธอบอกว่า ถ้าหานหลิงสามารถเป็นตัวแทนฝ่ายน้ำเงินคว้าชัยชนะได้ เธอจะพิจารณารับรักเขา...นายคงไม่ได้โดนประโยคนี้จี้ใจดำหรอกใช่ไหม”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น อีกสี่คนที่เหลือก็หันมามอง ราวกับกำลังรอ ดูเรื่องสนุก

สถาบันตำรวจเจียงหยวนเป็นโรงเรียนตำรวจระดับมณฑล รับนักศึกษาเฉพาะในมณฑลเท่านั้น และการสอบตำรวจครั้งนี้ก็จำกัดภูมิลำเนาของผู้สมัครด้วย ดังนั้นตำรวจใหม่ในการซ้อมรบครั้งนี้จึงล้วนเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนเดียวกันทั้งหมด จะต่างกันก็แค่รู้จักหรือสนิทกันหรือไม่เท่านั้นเอง

ยังไงก็ตาม พวกเขาทั้งหกคนไม่สนิทกับหานหลิง ส่วนใหญ่เพราะอยู่คนละห้องเรียน สถาบันตำรวจเจียงหยวนมีหลายห้องเรียนในแต่ละสาขาวิชา อย่างสาขาการสืบสวนก็มีถึงสี่ห้อง

หลินหรงคือดาวเด่นระดับดอกฟ้าของสถาบันตำรวจเจียงหยวน เรียนสาขาสืบสวนอาชญากรกรรมทางเศรษฐกิจ สอบเข้ากองบังคับการสืบสวนเศรษฐกิจของสำนักงานตำรวจเมืองได้

ผลการเรียนดีเด่น ฐานะทางบ้านดี แถมยังหน้าตาสวย ดังนั้นตลอดสี่ปีในมหาวิทยาลัยจึงมีคนตามจีบหลินหรงไม่ขาดสาย แต่ก็ไม่มีใครทำสำเร็จ

หานหลิงเองก็เป็นหนึ่งในนั้น และยังเป็นประเภทที่ตามตื๊อไม่เลิกด้วย

ได้ยินมาว่าจางอวิ๋นหางก็เคยจีบเธอเหมือนกัน

ส่วนเผิงเหยา...เธอเพิ่งมาสนิทกับจางอวิ๋นหางตอนซ้อมรบครั้งนี้ ดูจากพฤติกรรมในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ดูเหมือนเธอจะสนใจในตัวจางอวิ๋นหางมาก

เรื่องความรู้สึกนี่มันซับซ้อนจริงๆ โดยเฉพาะเมื่อมีหลายคนเข้ามาพัวพัน

คำพูดของเผิงเหยาทำให้สีหน้าของจางอวิ๋นหางเกร็งไปเล็กน้อย เขายิ้ม แห้งๆ แล้วพูดว่า “หลินหรงก็แค่พูดหลอกเขาไปงั้นแหละ อีกอย่าง มันจะเกี่ยวอะไรกับประโยคนี้ด้วย ผมก็แค่ตั้งใจทำการซ้อมรบให้สำเร็จเท่านั้นเอง”

เผิงเหยาไม่รู้ว่าจะเชื่อดีหรือไม่เชื่อดี เธอไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ แต่พูดว่า “ถ้าเขาคิดจะถ่วงเวลาจริงๆ นี่มันก็ขี้โกงไปหน่อยนะ”

จางอวิ๋นหางตอบ “จะว่าขี้โกงก็ไม่ได้ เขาก็แค่ใช้ประโยชน์จากกฎอย่างเต็มที่ อยู่ในขอบเขตที่สมเหตุสมผล...ถอยไปหน่อย!”

ทั้งห้าคนถอยหลังไปสองก้าว

จางอวิ๋นหางยกค้อนในมือขึ้น

ในห้องนั่งเล่น

หานหลิงที่ได้ยินบทสนทนาทั้งหมดค่อยๆ ลุกขึ้นยืน

ที่จริงจางอวิ๋นหางก็พูดไม่ผิด จากความทรงจำใหม่ การกระทำบางอย่างของ 'หานหลิง' คนเดิมมันดูเหมือนการวาดงูเติมขาจริงๆ

ยิ่งทำน้อยยิ่งพลาดน้อย แต่ก็ไม่แปลกเพราะนักเรียนที่เพิ่งจบจากโรงเรียนตำรวจย่อมไม่รู้วิธีที่จะสวมบทบาทอาชญากรที่เก่งกาจได้หรอก

ด้วยความอยากที่จะเอาชนะมากเกินไป กลับทำให้ความสามารถในการตัดสินใจถดถอยลง

“หลินหรงเหรอ...”

“ดูจากความทรงจำก็หน้าตาสวยดีอยู่หรอก แต่ว่าพวกคลั่งรักน่ะ สุดท้ายก็จะไม่เหลืออะไร นายเป็นแค่เด็กกำพร้าเองนะ ไปเอาความกล้ามาจากไหนกัน...แต่ก็นับว่านายยังดีกว่าพวกที่ไม่กล้าแม้แต่จะจีบเขาล่ะนะ”

ข้างนอกประตูเริ่มมีเสียงทุบทำลายแล้ว หานหลิงรีบเดินเข้าไปในห้องนอน ระหว่างนั้นเขาก็หยิบมือถือในกระเป๋าออกมาดูเวลา...หนึ่งทุ่มยี่สิบแปดนาที

เมื่อมาถึงหน้าต่างห้องนอน หานหลิงเปิดหน้าต่างออกแล้วมองไปข้างนอก

แสงจันทร์สลัว ทุกสิ่งรอบกายเงียบสงัด มีเสาไฟบนถนน มีตึกรามบ้านช่องสมัยใหม่ แต่กลับไม่ค่อยมีผู้คน บนถนนไม่มีรถเลยสักคัน เห็นเพียงคนเดินบนถนนบ้างประปราย หูของเขาเองก็ได้ยินแต่ความเงียบสงบ

คนเดินถนนเหล่านั้น คือนักแสดงประกอบ

ไม่กี่วินาทีต่อมาหานหลิงก็หันกลับมา ในห้องนอนมีเก้าอี้หนึ่งตัว หน้าต่างก็ไม่ใหญ่มาก...น่าจะพอใช้เก้าอี้ขัดไว้ได้

ห้องนี้อยู่ที่ชั้นสาม จะให้กระโดดลงไปคงไม่ไหว แต่ผ้าปูที่นอนในห้องน่าจะใช้ประโยชน์ได้

“เจ้าของร่างเดิมไม่ค่อยชอบหน้าจางอวิ๋นหางเท่าไหร่...งั้นฉันจะช่วยนายสักหน่อยก็แล้วกัน ถือซะว่าเป็นคำขอบคุณ”

ปัง!

ปัง!

แครก!

ลูกบิดประตูพังแล้ว จางอวิ๋นหางและคนอื่นๆ รีบกรูเข้ามา

แต่ในห้องนั่งเล่นกลับว่างเปล่า

“หานหลิง!”

“แยกกันหา!”

ทุกคนกระจายกันออกไป ห้องพักแบบสองห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่นใช้เวลาค้นหาไม่นาน

“อวิ๋นหาง! ทางนี้! ฉันเจออะไรบางอย่าง!”

เสียงตะโกนดังมาจากห้องนอนใหญ่ ทุกคนจึงรีบมุ่งหน้าไปรวมกัน

ที่หน้าต่างห้องนอนมีเก้าอี้ตัวหนึ่งวางขัดกับขอบหน้าต่างเอาไว้ พนักพิงเก้าอี้มีผ้าที่ถูกฉีกเป็นเส้นๆ ผูกติดอยู่ จางอวิ๋นหางรีบเดินไปที่หน้าต่าง ดึงเก้าอี้ออกแล้วยื่นหน้าออกไปมอง แถบผ้าที่ผูกต่อกันยาวเหยียดกำลังแกว่งไกวไปมาอย่างช้าๆ ในอากาศ ที่ปลายด้านล่างว่างเปล่า

เห็นได้ชัดว่า...หานหลิงใช้ของในห้องหลบหนีไปแล้ว ทุกคนถึงกับอึ้งไปตามๆ กัน

พอตระหนักถึงข้อเท็จจริงนี้ แม้แต่จางอวิ๋นหางเองก็แทบตั้งตัวไม่ทัน

“ห...หนีไปได้เหรอ? กฎอนุญาตให้หนีได้ด้วยเหรอ?”

...

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 1 - หานหลิงแห่งโรงเรียนตำรวจ

คัดลอกลิงก์แล้ว