- หน้าแรก
- ฉันไม่ใช่นักสืบอัจฉริยะ
- บทที่ 1 - หานหลิงแห่งโรงเรียนตำรวจ
บทที่ 1 - หานหลิงแห่งโรงเรียนตำรวจ
บทที่ 1 - หานหลิงแห่งโรงเรียนตำรวจ
มณฑลเจียงหยวน เมืองชิงชาง
ในสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น เปลือกตาของหานหลิงก็สั่นระริก
ความเจ็บปวดราวกับหัวจะระเบิดถาโถมเข้ามาดุจคลื่นยักษ์ หานหลิงเค้นเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีพยายามลืมตา แสงสว่างที่เห็น...กลับขุ่นมัว
นี่ไม่ใช่ความมืดมิดเสียทีเดียว แต่เป็นสีเทาหม่นที่หนักอึ้งและให้ความรู้สึกสากเหมือนมีละอองฝุ่น
สองวินาทีต่อมา แสงสีขาวก็เข้ามาแทนที่ เขาค่อยๆ มองเห็นสิ่งต่างๆ...สายตาเริ่มจับโครงร่างรอบตัวได้
ที่นี่คือห้องนั่งเล่น
อาการปวดหัวค่อยๆ ทุเลาลง หานหลิงหันศีรษะมองไปรอบๆ เขาพบว่าตัวเองกำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่น
ความทรงจำผุดขึ้นมาราวกับซากเรืออับปางที่ถูกกู้ขึ้นมา พวกมันค่อยๆ รวมตัวกัน...และหานหลิงก็ได้สติกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว
“ฉันยิงขมับตัวเองไม่ใช่เหรอ... นี่…ทำไมถึงยังไม่ตายกันล่ะ”
“เดี๋ยวนะ”
สีหน้าของหานหลิงเปลี่ยนไปทันที เขากัดฟันฝืนอาการปวดหัว...ลุกขึ้นนั่งตัวตรง...แล้วจ้องมองไปข้างหน้า
ข้างผนังทีวีมีกระจกเงาตั้งพื้นบานหนึ่งตั้งอยู่ ในกระจกสะท้อนร่างของ...คนแปลกหน้า
ใบหน้าแปลกตา ทรงผมแปลกตา รูปร่างแปลกตา สวมเสื้อยืดสีเทาและกางเกงสีดำ ดูแล้วอายุราวๆ ยี่สิบต้นๆ
นี่มัน...น่าขนลุกชะมัด
ในตอนนั้นเอง อาการปวดหัวก็รุนแรงขึ้นอีกครั้ง หนักหน่วงกว่าครั้งก่อนหลายเท่า หานหลิงยกมือกุมศีรษะตามสัญชาตญาณ เสียงครางอู้อี้ด้วยความเจ็บปวดเล็ดลอดออกมาจากลำคอ
ความเจ็บปวดนี้แปลกประหลาดมาก หานหลิงไม่เคยสัมผัสมาก่อน มันเป็นความเจ็บปวดที่ปนเปไปกับอาการวิงเวียนอย่างรุนแรง ราวกับว่าตัวเขากำลังนั่งอยู่บนเครื่องเล่นไวกิ้งที่เหวี่ยงเร็วกว่าปกติหลายเท่า ขณะเดียวกันก็มีของมีคมกำลังกวนอยู่ในสมองของเขา
“บ้าเอ๊ย!”
หานหลิงอดไม่ได้ที่จะสบถออกมา ชิ้นส่วนความทรงจำใหม่เริ่มประกอบเข้าด้วยกัน
[หานหลิง...เด็กกำพร้า...จบจากสถาบันตำรวจเจียงหยวน...การซ้อมรบจำลองสำหรับตำรวจใหม่]
“ทะลุมิติมาเหรอ... แถมยังชื่อเดียวกันอีก”
หานหลิงยังทำใจยอมรับความจริงข้อนี้ในทันทีไม่ได้...แม้ว่านี่จะหมายถึงเขาได้รับชีวิตใหม่ก็ตาม
เขาล้วงกระเป๋าหาบุหรี่ตามความเคยชิน แต่กลับพบเพียงไฟแช็กอันเดียว
เจ้าของร่างเดิมสูบบุหรี่ แต่ดูเหมือนว่าบุหรี่จะหมดเกลี้ยงแล้ว
ขณะที่ความทรงจำกำลังย้อนกลับมา เสียงเคาะประตูที่ดังรัวก็ขัดจังหวะขึ้น ตามมาด้วยเสียงตะโกนของผู้ชาย
“หานหลิง! เรารู้ตัวแล้วว่าฆาตกรคือนาย! เปิดประตู! ทุกอย่างจบแล้ว!”
หานหลิงเพียงแค่หันศีรษะไปเล็กน้อย...แต่ไม่ได้ใส่ใจ
ความทรงจำใหม่บอกเขาว่า คนที่พูดเมื่อกี้ชื่อจางอวิ๋นหาง เขาสอบคัดเลือกตำรวจได้เป็นอันดับหนึ่งของเมืองชิงชาง
“หานหลิง! อย่าดิ้นรนอีกเลย! ลูกไม้ตื้นๆ ของนายมันหลอกพวกเราไม่ได้!”
นอกประตู จางอวิ๋นหางยังคงทุบประตูไม่หยุดพลางตะโกน แสงไฟจากโถงทางเดินสาดส่องลงบนใบหน้าที่ค่อนข้างหล่อเหลา สะท้อนให้เห็นแววหยิ่งทะนงเล็กน้อย
ด้านหลังเขามีตำรวจใหม่อีกห้าคนยืนอยู่ เป็นชายสาม หญิงสอง
“อวิ๋นหาง ดีจริงๆ ที่มีนาย ทั้งช่างสังเกตแล้วก็คิดได้รวดเร็วมาก ไม่อย่างนั้นพวกเราคงโดนหานหลิงต้มจนเปื่อยแน่”
คนที่พูดคือเด็กสาวชื่อเผิงเหยา เธอไว้ผมสั้นหน้าตาสะอาดสะอ้าน หน่วยงานที่เธอสมัครเหมือนกับจางอวิ๋นหาง คือกองบังคับการสืบสวนอาชญากรรมของสำนักงานตำรวจเมืองชิงชาง เธอเพิ่งรู้จักกับจางอวิ๋นหางในการซ้อมรบนี้ได้ไม่นานและดูเหมือนจะประทับใจเขาไม่น้อย
ทั้งสองคนเรียนมาคนละสายกัน เผิงเหยาเรียนเทคนิควิทยาศาสตร์อาชญากรรมในโรงเรียนตำรวจ ส่วนจางอวิ๋นหางเรียนการสืบสวน ในอนาคตพวกเขาจะได้เป็นเพื่อนร่วมงานกัน
สำหรับหานหลิง เขาลงสมัครที่สถานีตำรวจซึ่งอยู่ต่ำกว่าสำนักงานตำรวจเมืองถึงสองระดับ
ชายหนุ่มอีกคนก็พูดขึ้นมาเช่นกัน “อันที่จริงหานหลิงก็ทำได้ดีมากแล้วนะ เขานำเอาความรู้จากโรงเรียนตำรวจมาประยุกต์ใช้ในทางตรงกันข้าม สงสัยเมื่อวานคงโดนหลินหรงต้อน จนปลุกพลังแฝงออกมาได้ แต่น่าเสียดาย...ที่เทียบกับอวิ๋นหางแล้วยังห่างชั้นอยู่อีกมาก”
คนที่เหลือแม้จะไม่ได้พูดอะไร แต่สีหน้าของพวกเขาก็บ่งบอกว่าค่อนข้างเชื่อมั่นในตัวจางอวิ๋นหาง
ในการซ้อมรบการสืบสวนรอบสุดท้ายนี้ ศูนย์บัญชาการได้ออกแบบโครงเรื่องคดีต่างๆ ไว้หลายคดีตามสายงานของตำรวจแต่ละประเภท ตำรวจใหม่ที่จะต้องไปอยู่แนวหน้าทั้งหน่วยสืบสวนอาชญากรรม หน่วยสืบสวนเศรษฐกิจ และหน่วยปราบปรามยาเสพติด จะถูกแบ่งทีมโดยการจับฉลากและตัดสินว่าจะได้รับบทเป็นฆาตกรหรือตำรวจ
ฝ่ายแดงคือตำรวจ ฝ่ายน้ำเงินคือฆาตกรและผู้ต้องสงสัยที่คอยปั่นหัว
คนที่จั่วไพ่ได้เป็นผู้ต้องสงสัยสามารถด้นสดต่อจากโครงเรื่องคดีที่มีให้ได้ตามใจชอบ เป้าหมายสุดท้ายคือการหลบหนีการสืบสวนของตำรวจให้ได้ภายในเวลาที่กำหนด
มันคือการต่อสู้กันระหว่างการสืบสวนและการต่อต้านการสืบสวน
หากจับฆาตกรได้ ฝ่ายแดงชนะ กลับกันฝ่ายน้ำเงินชนะ
แต่ประเด็นก็คือ เกือบยี่สิบทีมที่ผ่านมาล้วนเป็นฝ่ายแดงที่ชนะ ไม่มีผู้ต้องสงสัยคนไหนสามารถรอดพ้นจากการสืบสวนไปได้ เพราะโครงเรื่องคดีที่ศูนย์บัญชาการออกแบบไว้นั้นมีเบาะแสชี้ไปยังผู้ต้องสงสัยมากเกินไป ต่อให้พยายามดิ้นรนสร้างความยากลำบากเพิ่มเติม นักเรียนที่เพิ่งจบจากโรงเรียนตำรวจใหม่ๆ ก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากนักภายในเวลาอันสั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการทำให้มันสมบูรณ์แบบ
หรือพูดอีกอย่างก็คือ ศูนย์บัญชาการจงใจเพิ่มระดับความยากของฝ่ายน้ำเงินให้สูงขึ้นมาก ก็เพื่อให้ฝ่ายแดงชนะ ท้ายที่สุด การปล่อยให้ "อาชญากร" ได้รับชัยชนะ มันก็เหมือนการตบหน้า "ตำรวจ" ฉาดใหญ่ แม้ว่านี่จะเป็นเพียงการซ้อมรบก็ตาม
เรื่องนี้ ตำรวจใหม่ทุกคนที่เข้าร่วมการซ้อมรบต่างก็รู้ดีอยู่แก่ใจ
ทีมของจางอวิ๋นหางและหานหลิงเป็นทีมสุดท้ายแล้ว การซ้อมรบที่ดำเนินมาหลายสิบวันกำลังจะสิ้นสุดลง
“หานหลิง พยายาม มากเกินไป” เมื่อพูดถึงหลินหรง รอยยิ้มบนใบหน้าของจางอวิ๋นหางก็จางลงเล็กน้อย เขาพูดด้วยน้ำเสียง ที่เหมือนจะ ถ่อมตน “ยิ่งทำมากยิ่งพลาดมาก ยิ่งทำน้อยยิ่งพลาดน้อย ไม่ทำเลยก็ไม่พลาดเลย...เรื่องนี้หานหลิงไม่เข้าใจ”
เผิงเหยาเห็นด้วย “พูดถูก เขาคงดูหนังมากเกินไป”
หลังจากคุยเล่นกันสองสามประโยค จางอวิ๋นหางก็ทุบประตูต่อ “หานหลิง! อยู่ไหม! เปิดประตูสิ!”
ชายหนุ่มในทีมคนหนึ่งพูดขึ้น “ไม่อยู่เหรอ หรือว่าสิ้นหวังจนไม่สนอะไรแล้ว”
การซ้อมรบครั้งนี้สมจริงมาก มีนักแสดงประกอบจากสตูดิโอถ่ายทำภาพยนตร์เข้าร่วมด้วยมากมาย ตั้งแต่การแจ้งความ การตรวจสอบที่เกิดเหตุ การสอบปากคำผู้เกี่ยวข้อง ไปจนถึงการสืบสวนเชิงลึก กระบวนการทั้งหมดค่อนข้างสมบูรณ์
ผู้ต้องสงสัยทุกคนจะมีที่พักและตัวตนชั่วคราวเป็นของตัวเอง
อย่างไรก็ตาม ตามกฎแล้ว ฝ่ายน้ำเงินสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระทั่วทั้งสตูดิโอ
“พังประตู”
จางอวิ๋นหางตัดสินใจเด็ดขาด เขามองซ้ายมองขวาแล้วหยิบค้อนปอนด์อันหนึ่งออกมาจากกองของเก่าตรงโถงทางเดิน ประตูลูกบิดแบบเก่าๆ แค่นี้ ทุบเข้าไปได้โดยตรงอยู่แล้ว
“พังประตูเลยเหรอ”
เผิงเหยาและคนอื่นๆ ชะงักไปเล็กน้อย พวกเขาค่อนข้างลังเล เพราะยังไงนี่ก็คือการซ้อมรบ
จางอวิ๋นหางมีนิสัยชอบ อวดรู้ เขาจึงอธิบายว่า “การตัดสินใจพังประตูมีเหตุผลสองข้อ ข้อแรก ศูนย์บัญชาการเคยบอกไว้ก่อนการซ้อมรบแล้วว่า ภายในสตูดิโอมีงบประมาณสำหรับความเสียหายอยู่ นั่นหมายความว่ากฎอนุญาตให้เราสร้างความเสียหายได้ในระดับหนึ่ง
ข้อที่สองสำคัญที่สุด การซ้อมรบสืบสวนอาชญากรรมมีเวลาจำกัด ตอนนี้เหลืออีกแค่สองชั่วโมง ถ้าหานหลิงอยู่ในนั้น การที่เขาไม่ยอมเปิดประตูอาจเป็นเพราะต้องการถ่วงเวลา...พวกเราต้องเข้าไปดู”
เมื่อเห็นจางอวิ๋นหางเริ่มดูกระวนกระวายเล็กน้อย เผิงเหยาก็มองเขาอย่างมีความนัยก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเจือความน้อยใจว่า “เมื่อวานหลินหรงเธอบอกว่า ถ้าหานหลิงสามารถเป็นตัวแทนฝ่ายน้ำเงินคว้าชัยชนะได้ เธอจะพิจารณารับรักเขา...นายคงไม่ได้โดนประโยคนี้จี้ใจดำหรอกใช่ไหม”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อีกสี่คนที่เหลือก็หันมามอง ราวกับกำลังรอ ดูเรื่องสนุก
สถาบันตำรวจเจียงหยวนเป็นโรงเรียนตำรวจระดับมณฑล รับนักศึกษาเฉพาะในมณฑลเท่านั้น และการสอบตำรวจครั้งนี้ก็จำกัดภูมิลำเนาของผู้สมัครด้วย ดังนั้นตำรวจใหม่ในการซ้อมรบครั้งนี้จึงล้วนเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนเดียวกันทั้งหมด จะต่างกันก็แค่รู้จักหรือสนิทกันหรือไม่เท่านั้นเอง
ยังไงก็ตาม พวกเขาทั้งหกคนไม่สนิทกับหานหลิง ส่วนใหญ่เพราะอยู่คนละห้องเรียน สถาบันตำรวจเจียงหยวนมีหลายห้องเรียนในแต่ละสาขาวิชา อย่างสาขาการสืบสวนก็มีถึงสี่ห้อง
หลินหรงคือดาวเด่นระดับดอกฟ้าของสถาบันตำรวจเจียงหยวน เรียนสาขาสืบสวนอาชญากรกรรมทางเศรษฐกิจ สอบเข้ากองบังคับการสืบสวนเศรษฐกิจของสำนักงานตำรวจเมืองได้
ผลการเรียนดีเด่น ฐานะทางบ้านดี แถมยังหน้าตาสวย ดังนั้นตลอดสี่ปีในมหาวิทยาลัยจึงมีคนตามจีบหลินหรงไม่ขาดสาย แต่ก็ไม่มีใครทำสำเร็จ
หานหลิงเองก็เป็นหนึ่งในนั้น และยังเป็นประเภทที่ตามตื๊อไม่เลิกด้วย
ได้ยินมาว่าจางอวิ๋นหางก็เคยจีบเธอเหมือนกัน
ส่วนเผิงเหยา...เธอเพิ่งมาสนิทกับจางอวิ๋นหางตอนซ้อมรบครั้งนี้ ดูจากพฤติกรรมในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ดูเหมือนเธอจะสนใจในตัวจางอวิ๋นหางมาก
เรื่องความรู้สึกนี่มันซับซ้อนจริงๆ โดยเฉพาะเมื่อมีหลายคนเข้ามาพัวพัน
คำพูดของเผิงเหยาทำให้สีหน้าของจางอวิ๋นหางเกร็งไปเล็กน้อย เขายิ้ม แห้งๆ แล้วพูดว่า “หลินหรงก็แค่พูดหลอกเขาไปงั้นแหละ อีกอย่าง มันจะเกี่ยวอะไรกับประโยคนี้ด้วย ผมก็แค่ตั้งใจทำการซ้อมรบให้สำเร็จเท่านั้นเอง”
เผิงเหยาไม่รู้ว่าจะเชื่อดีหรือไม่เชื่อดี เธอไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ แต่พูดว่า “ถ้าเขาคิดจะถ่วงเวลาจริงๆ นี่มันก็ขี้โกงไปหน่อยนะ”
จางอวิ๋นหางตอบ “จะว่าขี้โกงก็ไม่ได้ เขาก็แค่ใช้ประโยชน์จากกฎอย่างเต็มที่ อยู่ในขอบเขตที่สมเหตุสมผล...ถอยไปหน่อย!”
ทั้งห้าคนถอยหลังไปสองก้าว
จางอวิ๋นหางยกค้อนในมือขึ้น
ในห้องนั่งเล่น
หานหลิงที่ได้ยินบทสนทนาทั้งหมดค่อยๆ ลุกขึ้นยืน
ที่จริงจางอวิ๋นหางก็พูดไม่ผิด จากความทรงจำใหม่ การกระทำบางอย่างของ 'หานหลิง' คนเดิมมันดูเหมือนการวาดงูเติมขาจริงๆ
ยิ่งทำน้อยยิ่งพลาดน้อย แต่ก็ไม่แปลกเพราะนักเรียนที่เพิ่งจบจากโรงเรียนตำรวจย่อมไม่รู้วิธีที่จะสวมบทบาทอาชญากรที่เก่งกาจได้หรอก
ด้วยความอยากที่จะเอาชนะมากเกินไป กลับทำให้ความสามารถในการตัดสินใจถดถอยลง
“หลินหรงเหรอ...”
“ดูจากความทรงจำก็หน้าตาสวยดีอยู่หรอก แต่ว่าพวกคลั่งรักน่ะ สุดท้ายก็จะไม่เหลืออะไร นายเป็นแค่เด็กกำพร้าเองนะ ไปเอาความกล้ามาจากไหนกัน...แต่ก็นับว่านายยังดีกว่าพวกที่ไม่กล้าแม้แต่จะจีบเขาล่ะนะ”
ข้างนอกประตูเริ่มมีเสียงทุบทำลายแล้ว หานหลิงรีบเดินเข้าไปในห้องนอน ระหว่างนั้นเขาก็หยิบมือถือในกระเป๋าออกมาดูเวลา...หนึ่งทุ่มยี่สิบแปดนาที
เมื่อมาถึงหน้าต่างห้องนอน หานหลิงเปิดหน้าต่างออกแล้วมองไปข้างนอก
แสงจันทร์สลัว ทุกสิ่งรอบกายเงียบสงัด มีเสาไฟบนถนน มีตึกรามบ้านช่องสมัยใหม่ แต่กลับไม่ค่อยมีผู้คน บนถนนไม่มีรถเลยสักคัน เห็นเพียงคนเดินบนถนนบ้างประปราย หูของเขาเองก็ได้ยินแต่ความเงียบสงบ
คนเดินถนนเหล่านั้น คือนักแสดงประกอบ
ไม่กี่วินาทีต่อมาหานหลิงก็หันกลับมา ในห้องนอนมีเก้าอี้หนึ่งตัว หน้าต่างก็ไม่ใหญ่มาก...น่าจะพอใช้เก้าอี้ขัดไว้ได้
ห้องนี้อยู่ที่ชั้นสาม จะให้กระโดดลงไปคงไม่ไหว แต่ผ้าปูที่นอนในห้องน่าจะใช้ประโยชน์ได้
“เจ้าของร่างเดิมไม่ค่อยชอบหน้าจางอวิ๋นหางเท่าไหร่...งั้นฉันจะช่วยนายสักหน่อยก็แล้วกัน ถือซะว่าเป็นคำขอบคุณ”
ปัง!
ปัง!
แครก!
ลูกบิดประตูพังแล้ว จางอวิ๋นหางและคนอื่นๆ รีบกรูเข้ามา
แต่ในห้องนั่งเล่นกลับว่างเปล่า
“หานหลิง!”
“แยกกันหา!”
ทุกคนกระจายกันออกไป ห้องพักแบบสองห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่นใช้เวลาค้นหาไม่นาน
“อวิ๋นหาง! ทางนี้! ฉันเจออะไรบางอย่าง!”
เสียงตะโกนดังมาจากห้องนอนใหญ่ ทุกคนจึงรีบมุ่งหน้าไปรวมกัน
ที่หน้าต่างห้องนอนมีเก้าอี้ตัวหนึ่งวางขัดกับขอบหน้าต่างเอาไว้ พนักพิงเก้าอี้มีผ้าที่ถูกฉีกเป็นเส้นๆ ผูกติดอยู่ จางอวิ๋นหางรีบเดินไปที่หน้าต่าง ดึงเก้าอี้ออกแล้วยื่นหน้าออกไปมอง แถบผ้าที่ผูกต่อกันยาวเหยียดกำลังแกว่งไกวไปมาอย่างช้าๆ ในอากาศ ที่ปลายด้านล่างว่างเปล่า
เห็นได้ชัดว่า...หานหลิงใช้ของในห้องหลบหนีไปแล้ว ทุกคนถึงกับอึ้งไปตามๆ กัน
พอตระหนักถึงข้อเท็จจริงนี้ แม้แต่จางอวิ๋นหางเองก็แทบตั้งตัวไม่ทัน
“ห...หนีไปได้เหรอ? กฎอนุญาตให้หนีได้ด้วยเหรอ?”
...
(จบแล้ว)