เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 17

ตอนที่ 17

ตอนที่ 17


แววความประหลาดใจปรากฏขึ้นในดวงตาของเสี่ยวฮ่วย เขาไม่ได้คาดคิดว่าจีเจ๋อหยูจะมีความสามารถในการตัดสินใจที่เด็ดขาดและมั่นคงขนาดนี้ และเขาก็เหมาะมากที่จะเป็นกัปตันจริงๆ

หลังจากที่ทุกคนออกจากห้องซ้อมแล้ว เสี่ยวฮ่วยก็ค่อยๆเดินเข้าไปหาจีเจ๋อหยูและพูดกับอีกฝ่ายว่า " กัปตัน ฉันแค่พูดไร้สาระไปเอง นายไม่จำเป็นต้องยอมรับความคิดเห็นของฉันก็ได้ แล้วก็...เพื่อนร่วมทีมบางคนก็ไม่เข้าใจ "

" อย่างนั้นเหรอ? " จีเจ๋อหยูเหลือบมองโดยไม่แสดงสีหน้าใดๆ " นายกังวลอะไรล่ะ "

" ฉันกังวลว่าเพลงสุดท้ายที่ฉันเขียนมันจะไม่ดี" เสี่ยวฮ่วยเกาผมสีเทาประกายน้ำเงินของเขาด้วยความกังวลบนใบหน้าของเขา

" ผลลัพธ์ขึ้นอยู่ในการพิจารณาของฉัน" จีเจ๋อหยูพูดโดยไม่ลังเลว่า " ถ้าเทียบกับเรื่องนี้แล้ว ก่อนอื่นเลยคือต้องกังวลว่านายจะเขียนเนื้อเพลงเสร็จทันตอนบ่ายไหม"

หลังจากพูดจบ จีเจ๋อหยูก็ออกจากห้องซ้อมโดยไม่หันกลับมามอง

เสี่ยวฮ่วยตกตะลึงและพูดกับตัวเองในแบบที่คาดไม่ถึง “ฉันจะไปแล้ว เท่ไปไหม?”

เวลาที่กำหนดจีเจ๋อหยูให้นั้นสั้นมาก เด็กฝึกในกรุ๊ป B กำลังคิดหนัก และทุกคนกำลังคิดว่าจะเขียนหัวข้อเกี่ยวกับอาหารอย่างไรดี

หัวข้อนี้ที่เขียนได้ดีสามารถเพิ่มความน่าตื่นตาตืนใจได้ แต่ถ้าเขียนไม่ดีก็จะดูธรรมดามาก และเป็นเรื่องยากมากจริงๆ

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าลำบากแค่ไหน จีเจ๋อหยูก็เรียกเพื่อนร่วมทีมไปที่ห้องซ้อมทันทีเพื่อดูผลลัพธ์เมื่อถึงเวลา

เมื่อเขาหยิบเนื้อเพลงที่ทุกคนเขียนขึ้นมาและดู แล้วก็พบว่าทุกคนเขียนได้ค่อนข้างดีเลย แม้แต่เสี่ยวฮ่วยเองก็เขียนคำที่แปลกใหม่และประณีตมาก

แต่ละคนเลือกอาหารที่แตกต่างกันไป บางคนก็เลือกผลไม้ บางคนเลือกก็ของหวาน และบางคนก็จะเลือกพวกค็อกเทล เมื่อมองแวบแรกพวกมันค่อนข้างจะแตกต่างกัน แต่เมื่อมองเข้าไปใกล้ๆ คุณจะพบว่าอาหารแต่ละอย่างเป็นตัวแทนของนักแต่งเพลงคนนั้น

ตัวอย่างเช่นไป่เซิงเจี๋ย เขาเขียนเกี่ยวกับทอฟฟี่ซึ่งมีความสอดคล้องกับตัวเองมาก เขามีภาพลักษณ์ซื่อตรงและน่ารัก แต่ก็สามารถทำให้คนดูหลอมละลายไปกับการแสดงของเขา

บนพื้นฐานของคำที่พวกเขาเขียน จีเจ๋อหยูได้รวบรวมทั้งหมดเข้าด้วยกัน และเปลี่ยนคำบางคำเพื่อให้คล้องจองยิ่งขึ้นภายในบ่ายวันนั้น

“โอ้พระเจ้า เราเจ๋งเกินไปแล้ว!” ไป่เซิงเจี๋ยมองเนื้อเพลงปรบมือชมอย่างกระตือรือร้น แล้วอวยอีกฝ่ายทันที " ไม่น่าเชื่อว่ากัปตันจะน่ากลัวขนาดนี้"

ซูจิงที่ช่างติ แต่ตอนนี้กลับไม่ได้พูดอะไรออกมาสักคำ

หลังจากเขียนเนื้อเพลงเสร็จ ครูฝึกก็เข้ามาช่วยแต่งเพลง อาจารย์ผู้นี้คือลั่วเฉิง เขาเป็นศิลปินชายอายุเพียง 26 ปี และมีฉายาว่าปีศาจนักสร้างแห่งวงการดนตรี

หลังจากอ่านเนื้อเพลงที่กลุ่ม B เขียนแล้ว ลั่่วเฉิงก็ได้แต่รู้สึกประหลาดใจ เขาพูดขึ้นมาว่า " เนื้อเพลงของพวกคุณเขียนได้ดี ไม่ได้แย่ไปกว่าอีกกลุ่มเลย และมันก็แปลกใหม่มากด้วย "

หลังจากได้รับคำชมจากครูฝึก สมาชิกแต่ละคนก็ได้ตื่นเต้น เสี่ยวฮ่วยเหลือบมองไปที่จีเจ๋อหยู จากนั้นก็ขยิบตาให้อย่างขี้เล่น เป็นท่าทางที่ดูมีเสน่ห์มาก

ต่อมาลั่วเฉิงก็เริ่มสอนให้เด็กฝึกแต่งเพลง เนื่องจากความรู้ด้านทฤษฎีดนตรีของเสี่ยวฮ่วยนั้นค่อนข้างแย่มาก ลั่วเฉิงจึงสอนเขาแบบตัวต่อตัว แต่ก็ดีขึ้นไม่มากเท่าที่ควร

หลังจากแต่งเพลงเสร็จ ขั้นตอนต่อไปก็คือการออกแบบท่าเต้น

นักออกแบบท่าเต้นที่เข้ามาช่วยนั้นชอบเพลงนี้มาก เนื้อเพลงมีความน่าสนใจและลึกซึ้ง ท่วงทำนองสดใสและร่าเริง บวกกับการร้องมีสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของเพลงบอยกรุ๊ป เป็นแนวดนตรีล้างสมองและสามารถติดหูได้ด้วยการฟังไม่กี่ครั้ง

ดังนั้นนักออกแบบท่าเต้นจึงออกแบบท่าเต้นให้กลุ่มBด้วยความสนุกจนเพลิน เขาพยายามนำเสนอด้านที่อ่อนวัยและงดงามของสมาชิกในวงตามแบบธีมที่ตั้งไว้

หลังจากคนออกแบบท่าเต้นเสร็จแล้ว ไป่เซิงเจี๋ยก็ปรบมืออย่างหยุดไม่อยู่ " โคตรดีอ่ะ อาจารย์เก่งเกินไปแล้ว ท่าเต้นอย่างเท่แล้วก็เซ็กซี่มากด้วย!"

คนอื่น ๆ พอใจกับการเต้นมาก ยกเว้นแค่จีเจ๋อหยูและเสี่ยวฮ่วยi

ทั้งสองคิดแบบเดียวกัน

ก่อนที่เสี่ยวฮ่วยจะพูดอะไรออกมา จีเจ๋อหยูก็พูดนำขึ้นมาก่อน " อาจารย์ครับ ช่วยลดความยากของท่าเต้นหน่อยได้ไหมครับ ผมคิดว่ามันค่อนข้างยากเกินไปที่จะฝึก "

“เอ๊ะ ทำไมล่ะ?” นักออกแบบท่าเต้นพอใจกับการเต้นตอนนี้มาก แต่ทันใดนั้นเขาก็สังเกตเห็นเสี่ยวฮ่วยผู้โด่งดังไม่ไกล จากนั้นเขาก็เข้าใจความหมายของจีเจ๋อหยูในไม่กี่วินาที เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดขึ้นว่า “แน่นอนว่าได้ มันเปลี่ยนแปลงได้ง่ายๆ แต่ครูขอพูดตามตรงนะ การเต้นของกลุ่ม A ไม่ได้ง่ายไปกว่านี้ เธอแน่ใจหรือว่าต้องการเปลี่ยนจริงๆ?”

ซูจิงคัดค้านทันที " ไม่ได้ เราเปลี่ยนท่าไม่ได้ เราเป็นทีมรั้งท้าย ถ้าเต้นง่ายกว่ากลุ่ม A ผู้ชมจะไม่โหวตให้เราแน่นอน"

ถังเซี่ยหยานก็คัดค้านขึ้นด้วยเหมือนกัน

เมื่อเห็นการต่อต้านของทุกคนแล้ว จีเจ๋อหยูก็ทำได้เพียงหันไปมองเสี่ยวฮ่วยและถามเขาว่า "นายมั่นใจไหม?"

แน่นอนว่าเสี่ยวฮ่วยไม่มีความมั่นใจเลย ในความเห็นของเขา การเต้นครั้งนี้ยากกว่าการแสดงรอบแรกเสียอีก และเขายังต้องใช้เพลงใหม่ที่พึงคิดขึ้นมาด้วย ซึ่งมันยากสำหรับเขายิ่งกว่าการบินขึ้นไปบนฟ้า

“นายเลิกให้ท้ายเสี่ยวฮ่วยเถอะ ” ซูจิงขมวดคิ้วและพูดด้วยเสียงต่ำหลังจากที่อาจารย์ออกไปแล้ว

จีเจ๋อหยูเหลือบมองไปที่ซูจิงเล็กน้อย เขาไม่เห็นด้วยกับอีกฝ่ายเท่าไหร่ สำหรับเขาทุกคนล้วนมีความสำคัญ

“มาเริ่มกันก่อนแล้วกัน พวกนายเริ่มฝึกตามวิดีโอที่ครูให้มาเถอะ” จีเจ๋อหยูพูดกับเพื่อนร่วมทีมของเขาว่า " เสี่ยวฮ่วย...นายควรฝึกก่อนนะ "

เสี่ยวฮ่วยสูดหายใจเข้าลึกๆ และพยักหน้าอย่างช่วยไม่ได้

ผ่านไปสองสามวัน สมาชิกของกลุ่มของจีเจ๋อหยูเริ่มมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว แม้แต่ซูจิงที่ทักษะไม่ได้เยี่ยมยอดเท่าคนอื่นก็ยังสามารถจำเนื้อเพลงและท่าเต้นทั้งหมดได้

ส่วนเสี่ยวฮ่วยนั้น...ไม่เพียงแต่จำเนื้อเพลงไม่ได้แล้ว เขายังเต้นเข้ากับคนอื่นไม่ได้เลย

หลังจากที่ซ้อมเสร็จ จีเจ๋อหยูก็เดินไปหาเสี่ยวฮ่วยแล้วถามว่า " นายฝึกมานานแค่ไหนแล้ว?"

เสี่ยวฮ่วยหยุดการเคลื่อนไหวที่แข็งทื่อของเขา เขาถอนหายใจและตอบว่า " ตั้งแต่เด็กแล้ว "

เขาพูดไม่ออกไปครู่หนึ่ง

ด้วยความคิดจะพูดว่า " อย่ายอมแพ้นะ อย่าทิ้งความพยายาม" เพื่อช่วยเสี่ยวฮ่วย แต่ดูเหมือนจะไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง

" ลืมมันซะเถอะ " เขาพูดอย่างช่วยไม่ได้ “ซ้อมเพลงก่อน มาร้องเพลงท่อนนี้อีกครั้ง…”

ห้านาทีต่อมา จีเจ๋อหยูรู้สึกเหมือนว่าหัวของเขาทึ่มทื่อและก็ตระหนักได้ว่าการไร้อำนาจคืออะไรและเขาก็เข้าใจว่าทำไมเฟิงหยานถึงชอบอันดับที่สี่

ซูจิงซึ่งอยู่ด้านข้าง เดินตรงไปข้างหน้าทั้งสองคนหลังจากฝึกเต้นเสร็จ และพูดกับพวกเขาว่า " มาเริ่มฝึกให้เข้ากันเถอะ เวลาใกล้จะหมดแล้วแล้วเราก็ต้องทำให้มันดี "

จีเจ๋อหยูเหลือบไปที่เสี่ยวฮ่วยนิดๆ และพูดกับซูจิงว่า " มาฝึกกันก่อนแล้วกัน ตอนนี้เสี่ยวฮ่วยคงมาซ้อมพร้อมกับพวกเราไม่ได้ สายเกินไปที่จะให้เสี่ยวฮ่วยมาเต้นพร้อมพวกเราในอีกไม่กี่วัน้างหน้า "

ถังเซี่ยหยานส่ายหัว เห็นได้ชัดว่าเขาไม่คิดว่าเสี่ยวฮ่วยจะเรียนรู้ได้ภายในสองสามวันนี้

“ฉัน เอ่อ ฉันจะฝึกให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้นะ…” เสี่ยวฮ่วยยืนอยู่ข้างหลังจีเจ๋อหยูอย่างเศร้าหมอง ด้วยผมหน้าม้าสีเทาแซมน้ำเงินที่ปรกอยู่บนหน้าหน้าผากของเขา พร้อมความรู้สึกผิดในดวงตา “นายลองฝึกดูก่อนแล้วกัน ”

เมื่อได้ยินประโยคนั้น ซูจิงก็หันกลับมามองอย่างไม่เต็มใจ และเดินออกไปจากห้อง แต่ก่อนจะจากไปเขาก็พึมพำออกมาเบาๆ

“เหลือเวลาอีกแค่สี่วันก่อนจะแสดง มันสายแล้วไม่ใช่หรือไง? ไม่รู้อะไรทำให้เลือกคนแบบนี้มาร่วมทีม...” เสียงไม่ดังแต่ก็พอให้ทุกคนได้ยิน รวมทั้งเสี่ยวฮ่วยด้วย

ดวงตาของเสี่ยวฮ่วยมืดลงเมื่อเขาได้ยินคำพูดนั้น ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความหงุดหงิด

“ใครๆ ก็อยากชนะกันทั้งนั้น มันเป็นเรื่องปกติที่จะหงุดหงิด แต่นายต้องพูดต่อหน้าหรือเปล่า?” เสียงของจีเจ๋อหยูราบเรียบพร้อมกับความหนาวเย็นทำให้ทุกคนที่อยู่ในนี้นั้นตกตะลึง

หลังของซูจิงได้ยินก็แข็งทื่อ เขาหันกลับมามองที่จีเจ๋อหยู แล้วตกใจกับบรรยากาสรอบตัวอีกฝ่าย เขาก็พูดต่อไปว่า " ฉัน- ฉันพูดอะไร ฉันไม่ได้พูดอะไรสักหน่อย... "

" ฉันอยากจะเตือนนายไว้ "

เขาเดินเข้าไปหาซูจิงและพูดต่อว่า

“ฉันเป็นกัปตัน และฉันมีหน้าที่รับผิดชอบต่อเพื่อนร่วมทีม สิ่งที่นายต้องทำคือทำให้ส่วนของตัวเองดี และการบ่นเกี่ยวกับเสี่ยวฮ่วยก็ไม่มีประโยชน์”

ซูจิงอยากจะพูดอะไรออกมา แต่ก็ถูกขัดจังหวะจากจีเจ๋อหยู

“ตอนที่นายหยุดพักไปดื่มน้ำ เสี่ยวฮ่วยก็ยังคงฝึกฝนอยู่ แม้ว่าเขาจะเรียนรู้ช้าแต่นี่ก็ไม่ใช่เหตุผลที่นายจะพูดแบบนั้นได้”

“ถ้านายไม่แม้จะเชื่อในตัวเพื่อนร่วมทีมของตัวเองด้วยซ้ำ การฝึกท่าที่ต้องร่วมมือกันมันก็ไม่มีประโยชน์ มันจะเป็นเพียงเปลือกที่ไร้วิญญาณเท่านั้น”

ทุกคนตกตะลึง

เสี่ยวฮ่วยมองไปที่จีเจ๋อหยู ดวงตาสีน้ำตาลเข้มของเขาสั่นเล็กน้อย เหมือนกระแสน้ำอุ่นก็พุ่งเข้ามาในหัวใจของเขา เพราะไม่มีใครเคยพูดกับเขาเหมือนกับที่จีเจ๋อหยูพูดมาก่อน

เสี่ยวฮ่วยรู้สึกว่าข่าวลือนั้นเป็นเรื่องไร้สาระ และเด็กหนุ่มที่อยู่ข้างหน้าของเขาไม่มีท่าทีชั่วร้ายเลยแม้แต่น้อย แต่เขาเหมือนกับต้นไม้สูงและอบอุ่น ทำให้รู้สึกสงบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

หลังจากที่จีเจ๋อหยูพูดจบ ซูจิงก็ไม่กล้าพูดจาทำร้ายเสี่ยวฮ่วยอีก

เมื่อจบการฝึกของวันนี้ จีเจ๋อหยูรู้สึกเมื่อนิดหน่อย เลยคิดว่าจะกลับไปอาบน้ำที่หอทันที แต่เสี่ยวฮ่วยก็มาหยุดเขาไว้

“กัปตัน ฉันมีเรื่องจะพูดกับนาย”

จีเจ๋อหยูหันกลับมามองแล้วเห็นเสี่ยวฮ่วยกำลังยิ้มให้กับตัวเอง เขาพูดว่า " ขอบคุณที่ช่วยฉันพูดในวันนี้นะ "

เขาตอบอย่างไม่คิดมาก " ไม่เป็นไร ฉันแค่กลัวว่านายจะไม่เชื่อใจกัน ตอนนี้ยังไม่พร้อม นายต้องรีบซ้อมแล้วนะ"

“ตกลง ฉันจะทำให้ดีที่สุด” เสี่ยวฮ่วยพยักหน้าให้เขา และทันใดนั้นก็ดูเหมือนจะคิดอะไรบางอย่างได้ " อ่า จริงสิ นายช่วยไปที่หอพักของฉันได้ไหม?"

" มีอะไรเหรอ?" เขาอึ้ง

เสี่ยวฮ่วยเดินตรงไปจับมือของเขาและกระพริบตาให้เขาด้วยท่าทางขี้เล่น “นายจะรู้ก็ต่อเมื่อมาด้วยกัน”

จีเจ๋อหยูเดินตามเสี่ยวฮ่วยไปที่ประตูหอพักของ Class F เสี่ยวฮ่วยพาเขาเข้าไปในห้อง เห็นได้ชัดว่ายังไม่มีใครกลับมาจากซ้อม อีกฝ่ายล็อคประตูไปข้างหลัง และเริ่มค้นหาบางอย่างต่อหน้าจีเจ๋อหยู

เขาสับสน สักพักเสี่ยวฮ่วยก็หยิบขนมจำนวนมากออกจากตู้ มีทั้งบิสกิต ช็อคโกแลต และยาคูลท์ ซึ่งมันทำให้จีเจ๋อหยูนึกถึงกระรอกที่ซ่อนอาหารไว้ที่โคนต้นสน

“นายเป็นกระรอกหรือไง ทำไมถึงตุนขนมไว้เยอะขนาดนี้” เขาเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ " ทีมงานรายการไม่ได้ยึดขนมทั้งหมดไว้เหรอ!"

เสี่ยวฮ่วยทำท่าทางเงียบใส่เขา ทันใดนั้นก็หัวเราะออกมา เขาใส่ขนมลงในถุงแล้วกระซิบ " นี่เป็นรสที่ฉันชอบมาก ฉันยกให้นายครึ่งนึงเลย" เขาเก็บขนมใส่ถุง แล้วขนมก็ถูกส่งให้จีเจ๋อหยู

จีเจ๋อหยูตกใจ สงสัยว่าเขาควรหยิบมันขึ้นมาหรือไม่ บอกตามตรงว่ากินแค่ในโรงอาหารที่ทางรายการจัดไว้ให้ก็มากพอแล้ว เขาไม่ได้ตะกละสักหน่อย

ในเวลาเดียวกัน.

ผู้เข้าแข่งขันสามอันดับแรกในรายการถูกเรียกจากสปอนเซอร์ให้ถ่ายทำโฆษณาขั้นรายการเพื่อหาของว่าง และใกล้ถึงเวลาอาหารเย็นในตอนท้าย เมื่อเห็นว่าพวกเขาเหนื่อย สปอนเซอร์จึงมอบขนมให้พวกเขาเอง

สิ่งที่ลู่หนานหยุนได้รับคือบิสกิตหมีสองสามห่อแพคเกจสวย และมันจะต้องขายดีมากแน่ เมื่อ "Star Way Shining" ออกอากาศ ลู่หนานหยุนก็เห็นจีเจ๋อหยูกินบิสกิตยี่ห้อนี้ด้วย

ล่าสุดที่สระว่ายน้ำ จีเจ๋อหยูยื่นผ้าเช็ดตัวให้ฉีอ่าวตง ต่อหน้าต่อตาเขา เหตุการณ์นี้ทำให้ลู่หนานหยุนโกรธอยู่นาน

ต่อมาเขาก็คิดอย่างรอบคอบและรู้สึกว่าสิ่งที่ฉีอ่าวตงพูดนั้นสมเหตุสมผลจริงๆ เขาเคยปฏิเสธจีเจ๋อหยูมาหลายครั้งแล้ว และมันก็แปลกถ้าอีกฝ่ายอยากจะให้อะไรกับเขาอีก

ลู่หนานหยุนคิดว่าจีเจ๋อหยูหลบหน้าเขาในช่วงนี้ อาจเป็นเพราะเขาถูกปฏิเสธมาหลายครั้งเกินไป เขาเลยอารมณ์เสียขึ้นมา

จู่ๆ ลู่หนานหยุนก็รู้สึกว่าเขาเดาความคิดของจีเจ๋อหยูได้ และคิดว่าเพราะอีกฝ่ายตั้งกำแพงกับเขา เขาจึงควรหาโอกาสและให้บางสิ่งกับเจ้าตัวเพื่อทำให้สบายใจขึ้น

หลังจากที่ทั้งสามคนกำลังจะกลับไปที่หอพัก เว่ยอี้เฉินและเฟิงหยานคิดว่าจะไปทานอาหารเย็นกันก่อน แต่ลู่หนานหยุนก็พูดขึ้นมาว่า " พวกนายไปก่อนเลย ฉันว่าจะกลับไปที่หอพักก่อน"

ทั้งสองพยักหน้าและไปที่โรงอาหาร ลู่หนานหยุนเอาบิสกิตหมีไว้ในกระเป๋าของเขาและเดินไปที่หอพัก เขาวางแผนที่จะเอาบิสกิตไปให้จีเจ๋อหยู เขาอยากให้อีกฝ่ายประหลาดใจแล้วไม่หลบหน้าเขาอีก

จากข้างนอกสู่ภายในเป็นหอพักของ คลาส F ถึง คลาส A

ลู่หนานหยุนเดินไปได้ไม่ไกลนัก และทันใดนั้นก็เห็นประตูหอพักคลาส F เปิดออกมา ปรากฎร่างที่คุ้นเคยก็เดินออกมาจากห้องนั้น ในมือถือถุงพลาสติกขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยขนมต่างๆ

เสี่ยวฮ่วยเดินออกมากับจีเจ๋อหยูทำท่าทางกระซิบกระซาบ " ตอนนี้คนยังไม่เยอะ นายรีบเอากลับหอไปซ่อนไว้เลยนะ"

" ได้เลย " จีเจ๋อหยูพยักหน้าอย่างเคร่งขรึมและหันหลับกับมาหลังจากเดินไปไม่กี่ก้าว " ขอบใจนะ "

“ขอบใจอะไรกัน ฉันยังไม่ทำอะไรเลย” เสี่ยวฮ่วยเม้มริวฝีปาก แก้มขาวของเขาดูนุ่มรวลขึ้น และแววตาของเขาดูผ่อนคลาย

ลู่หนานหยุนยืนอยู่ที่มุมห้อง ร่างของเขาแข็งค้าง มือของเขาในกระเป๋าบีบห่อบิสกิตแน่นโดยไม่รู้ตัว

จบบทที่ ตอนที่ 17

คัดลอกลิงก์แล้ว