- หน้าแรก
- ข้าเป็นอมตะ ศึกษาแต่เคล็ดวิชาต้องห้ามเท่านั้น
- ตอนที่ 41: ความเดือดดาลของตระกูลซือ
ตอนที่ 41: ความเดือดดาลของตระกูลซือ
ตอนที่ 41: ความเดือดดาลของตระกูลซือ
ตอนที่ 41: ความเดือดดาลของตระกูลซือ
ศีรษะของซือจวินหงกลิ้งไปสองสามครั้งก่อนจะหยุดนิ่งอยู่บนพื้น ดวงตาเบิกโพลง ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด ขณะที่ดวงตาคู่นั้นยังคงจ้องมองฝูงชนที่ยืนอยู่หน้าประตูอย่างไร้ชีวิต
“น่ากลัวใช่เล่นเลยแฮะ” เจียงหมิงพูดอย่างตกใจ ซวงเอ๋อร์ยิ่งตกใจกว่า รีบเบียดตัวเข้ามาในอ้อมแขนของเขา
“นี่…ใครเป็นคนทำกันแน่?” ใครบางคนพึมพำกับตัวเอง ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
ฆ่าคนของตระกูลซือ ก็เหมือนกับเอาชีวิตไปทิ้งเปล่า ๆ
เสียงซุบซิบดังขึ้นทันที หลายคนถึงกับถอยหลังกลับไปอย่างไม่รู้ตัว
เพราะไม่มีเหตุผลอื่นใด ตระกูลซือครองอำนาจอยู่ไม่ใช่แค่ในนครเมฆใหญ่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงทั่วทั้งแคว้นเมฆใหญ่อีกด้วย ทุกคนต่างหวาดกลัวตระกูลซือ!
“เขาคือวีรบุรุษ!”
ใครบางคนกลั้นความตื่นเต้นไว้แล้วพูดเสียงเบา “ตระกูลซือได้รับกรรมสักที!”
“ชู่...อย่าพูดเสียงดัง!”
ระหว่างที่ฝูงชนกำลังพูดคุยกัน เสียงอึกทึกก็ดังขึ้นจากด้านล่าง ทหารติดเกราะจำนวนมากกรูกันเข้ามา
“ปิดล้อมหอชิงเหอ! อย่าให้แม้แต่แมลงวันหลุดออกไปได้!” ขุนนางวัยกลางคนคนหนึ่งที่อยู่แถวหน้าตะโกนสั่งอย่างเคร่งขรึม เหล่าทหารที่อยู่ข้างหลังรีบกระจายกำลัง ล้อมประตูทางเข้าและทางออกทุกแห่งของหอชิงเหอทันที
“ไม่ใช่ทหารของเมืองแน่” เจียงหมิงหรี่ตา ชุดเกราะของทหารเมืองนครเมฆใหญ่ไม่เหมือนแบบนี้เลย
“บังอาจแตะต้องคนของตระกูลซือ ข้าซือเฉวียนเหนียนจะตามล่าคนร้ายและประหารทั้งครอบครัวมัน!” ขุนนางผู้นั้นมองไปรอบหอชิงเหอ พลางกล่าวเสียงเย็นชา ทุกถ้อยคำแฝงด้วยจิตสังหาร
ศักดิ์ศรีของตระกูลซือห้ามลบหลู่โดยเด็ดขาด เขาต้องเอาคนร้ายมาลงโทษให้เป็นเยี่ยงอย่างเพื่อรักษาอำนาจของตัวเอง
หอชิงเหอเงียบกริบ ไม่มีใครกล้าเปล่งเสียงออกมา ทุกคนรู้ดีว่าตระกูลซือสามารถทำเรื่องแบบนั้นได้จริง
‘ตระกูลซือนี่มันพวกกบฏดี ๆ นี่เอง’
เจียงหมิงส่ายหัวอย่างเงียบ ๆ แค่ครอบครัวนักยุทธก็กล้ารวบรวมกำลังพล ตั้งกองทัพและประกาศประหารคนทั้งบ้านอย่างเปิดเผยแบบนี้ ชัดเจนว่าพวกเขาไม่เห็นหัวราชสำนักเลย
แต่อย่างไรก็ตาม ถ้ากองทัพกบฏทางเหนือบุกเมืองหลวงเมื่อใด ตระกูลซือคงได้ขึ้นเป็นใหญ่แน่นอน
จากนั้นแขกทุกคนก็ถูกไล่กลับเข้าห้องของตนเอง ซือเฉวียนเหนียนออกคำสั่งเข้มงวดว่า ผู้ใดจะออกจากหอชิงเหอได้ ต้องผ่านการสอบปากคำจากเขาเท่านั้น
เจียงหมิงเองก็ทำหน้าไม่พอใจและเต็มไปด้วยความคับข้องใจขณะกลับเข้าห้องเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ
ภายในห้องของซือจวินหง ซือเฉวียนเหนียนยืนอยู่ข้างเตียง มองหญิงสาวสองคนที่ตัวสั่นงันงกด้วยสีหน้าเย็นเยียบ พลางพูดเสียงทุ้มว่า “พูดออกมาให้หมด เห็นอะไรมาคืนนี้ พูดให้ละเอียดทุกคำ!”
สี่ชั่วโมงต่อมาท้องฟ้าเริ่มสว่างแล้ว ซือเฉวียนเหนียนเช็ดเลือดที่เปื้อนมือออกก่อนจะเดินลงบันได
ในห้องชั้นสอง หญิงสาวทั้งสองผมเผ้ากระเซอะกระเซิง เลือดเปรอะเปื้อนไปทั่ว ถูกทรมานจนแทบไม่เหลือเค้าหน้าคน นิ้วบางนิ้วถูกหักจนไม่สามารถกรีดร้องออกมาได้อีก มีเพียงร่างที่หมดแรงซบอยู่ที่มุมห้อง
“จางซาน...แก๊งงูเฒ่า...พวกหัวขโมย” ซือเฉวียนเหนียนพึมพำกับตัวเอง จิตสังหารในแววตายิ่งรุนแรงขึ้น “เข้าใจแล้ว ดีมาก...”
“คำสั่งส่งต่อไปหรือยัง?” เขาถามเสียงเย็นชา
ชายที่อยู่ข้าง ๆ รีบตอบว่า “ท่านขอรับ ข้าได้สั่งให้ทางการปิดเมืองเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้กำลังค้นหาตัวคนร้าย โดยเฉพาะร้านขายยาและร้านรักษาโรค พวกเราตรวจสอบอย่างเข้มงวดทุกคนที่มีบาดแผลที่หลัง”
ซือเฉวียนเหนียนพยักหน้า ก่อนจะลากเก้าอี้มานั่งที่ทางเข้าหอชิงเหอ “เรียกผู้หญิงที่เข้าพักทั้งหมดมาทีละคน ข้าจะสอบปากคำด้วยตนเอง”
สายมากแล้วเมื่อมีคนมาเคาะประตู
เจียงหมิงประคองซวงเอ๋อร์ลงมาด้านล่าง เขามองซือเฉวียนเหนียนด้วยแววตาไม่พอใจและพูดเสียงต่ำว่า “ท่านซือ ถ้าท่านจะจับคนร้ายก็จับไปสิ ทําไมต้องกักพวกเราทั้งหมดไว้ด้วย?”
ซือเฉวียนเหนียนขมวดคิ้วเมื่อเห็นหัวพยัคฆ์ปักลายอยู่บนเสื้อของเจียงหมิง นั่นคือสัญลักษณ์ของหมู่บ้านล่าพยัคฆ์
แม้ตระกูลซือจะเรืองอำนาจ แต่ก็ไม่กล้าแสดงอำนาจเหนือกว่าต่อหน้าอิทธิพลระดับหนึ่ง
“เจ้ามาจากหมู่บ้านล่าพยัคฆ์? ขออภัยด้วย แต่ตระกูลซือต้องสอบสวนเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ หากเจ้าไม่ได้เกี่ยวข้องกับคนร้าย ข้าก็จะไม่ทำให้เจ้าเดือดร้อน”
เขาพูดอย่างอดทน หากเป็นลูกค้าธรรมดาป่านนี้คงถูกซัดไปแล้ว
“เพราะคนบ้าแค่คนเดียว พวกเราถึงต้องถูกขังอยู่แบบนี้?” เจียงหมิงถึงกับพูดไม่ออก
“พูดมาให้หมด เจ้าเห็นอะไรบ้างเมื่อคืน!” ซือเฉวียนเหนียนถามเสียงเรียบไร้อารมณ์
พอเห็นท่าอีกฝ่ายเริ่มโมโห เจียงหมิงก็รีบพูดว่า “เมื่อคืนพวกเราก็เหนื่อย...แล้วก็มีเรื่องนิดหน่อย ท่านก็รู้...จากนั้นก็หลับไปเลย มารู้ตัวอีกที ก็ตอนได้ยินเสียงคนกรีดร้องหน้าประตูว่ามีคนถูกฆ่า เราก็เลยรีบแต่งตัวแล้วออกมาดู ถ้าไม่เชื่อก็ถามคุณหนูซวงเอ๋อร์ก็ได้”
เสื้อผ้าของซวงเอ๋อร์บางเบาเหลือเกิน นางพยักหน้าแรง ๆ “จริง ๆ นะเจ้าคะ เรื่องมันเป็นแบบนั้นจริง ๆ”
สีหน้าของซือเฉวียนเหนียนมืดครึ้ม นี่ก็ข้ออ้างเดิมอีกแล้ว นอกจากแม่เล้ากับหญิงสาวสองคนนั้น ไม่มีใครเห็นหน้าคนร้ายเลย
“เจ้าสองคนถอดเสื้อออก แสดงหลังให้ข้าดู!” เขาสั่งเสียงเย็น
“พวกเจ้าจะทำอะไร? พวกเราไม่ใช่พวกหยาบคายนะ!” เจียงหมิงพูดเสียงเข้ม
“ถอด!” ซือเฉวียนเหนียนตวาดเสียงดุ กลั้นความโกรธเอาไว้
หากอีกฝ่ายไม่ใช่คนจากหมู่บ้านล่าพยัคฆ์ เขาคงลงไม้ลงมือไปนานแล้ว
เจียงหมิงดูเหมือนตกใจ เขาค่อย ๆ ถอดเสื้อออกด้วยความไม่เต็มใจ เผยให้เห็นร่างกายส่วนบน
ซวงเอ๋อร์ก็ทำตามเช่นกัน ไหล่ของนางสั่นไหวขณะใช้มือปิดหน้าอกทั้งสองข้างและพูดเสียงแผ่วว่า “ท่านเจ้าคะ...จะให้ถึงขนาดนี้เลยหรือเจ้าคะ...”
เจียงหมิงถึงกับพูดไม่ออก ซือเฉวียนเหนียนนี่ถึงกับกล้าทำแบบนี้กับผู้หญิงเลยเหรอ?
ซือเฉวียนเหนียนเหลือบมองแผ่นหลังที่ไม่มีบาดแผลใด ๆ ของทั้งสองแล้วโบกมืออย่างไม่สบอารมณ์ “ไปได้แล้ว!”
“คุณหนูซวงเอ๋อร์ โชคดีนะ หากโชคชะตาเปิดทาง เราคงได้พบกันอีก!” เจียงหมิงบอกลาด้วยความเสียดายก่อนเดินออกจากหอชิงเหอ
ทันทีที่เจียงหมิงกลับถึงหมู่บ้านล่าพยัคฆ์ เขาก็ถูกเผิงลู่และพวกอื่น ๆ รุมล้อมด้วยความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน
“ข้าได้ยินว่าหัวของซือจวินหงถูกโยนลงกระโถน จริงหรือเปล่า?” เผิงลู่ถามด้วยความสงสัย
หวังตงพูดเสียงตื่นเต้น “ข้าได้ยินจากสหายว่าผู้กล้าจางซานผ่าร่างเขาเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเอาไปทำเนื้อ อีกส่วนดูดเลือดออกจนหมด!”
ทุกคนหันมามองหวังตง
“เพื่อนเจ้ามันหลุดมาจากไหนเนี่ย?”
“พวกเจ้าก็พูดมั่ว! ข้าได้ยินว่า...”
ทุกคนเริ่มพูดกันสับสนวุ่นวายจนเจียงหมิงปวดหัว!
เขาแค่อยากสร้างภาพมือประหารนามว่า ‘จางซาน’ ผู้เกลียดชังความชั่วร้ายเป็นชีวิตจิตใจเท่านั้น ไม่คิดเลยว่าภาพลักษณ์ที่เขาสร้างจะกลายเป็นปีศาจกินคนในตำนาน
โชคดีที่กวนเฟิงปรากฏตัวและช่วยเขาไว้ได้
“ตระกูลซือไม่ได้รังแกเจ้าสินะ?” กวนเฟิงถามพร้อมรอยยิ้ม อารมณ์ดูจะดีไม่น้อย
เจียงหมิงส่ายหัว
“รอบนี้ภาพลักษณ์ของตระกูลซือพังพินาศจริง ๆ!” กวนเฟิงหัวเราะเสียงดัง “พวกเขาไม่สุขุมเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว ใช้เวลาทั้งคืนล่าคนร้าย แต่ก็จับไม่ได้สักที ราวกับคนร้ายหายตัวไปจากนครเมฆใหญ่เลย”
เจียงหมิงไม่รู้จะพูดอะไรดี จะให้จับตัวเองได้ก็ปาฏิหาริย์แล้วล่ะ
“ตอนนี้พวกเขากำลังตกเป็นเป้า ถูกตบหน้ากลางสาธารณชนแบบนี้คงวุ่นวายน่าดู เอาเถอะ ไม่พูดถึงมันแล้ว นั่นมันเรื่องของพวกเขา เจ้าล่ะ วันนี้คิดจะทำอะไร?”
“ซ้อมวิชา” เจียงหมิงตอบ “ข้ารู้สึกว่าเริ่มชะงักอยู่กับที่แล้ว อยู่ที่นี่ต่อก็ไม่มีประโยชน์”
“เจ้าเด็กบ้าเอ๊ย...” กวนเฟิงเหมือนจะพูดอะไร แต่ก็ส่ายหน้าแล้วกลืนคำลงคอ “ลืมมันไปเถอะ ข้าว่าในที่สุดหมู่บ้านล่าพยัคฆ์ก็คงไม่สามารถรั้งเจ้าไว้ได้หรอก”
“ไปที่ร้านหมอยาเฟิงด้วย ข้ามีของจะให้เจ้า!” กวนเฟิงโบกมืออย่างเกียจคร้านปล่อยให้เจียงหมิงจากไป
เจียงหมิงโค้งเคารพอย่างนอบน้อมก่อนหันหลังจากไป
ในช่วงเวลาที่เขาอยู่ที่หมู่บ้านล่าพยัคฆ์ กวนเฟิงดูแลเขาอย่างดีมาตลอด