- หน้าแรก
- ข้ากลายเป็นทรราชในเกมป้องกันเมือง
- ◈บทที่ 152. ใครกันนะ
◈บทที่ 152. ใครกันนะ
◈บทที่ 152. ใครกันนะ
【แปลโดยฝีมือ...ยักษาแปร...มาติดตามได้ที่แฟนเพจหรือเพื่อติดตามเอาข่าวสารได้นะ】
【แค่ คอมเมนต์ ก็เหมือนการให้กำลังใจแล้วนะครับ รบกวน comment กันหน่อยน๊า ;-;】
【Thai-novelจะทำการลงไวกว่าที่อื่นทุกที่ เป็นจำนวน 5 ตอน แต่เรื่องราคาแพงกว่าที่อื่นนิดหน่อย】
◈บทที่ 152. ใครกันนะ
“แล้วก็แน่นอน ฉันคือจักรพรรดิ”
ประกาศกบฏ พร้อมกับประกาศขึ้นครองราชย์
ห้องรับแขกเงียบกริบในพริบตา
ปาร์ตี้ครึ่งหนึ่งอึ้งไปกับคำพูดบ้า ๆ ของฉัน ส่วนอีกครึ่งหนึ่งลุกพรวดขึ้นมาพร้อมจะพูดอะไรสักอย่าง
“ฉันไม่รับคำถาม!”
ฉันเหวี่ยงมือออกไปข้างหน้าแล้วตะโกน
“สิ่งที่พวกนายต้องตัดสินใจมีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น จะร่วมทางกับฉันหรือไม่”
ฉันยิ้มเบา ๆ
“หรือว่าจะตายไปพร้อมกับฉัน นั่นแหละคือคำถาม”
หนทางรอดอยู่ท่ามกลางความตาย
พวกนายมีกำลังใจที่จะก้าวไปบนเส้นทางแห่งความตายกับฉันหรือไม่ นั่นคือสิ่งที่ฉันถามอยู่
“…….”
“…….”
“…….”
ฉันมองไปยังเหล่าปาร์ตี้ที่มองฉันด้วยสายตาตกตะลึง แล้วพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
“ฉันให้เวลาหนึ่งชั่วโมง ให้ทุกคนใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงคิดอย่างอิสระว่าจะร่วมทางกับฉันหรือจะจากไป”
ฉันสบตาสมาชิกทุกคนทีละคน แล้วพยักหน้า
“เจอกันที่นี่อีกทีหลังจากหนึ่งชั่วโมงนะ”
แล้วฉันก็เดินออกไปจากห้องรับแขกโดยไม่หันกลับมา
***
เหล่าปาร์ตี้กระจัดกระจายไปตามที่ต่าง ๆ ในคฤหาสน์เพื่อไตร่ตรอง
ส่วนใหญ่ยังคงนั่งอยู่ในห้องรับแขก ถกเถียงกันอย่างร้อนแรงเกี่ยวกับคำพูดของฉัน บางส่วนเดินเล่นในสวนเพื่อคิดทบทวน
และบางส่วนก็ออกจากคฤหาสน์ไป
“…….”
ชั้นสองของคฤหาสน์ ห้องทำงานของผู้ว่าเมือง
ฉันยืนอยู่ที่หน้าต่าง มองดูปาร์ตี้ที่กำลังออกจากคฤหาสน์ แล้วเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
“เชิญ”
คลิก-
คนที่เปิดประตูเข้ามาคือลูคัส
“ฝ่าบาท”
“ลูคัส”
“ผมมีเรื่องอยากจะถามฝ่าบาท”
ลูคัสปิดประตูแล้วพูดออกมาทันทีโดยไม่รอให้ฉันพูดอะไรก่อน
“กบฏครั้งนี้เป็นกลยุทธ์เพื่อขอความช่วยเหลือจากราชสำนักใช่หรือไม่?”
ฉันยิ้มเยาะกับคำถามเฉียบคมของลูคัส ลูคัสพูดต่อ
“ฝ่าบาทเป็นผู้สืบสายเลือดโดยตรงขององค์จักรพรรดิ ผู้มีสิทธิ์สืบราชสมบัติ หากฝ่าบาทประกาศกบฏ ราชสำนักจะไม่นิ่งดูดายเป็นแน่”
“…….”
“พวกเขาจะส่งกองทัพมาปราบปรามกบฏใช่ไหมครับ? แล้วฝ่าบาทก็จะใช้กองทัพนั้นกำจัดปีศาจ นี่เป็นแผนของฝ่าบาทใช่ไหมครับ?”
“เก่งนี่นา ลูคัส รู้ทันฉันขนาดนี้เชียว”
ฉันพยักหน้า
“ถูกต้อง ถึงจะยังไม่ได้บอกปาร์ตี้ แต่การโจมตีของปีศาจครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นอีกหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้า”
“…….”
“สถานการณ์ที่นี่ตอนนี้รับมือไม่ไหวแน่ เลยต้องทำละครเวทีบ้า ๆ แบบนี้ไง”
ลูคัสสบตาฉันแล้วพูดอย่างระมัดระวัง
“ผมเข้าใจเจตนารมณ์ของฝ่าบาทแล้วครับ แต่แผนของฝ่าบาทมีปัญหาอยู่สองข้อ”
“สองข้อ?”
“ข้อแรกคือระยะทางระหว่างเมืองหลวงกับแนวรบทางใต้ที่นี่ ถึงแม้จะเปลี่ยนม้าตลอดทาง แต่ก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์”
ลูคัสชี้แจงข้อผิดพลาดในแผนของฉันอย่างใจเย็น
“ข่าวการกบฏที่นี่จะถึงเมืองหลวงภายในหนึ่งสัปดาห์ ถึงแม้จะเริ่มจัดกองทัพทันที ก็ต้องใช้เวลาอีกหนึ่งสัปดาห์ อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาสองสัปดาห์ และความจริงแล้วอาจจะมากกว่านั้น”
“…….”
“ตามที่ฝ่าบาทว่า การป้องกันครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นอีกหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้า แต่ความช่วยเหลือก็จะมาไม่ทัน”
ฉันฟังด้วยรอยยิ้ม ลูคัสพูดต่อ
“ข้อที่สอง ไม่มีวิธีการพิสูจน์ว่าการกบฏนี้เป็นเรื่องโกหก”
“โอ้”
“ถึงแม้จะอธิบายว่าเป็นกลยุทธ์เพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ราชสำนักก็คงไม่เชื่อหรอกครับ ฝ่าบาทจะถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏและถูกจับกุม แม้จะไม่ถูกประหารชีวิตทันที แต่ก็คงจะถูกส่งตัวไปยังเมืองหลวง”
นั่นมันก็จริง
ฉันพยักหน้ารับคำพูดของลูคัส แล้ว
ปัง! โครม!
“คำพูดของลุงลูคัสถูกต้อง100%เลยค่ะ!”
เด็กสาวผมบลอนด์วิ่งพรวดเข้ามาในห้องทำงาน
เอวานเจลีน.. ฉันได้แต่เบิกตาโพลง
“เธอแอบฟังมาตั้งแต่ตรงไหน?”
“ตั้งแต่ต้นเลยค่ะ! ไม่ใช่ค่ะ นี่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ! ฉันเข้าใจแล้วว่าเป็นเพราะความช่วยเหลือ แต่ว่าทำไมต้องเป็นการกบฏด้วยคะ รุ่นพี่?!”
เอวานเจลีนวิ่งเข้ามาหาฉัน แล้วพูดด้วยน้ำเสียงร้อนรน
“คิดทบทวนอีกครั้งนะคะ! นั่นมันวิธีสุดท้ายจริง ๆ ไม่สิ! ถึงจะเป็นวิธีสุดท้ายก็ไม่ควรใช้เลยค่ะ!”
“…….”
“องค์จักรพรรดิไม่เคยยกโทษให้กบฏ! รุ่นพี่ก็รู้ดีนี่คะ! ถึงแม้จะเป็นลูกชายของพระองค์เองก็ตาม พระองค์จะต้องประหารชีวิตอย่างแน่นอน!”
เอวานเจลีนหน้าซีดเผือด
“แค่นั้นเหรอคะ? พวกที่ร่วมกบฏจะถูกฆ่าล้างโคตร! ทั้งครอสโรดแห่งนี้ และทุกคนในที่นี้จะถูกแขวนคอตายหมดเลยนะคะ!”
เหตุผลที่เอวานเจลีนห้ามปรามขนาดนี้ก็เพราะเธอเป็นผู้มีสิทธิ์สืบตระกูลมาร์คกราฟสินะ
ครอสโรดเป็นบ้านเกิดของเอวานเจลีน และเป็นดินแดนที่เธอจะได้รับมรดกไปปกครองในอนาคต
แล้วฉันจะประกาศกบฏที่นี่ได้ยังไง
ฉันประกาศว่าจะทำให้บ้านเกิดและดินแดนของเธอเป็นทะเลเพลิง
“ดูตัวอย่างสงครามกับราชรัฐบริงเกอร์ที่อยู่ติดกันสิคะ รุ่นพี่!”
เอวานเจลีนพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เพราะฉันเงียบอยู่
“แค่ไม่ถูกกันนิดหน่อย ก็ยังเหยียบย่ำราชรัฐที่ภักดีต่อพระองค์มานานหลายร้อยปี แล้วก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงดินแดนเล็ก ๆ อย่างนี้ คงจะถูกเผาจนไม่เหลือแม้แต่ร่องรอย!”
“…….”
“ได้โปรดเถอะค่ะ รุ่นพี่! ต้องมีวิธีอื่นอยู่แน่ ๆ ! อย่ากบฏเลยนะคะ!”
ฉันไม่ตอบ แต่หันไปมองประตูห้องทำงานที่เปิดอยู่
“ทั้งสองคน อย่าแอบอยู่เลย ออกมาเถอะ”
“อ้า…….”
“อึก”
ดาเมียนและจูเนียร์ที่อยู่หน้าประตูห้องทำงานก็เดินเข้ามาด้วยท่าทางอึดอัด
ฉันยิ้มให้ทั้งสองคน
“ฉันขอฟังความเห็นของพวกนายด้วยนะ”
ดาเมียนและจูเนียร์สบตากันแล้วมองหาจังหวะ ดาเมียนเป็นคนพูดก่อน
“ผม…คือพลแม่นปืนของเจ้าชายครับ แล้วก็ไม่มีที่ไปไหนอีกแล้ว ผมจะอยู่เคียงข้างฝ่าบาทจนวินาทีสุดท้าย…แต่…”
“แต่?”
“แต่ว่า…กบฏมัน…ดูจะอันตรายเกินไปไหมครับ……?”
ดาเมียนกลอกตาไปมาแล้วมองฉัน เมื่อเห็นฉันยิ้ม เขาก็ตัวสั่น
“แม้…แม้ว่าเจ้าชายจะสั่ง ผมก็จะยิงทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้า! มอบหมายให้ผมได้เลยครับ!”
“ได้ ได้ ขอบคุณนะ ดาเมียน”
ฉันยิ้มให้ดาเมียนอีกครั้ง แล้วหันไปมองพ่อมดข้าง ๆ
“ความคิดเห็นของเธอล่ะ จูเนียร์?”
“เป็นการฆ่าตัวตาย”
จูเนียร์พูดเสียงดังฟังชัด
“ได้ยินมาว่ากองกำลังเวทย์มนตร์ของราชสำนักมีนักเวทระดับสูงหลายสิบคน ถ้าจะเทียบเฉพาะนักเวทก็เทียบไม่ติดแล้ว”
“…….”
“ท่านว่าจะก่อกบฏเพื่อเรียกหาความช่วยเหลือเพื่อกำจัดปีศาจ แต่ว่ามันไม่สมเหตุสมผลเลย กองทัพที่ส่งมาจากเมืองหลวงคงไม่สนใจปีศาจหรอก! อาจจะใช้เวทย์มนตร์ถล่มที่นี่ให้กลายเป็นเถ้าถ่านแล้วก็กลับไปก็ได้”
จูเนียร์พูดอย่างหนักแน่นอีกครั้ง
“การก่อกบฏเพื่อเรียกหาความช่วยเหลือ ดูยังไงก็คือการเผาบ้านตัวเองเพื่อฆ่าหมัดนั่นแหละค่ะ”
“แน่ใจหรือ…”
ฉันพยักหน้า
“ฉันได้ฟังความเห็นที่ดีแล้วสิ”
ฉันมองสมาชิกหลักของกลุ่มที่ยืนล้อมโต๊ะทำงานของฉัน
“ทุกคนมีความเห็นที่สมเหตุสมผล แต่ฉันไม่ได้ประกาศกบฏเพียงเพื่อขอความช่วยเหลือเท่านั้น”
“……?”
“เหตุผล ‘ที่แท้จริง’ นั้น ฉันจะบอกตอนที่ทุกคนมาเจอกันที่ห้องรับแขก งั้นก่อนอื่นก็ใจเย็น ๆ แล้วก็รอฉันอย่างใจเย็น ๆ นะ”
ฉันชี้ไปที่ประตูห้องทำงานแล้วโบกมือ
“เอาล่ะ ไปกันได้แล้ว!”
***
สมาชิกหลักมาที่ห้องทำงาน
ฉันมองหาพวกที่เหลืออยู่ ทหารเงาสามคนกำลังคุยกันอยู่ที่สวน
เหลือเวลาอีก 30 นาทีก่อนเวลาที่นัดไว้ ฉันลงไปที่สวน
“ก็อตแฮนด์ เบิร์นเอาท์ บอดี้แบ็ก”
ฉันเรียกโค้ดเนม แล้วทหารเงาก็โค้งคำนับฉันพร้อมเพรียงกัน
“ฝ่าบาท”
“เป็นไงบ้าง ตัดสินใจได้หรือยัง?”
ฉันถามด้วยรอยยิ้ม ทั้งสามคนสบตากัน แล้วคุกเข่าลงต่อหน้าฉันพร้อมกันโดยไม่ต้องมีใครพูดก่อน
“ฝ่าบาททรงทราบดีอยู่แล้ว พวกเราได้รับโทษประหารชีวิตในเมืองหลวงแล้ว”
ก็อตแฮนด์ที่ก้มศีรษะพูดอย่างเงียบ ๆ
“ฝ่าบาทรับพวกเราไว้และให้ชื่อใหม่กับพวกเรา ฝ่าบาททรงครอบครองชีวิตของพวกเราอยู่แล้ว”
“…….”
“พวกเราจะภักดีต่อฝ่าบาทเพียงผู้เดียว ถึงแม้เส้นทางที่ฝ่าบาทจะก้าวไปจะเป็นการกบฏ พวกเราก็จะเดินตามไป”
ฉันมองเหล่าเอลฟ์สามคนที่คุกเข่าและก้มศีรษะลงต่อหน้าฉัน แล้ว
“ฉันได้รับรู้ความภักดีของพวกนายแล้ว”
ฉันยิ้มกว้าง
“ขอบคุณ เจอกันอีกทีในอีก 30 นาทีนะ”
ฉันหันหลังกลับและเดินออกจากสวน
ทั้งสามคนยังคงก้มศีรษะโดยไม่ขยับตัว จนกว่าฉันจะมองไม่เห็น
***
ปาร์ตี้สองคนที่ออกจากคฤหาสน์ไป
คือมาร์เกอริต้าและลิลลี่
มาร์เกอริต้ากลับมา 10 นาทีก่อนเวลานัด
ฉันยืนอยู่ที่ทางเข้าคฤหาสน์เพื่อรอทั้งสองคน แล้วฉันก็ยิ้มให้มาร์เกอริต้าที่กลับมาก่อน
“ไปไหนมาเหรอ? ท่านนักบุญหญิง?”
“วิหารค่ะ ฉันไปอธิษฐานกับท่านเทพธิดา”
มาร์เกอริต้าประนมมือไว้ตรงหน้าอก แล้วถอนหายใจยาว
“ฉันไปถามท่านถึงเส้นทางที่ฉันควรจะไป”
“เหรอครับ? คำตอบดีไหมครับ?”
“…….”
“ตัดสินใจได้หรือยังครับ?”
มาร์เกอริต้าที่เงียบอยู่นั้นถอนหายใจอีกครั้ง
“……ตั้งแต่ฉันมาที่เมืองนี้ ฉันก็ตัดสินใจไปแล้ว”
มาร์เกอริต้ากำมือที่สั่นเทา แล้วเงยหน้าขึ้นสบตาฉัน
“ชะตาของฉันอยู่กับครอสโรด”
“เธอหมายความว่าจะร่วมกบฏกับฉันใช่ไหม?”
“ถ้าเป็นเส้นทางของครอสโรด”
“ขอบคุณครับ”
ฉันชี้ไปยังด้านในคฤหาสน์
“ไปรอในห้องรับแขกก่อนนะครับ พอลิลลี่มาแล้ว ฉันจะพาเข้าไป”
มาร์เกอริต้าเดินเข้าไปในคฤหาสน์โดยไม่ลังเล
***
ลิลลี่ปาร์ตี้คนสุดท้ายปรากฏตัวเมื่อเวลาผ่านไป 10 นาทีหลังจากประกาศเวลาการรวมตัว
ฉันเห็นเธอเข็นรถเข็นมาอย่างลำบาก ดูเหมือนจะมีของเยอะแยะติดมาด้วย
กระเป๋าใบใหญ่ที่ใส่เสื้อผ้า กระเป๋าใส่ของเวทย์มนตร์และยาต่าง ๆ
“ลิลลี่? ของพวกนี้คืออะไร?”
ฉันถามลิลลี่ที่ถึงหน้าประตูคฤหาสน์แล้วหอบเหนื่อย ลิลลี่ก็ตะโกน
“ก็ของที่ฉันเตรียมไว้เพื่อหนีออกจากเมืองนี้ไงค่ะ!”
“…….”
“ฉันใช้ชีวิตที่นี่ จนขาฉันพิการ แต่ฉันก็ทนได้ ถึงแม้จะเกือบตายหลายครั้ง แต่ฉันก็ทนได้ แต่!”
ลิลลี่ส่ายหน้าอย่างรุนแรง
“แต่กบฏนี่ไม่ได้ค่ะ! ท่าน…ท่านไปไกลเกินไปแล้วจริง ๆ ฝ่าบาท!”
“…….”
“ถึงฉันจะเคยคิดจะฝังศพตัวเองที่แนวรบแห่งนี้ แต่การถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏมันเกินไปสำหรับฉัน ฉันจะหนีไป”
ลิลลี่มองเห็นปาร์ตี้คนอื่น ๆ ที่อยู่ข้างในห้องรับแขก แล้วดูเหมือนจะลังเล แต่เธอก็ตบหน้าตัวเอง แล้วโบกมือลาฉัน
“ฉันมาเพื่อลาเป็นครั้งสุดท้ายเพราะเคยร่วมทางกันมา ฉันจะหนีไปแล้วล่ะ แล้วก็อย่าไปบอกชื่อฉันให้ใครรู้ด้วยนะถ้ากบฏล้มเหลว!”
“แน่ใจหรือ…”
ฉันพยักหน้า
“ฉลาดมาก ลิลลี่”
“นะคะ?”
“แต่ฉันจะไม่ปล่อยให้เธอหนีไป”
ฉันเดินไปด้านหลังลิลลี่ จับที่จับรถเข็น แล้วลากเธอเข้าไปในคฤหาสน์
“ฟังคำพูดสุดท้ายของฉันก่อน แล้วค่อยหนีไปก็ได้ตามใจเธอ”
“โอ๊ย! ปล่อยฉันนะ ปล่อย! ไอ้พวกกบฏ! ฉันไม่เกี่ยวด้วยนะ! องค์จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่! ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดเลยนะคะ!”
***
“มันเป็นเรื่องโกหก”
ฉันพูดออกมาทันทีต่อหน้าเหล่าปาร์ตี้ที่มองฉันด้วยใบหน้าตึงเครียด
“การกบฏเป็นเรื่องโกหก ฉันไม่คิดจะก่อกบฏ”
“……อะไรนะคะ?”
ฉันยิ้มอย่างสบายใจให้กับปาร์ตี้ที่กำลังงงงวย
“แน่นอนว่าถ้าก่อกบฏ ราชสำนักก็จะส่งกองทัพมาช่วย แต่ตามที่พวกเธอว่า แม้จะใช้กำจัดปีศาจได้ แต่หลังจากนั้นก็จะเหลือแต่เถ้าถ่าน”
ฉันจะถูกจับและถูกประหาร
ครอสโรดจะถูกเผาจนไม่เหลือร่องรอย
การก่อกบฏจริง ๆ มันเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลตั้งแต่แรก ฉันไม่เคยคิดจะทำเลย
“งั้นทำไมต้องประกาศกบฏแบบนี้ให้พวกเราฟังล่ะ พวกเธอต้องสงสัยอยู่แน่ ๆ”
ครึ่ม!
ฉันจัดการเสียงแล้วพูด
“ในเมืองนี้มีสายลับ มีสุนัขของราชสำนักที่รายงานทุกการกระทำของเราให้กับเมืองหลวง”
“……!”
“นี่คือการแสดงเพื่อดักจับสายลับ และไอ้พวกนั้นก็ตกใจกับกับดักของฉันเข้าอย่างจัง”
นั่นแหละ
การที่ฉันใช้ไพ่เหนือมืออย่างการกบฏนั้น ตั้งแต่แรกก็เพื่อจับสายลับ
เหล่าปาร์ตี้เริ่มซุบซิบ ลูคัสถามอย่างร้อนรน
“สายลับคนนั้นอยู่ที่ไหนครับ?”
“อยู่ที่นี่”
ฉันชี้ไปที่ปาร์ตี้ที่รวมตัวกันอยู่ในห้องรับแขก
“อยู่ในห้องรับแขกนี้ อยู่ท่ามกลางพวกนาย นั่งอยู่ด้วยใบหน้าที่สงบ”
“……?!”
เหล่าปาร์ตี้ที่ตกตะลึงต่างมองหน้ากัน
“งั้น…”
ฉันยิ้มอย่างใจดี แล้วถามอย่างเงียบ ๆ
“พวกนายรู้หรือยังว่าใคร?”
ติดตามผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:ยักษาแปร ผู้แปลลงแค่ในMy-NovelและThai-novelเท่านั้น หากอ่านที่อื่นรบกวนมาสนับสนุนทีนะครับผม หรือจะมากดไลก์แฟนเพจก็ได้ กระซิกกระซิก ;-;_