เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 39 : [ด่าน 2] กำแพงทรุดตัว

บทที่ 39 : [ด่าน 2] กำแพงทรุดตัว

บทที่ 39 : [ด่าน 2] กำแพงทรุดตัว


ติดตามเป็นกำลังใจให้ผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:BamแปลNiyay

บทที่ 39 : [ด่าน 2] กำแพงทรุดตัว

บนเนินเขาที่แห้งแล้ง ห่างจากกำแพงครอสโรดไปทางตะวันออกเฉียงใต้ มีร่างโดดเดี่ยวร่างหนึ่งยืนอยู่

ชายชราคนหนึ่งนั่งอยู่บนหลังม้าของเขา วิเคราะห์การป้องกันของกำแพงด้วยใบหน้าที่เคร่งเครียด

เขาคือ ชาร์เลส มาร์คกราฟแห่งครอสโรด

“…”

ชีวิตที่ใช้ในการต่อสู้กับภัยคุกคามที่น่าสะพรึงและการนำทัพหลายครั้งได้ฝึกฝนสัญชาตญาณของเขา

เขารู้ทันที – การโจมตีของสัตว์ประหลาดพวกนี้ไม่เหมือนครั้งไหน

มันไม่ใช่แบบเดียวกับยามที่เขาเป็นเจ้าเมืองเลย

จำนวนของพวกมันมหาศาล สัตว์ประหลาดเหล่านี้เดินทัพกันอย่างเป็นระเบียบ ไม่ได้ไร้ระเบียบ เสมือนเป็นกองทัพที่ฝึกมาเป็นอย่างดี

’มีบางอย่างผิดปกติ’

อีกทั้งเรื่องหนึ่ง เมื่อนักกวีลึกลับได้โผล่ขึ้นมาจากทะเลสาบ ขับท่วงทำนองจากขลุ่ยของเขา การเคลื่อนไหวของสัตว์ประหลาดก็เปลี่ยนไปอย่างมาก

’การต่อสู้กับสัตว์ประหลาดเหล่านี้แตกต่างไป...เจ้าชายแอชจะนำทัพในการต่อสู้แบบนี้ได้งั้นเหรอ?’

ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมเจ้าเมืองที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่ – เจ้าชายที่อายุน้อยที่สุดอย่างแอชจึงอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากเขา

กระทั่งตัวเขาในอดีต มาร์คกราฟแห่งครอสโรดก็ยังไม่รู้เลยว่าจะสามารถต้านทัพที่น่าสะพรึงเช่นนี้ไหวหรือไม่

เจ้าชายแอชทรงยึดหลักได้ดีอย่างน่าอัศจรรย์ แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าเขาจะเป็นคนที่ได้รับฉายาตัวเกียจคร้านแห่งเมืองหลวง

สถานการณ์ยังอยู่ในความสมดุล

’ข้าควรเข้าไปแทรกแซงไหม?'

คำถามก่อตัวขึ้นในใจของเขา

ข้างอานของเขา มีชุดเกราะและอาวุธที่เขาสวมใส่ตลอดชีวิตวางอยู่

“ไม่”

ชาร์เลส มาร์คกราฟแห่งตระกูลครอสโรดได้ส่ายศีรษะ

เขาเกษียณแล้วไม่ใช่หรือ? คงไม่จำเป็นต้องการกำลังของเขาหรอก

เขาเกลียดแนวหน้านี้ เขาเกลียดแผ่นดินผืนนี้

แม้จะอุทิศชีวิตด้วยความจงรักภักดี แก่พื้นที่รกร้างว่างเปล่าแห่งนี้ แต่ท้ายที่สุดมันก็เอาภรรยาและขับไล่ลูกสาวของเขาออกไป มันเป็นดินแดนที่เขาเกลียดชังถึงที่สุด

เขาไม่ต้องการที่จะปกป้องมันอีกต่อไป

’ข้าแค่... ต้องตายในสวนผลไม้’

ชาร์เลส มาร์เกรฟแห่งครอสโรดมองว่านี่คือวิธีการสำนึกผิดของเขา

การกระทำสุดท้ายของเขาที่ละเลยภรรยาของเขาในการป้องกันแนวหน้าที่เต็มไปด้วยสัตว์ประหลาด

เขาจะสูดลมหายใจเฮือกสุดท้ายในที่เดียวกับที่ภรรยาของเขาได้ตายไป

ชาร์เลส มาร์เกรฟแห่งครอสโรดได้ละทิ้งแนวป้องกันและหันหลังไป

เขามาเพื่อตรวจสอบสถานการณ์เพราะคิดว่ามันดูประหลาดเกินไป แต่ยามนี้เขารู้สึกว่ามันคงสายไป

เขาจะทำอะไรได้บ้างงั้นหรือ?

’ไม่มีประโยชน์ ไม่มีประโยชน์เลย...’

ชาร์เลส มาร์เกรฟแห่งครอสโรดได้วางแผนที่จะกลับไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งสุดท้ายของเขา สวนผลไม้

ทันใดนั้นเอง -

ตู้ม!

เสียงฟ้าร้องดังก้อง

“…?!”

เขาสะดุ้ง หมุนตัวกลับไปจนเห็นกำแพงเมืองที่สั่นสะเทือนพร้อมกับกลุ่มฝุ่นขนาดใหญ่

เสียงร้องของมนุษย์ดังกึกก้องพร้อมกับสิ่งมีชีวิตที่คล้ายหนูหลายพันตัวที่ฝังอยู่ใต้กำแพง ดวงตาของมาร์เกรฟกระตุก

'ไม่นะ ไม่! ข้าไม่อยากสู้อีกต่อไปแล้ว’

มาร์เกรฟกัดฟัน เขาหันหัวม้าของเขากลับไปที่สวนผลไม้

’ข้าต้องกลับไป ยังสวนผลไม้ …'

หากแนวหน้าจะถูกขจัดไป พวกสัตว์ประหลาดคงจะเล็งพื้นที่อื่นต่อ

ซึ่งสวนผลไม้ของเขาจะอยู่ในแนวรับต่อไปใยการอาละวาดของพวกสัตว์ประหลาด

“รอก่อนเถิด ที่รักของข้า”

ในยามนั้น ภาพของภรรยาผู้ล่วงลับของเขาได้ปรากฏ รอยยิ้มของนางเปล่งประกายด้วยความสุข มันทะลวงเข้าไปในจิตใจของมาร์คกราฟแห่งครอสโรด

ความทรงจำเรื่องของนางยังคงตราตรึง ใบหน้าของนางที่เปื้อนคราบฝุ่นขณะที่นางป้อนองุ่นให้เขาได้ถามเขาว่า ’หวานไหม?’

“คราวนี้ ข้าจะดูแลเจ้าให้ปลอดภัยเอง”

มาร์คกราฟแห่งครอสโรดได้จินตนาการถึงหลุมฝังศพของภรรยาของเขา ซึ่งมันตั้งอยู่ข้างสวนผลไม้

นั่นคือที่ที่เขาต้องการจบชีวิตของตนลงไป

ตุบ ตุบ...

มาร์คกราฟแห่งครอสโรดได้ทิ้งความโกลาหลของแนวหน้าไว้ กลับมายังสวนผลไม้ของเขา

***

บูม บูม...!

เมื่อการสั่นสะเทือนและการระเบิดหยุดลง ข้าก็ลุกขึ้นยืนและตะโกนไปที่ใจกลางป้อมปราการ

“รายงานความเสียหายของกำแพงป้อมปราการ!”

ครู่ต่อมา ทหารที่รอภายในป้อมปราการก็ตอบ

“มันยังไม่เสียหายทั้งหมดขอรับ!”

“แต่ว่ามันขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น! เราได้ยินเสียงหนูแทะก้อนหินในกำแพงแล้ว!”

เมื่อข้าได้สติ ตัวข้าก็ส่ายไปมาด้วยความโกรธ

“ทำไมพวกมันถึงกินหิน อาหารบนโลกมีตั้งเยอะตั้งแยะ…!”

กำแพงป้อมปราการเป็นโครงสร้างที่ซับซ้อน มีแผ่นหินและแผ่นเหล็กเป็นชั้นๆ

มันไม่มีถูกทำลายด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว ปัญหาคือ ส่วนที่เพิ่งซ่อมแซมใหม่ของกำแพงตอนนี้แตกไปแล้วเพราะการโจมตีของมนุษย์หนูผู้มีชัย

ในที่สุด พวกมันก็สามารถเจาะรูในกำแพงป้อมปราการเป็นอันสำเร็จ

ข้าปิดหน้าด้วยมือข้างหนึ่ง จมอยู่ในห้วงความคิดแล้วคำรามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“….ออกคำสั่งอพยพ”

"ว่ายังไงนะขอรับ?"

ลูคัสถามอีกครั้งด้วยความสับสน ข้าตอบกลับไปอย่างเชื่องช้า

“บอกให้พลเมืองในเมืองอพยพ! ตอนนี้เลย!”

"ท่านจะบอกว่า..."

“มีความเป็นไปได้สูงที่สัตว์ประหลาดจะเจาะกำแพง! แทนที่จะถูกจับและถูกฆ่าอย่างไร้ความจำเป็น ให้ประชาชนทุกคนมุ่งหน้าไปทางเหนือ!”

แน่นอนว่านี่อาจเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่จะเกิดขึ้นได้

เราต้องพร้อมที่จะปกป้องพวกเขาทั้งหมด

ติ๊งติ๊งติ๊งติ๊ง -!

เสียงระฆังดังขึ้นฉุกเฉินเจาะเข้ามาในหูของข้า มันเป็นระฆังเรียกอพยพ

เพราะกลัวสถานการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ข้าจึงออกคำสั่งถัดไปทันที

“ยกเว้นพลปืนใหญ่และพลธนูที่ประจำการในปืนใหญ่กับคันศรยักษ์ ให้เข้าไปประชิดกับกำแพง”

ข้าหันไปหาลูคัส

“ลูคัส เจ้าดูแลทหารราบ สร้างแนวป้องกันภายในกำแพงไว้ รั้งพวกมัน”

ลูคัสมองมาที่ข้าด้วยความเป็นห่วง

“ฝ่าบาท แล้วท่านล่ะ?”

“ข้าจะสั่งการจากข้างบน”

“แต่มันอันตรายนะขอรับ ฝ่าบาท!”

ลูคัสชี้มาที่เท้าของข้า

“กำแพงได้พังไปส่วนหนึ่งแล้ว มันอาจพังทลายลงมาทั้งหมดได้ มันเสี่ยงเกินไป!”

สิ่งที่เขาพูดมันถูกต้อง กำแพงพังทลายไปแล้วส่วนหนึ่ง

เหล่าทหารที่เป็นพลเล็งปืนใหญ่และคันศรยักษ์จึงต้องใช้สมาธิมากพอสควรที่จะไม่ยิงโดนกำแพง

“เจ้ากำลังแนะนำให้เราปลดการป้องกันจากด้านบนและเผชิญหน้ากับหนูที่เหลืออีก 1,500 ตัวโดยไม่มีอาวุธงั้นหรือ?”

แม้ว่าจะมีความเสี่ยงที่จะเกิดการพังทลายของกำแพง แต่เราก็ไม่สามารถละทิ้งการป้องกันได้

หากไม่มีการยิงสนับสนุนจากด้านบน ทหารราบของเราจะเผชิญกับความสูญเสียอย่างหนัก สุดท้ายการป้องกันอาจพังทลายลงไป

“ขอรับฝ่าบาท”

ลูคัสพยักหน้า แม้ว่าจะไม่เต็มใจก็ตาม

“แต่ถ้ากำแพงดูเหมือนจะพังทลายลงมา แม้เพียงเล็กน้อย แต่ท่านก็ต้องลงมาทันทีนะขอรับ”

"ได้อยู่แล้ว! ยามนี้เลิกกังวลและลงไปที่นั่นโดยเร็วเถิด”

ถึงบนกำแพงจะมีความเสี่ยงอยู่บ้าง แต่มันจะแย่ยิ่งกว่าพวกสัตว์ประหลาดที่บุกลงมาในภาคพื้นดินหรือ?

แต่ลูคัสก็ยังเป็นห่วงข้าจนถึงที่สุด เมื่อตอนที่ข้าเริ่มเดินขึ้นไป เขาก็พุ่งออกไปทันที เอะอะเหมือนแม่คนเชียวนะ

“จูปิเตอร์ จงลงมือตามที่เจ้าเห็นสมควร แต่พยายามจัดการไอ้พวกนั้นให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ในครั้งเดียว”

ทั้งทีมมารวมตัวกันโดยสัญชาตญาณ ข้าเห็นสายตาของพวกเขาที่จ้องมองมา จึงได้ส่งคำสั่งออกไป

“อย่าเก็บพลังเวทมนตร์ของเจ้าไว้ ทันทีที่เจ้ามีคาถาสายฟ้า ก็จงปล่อยมันไปออกซะ”

“รับทราบ ฝ่าบาท”

เมื่อสถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้น สีหน้าของจูปิเตอร์ก็แข็งกระด้าง

จูปิเตอร์รีบรวมพลังเวทย์สีเหลืองของนางด้วยมือทั้งสองข้าง จากนั้นจึงพุ่งไปที่กำแพง

“ลิลลี่ สิ่งประดิษฐ์ใดที่สามารถเปิดใช้งานได้ในตอนนี้บ้าง?”

“มีเพียงสิ่งประดิษฐ์เร่งเพิ่มความเร็วเท่านั้นค่ะ สิ่งประดิษฐ์สนามแรงโน้มถ่วงและสิ่งประดิษฐ์เครื่องขยายเวทมนตร์กำลังติดเวลาพักอยู่ พวกมันจะไม่สามารถใช้ได้อีกจนกว่าการต่อสู้จะจบลงค่ะ”

“แล้วสิ่งประดิษฐ์เวทมนตร์พ่นไฟล่ะ?”

“เหลือเวลาอีก 10 นาทีถึงสามารถใช้ได้ค่ะ”

“ใช้เพิ่มความเร็วให้ทหารราบ ทันทีที่เปลวไฟเติมพลังงานแล้ว ก็ใช้มันได้เลย”

"เข้าใจแล้วค่ะ!"

ลิลลี่รีบออกไปเพื่อเปิดใช้งานสิ่งประดิษฐ์เพิ่มความเร็วทันที จากนั้นสายตาของข้าก็จ้องไปที่เดเมี่ยน

“เดเมี่ยน!”

“....ขอรับ องค์ชาย”

เดเมี่ยนยืนโค้งคำนับ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกังวล

เขาล้มเหลวในหน้าที่จัดการชายเป่าขลุ่ย ทั้งยังไม่สามารถหยุดมนุษย์หนูผู้มีชัยได้

เขาเชื่อว่าวิกฤตการณ์ในตอนนี้เป็นความผิดของเขาเอง

ข้านำนิ้วมารวมกันและดีดเบาๆ ใส่หน้าผากเรียบเนียนของเดเมี่ยน

แป๊ะ!

"โอ๊ย!"

ศีรษะของเดเมี่ยนถอยกลับไปด้านหลัง ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้น เขามองมาที่ข้า ข้าก็ยิ้มตอบไป

“จนถึงตอนนี้ เจ้าทำได้ดีมากเลยเจ้าเด็กบื้อ”

“ฝ - ฝ่าบาท …”

“ข้าไม่คิดว่าเจ้าทำผิดพลาดอะไรสักหน่อย เพราะอย่างนั้นจงอย่าเสียใจไป”

พลซุ่มยิงที่ไม่เคยยิงพลาดเป้า

ค่อนข้างเป็นตัวละครที่ขี้โกงใช้ได้

การมีเดเมี่ยนในทีมของข้าจะช่วยแผนการในอนาคตของข้าอย่างมาก

สำหรับข้าแล้ว ตัวตนของเดเมี่ยนคล้ายกับพรจากฟากฟ้า

“เพราะการมีอยู่ของเจ้า จึงทำให้ข้าแข็งแกร่งอย่างมาก”

“…!”

“ดังนั้นเจ้าจงเชื่อมั่นในตัวเอง มากพอๆ กับที่ข้าเชื่อมั่นในตัวเจ้า”

ข้าตบไหล่เดเมี่ยนแรงกว่าปกติเล็กน้อย

“เรามาผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกันเถอะ ตกลงไหม?”

"ข-ขอรับ! ฝ่าบาท!"

"ยอดเยี่ยม เดเมี่ยน บทบาทของเจ้าคือ… ’ด่านสุดท้ายของการป้องกัน '”

ข้าค่อยๆ ลากเท้าข้ามกำแพงไป รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนเล็กน้อย

“หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่กำแพงจะถูกเจาะเข้ามา พวกศัตรูบุกทะลวงมุ่งหน้าไปทางทหารราบของเราที่ชั้นล่าง”

"ขอรับ"

“แต่ทหารราบของเราเป็นมนุษย์ ไม่ใช่กำแพง มันคงจะมีช่องเปิดออกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ … ซึ่งอาจทำให้ศัตรูเหล่านี้ได้ผ่านไป”

เดเมี่ยนและข้าต่างหันไปมองภายในกำแพง

ควันจากบ้านเรือนยังคงปรากฏขึ้นให้เห็น

“ถ้ามีแม้แต่หนูตัวเดียวเข้ามาในเมืองได้ ขอบเขตของความหายนะที่พวกมันสร้างอาจไม่สามารถคำนวณได้ เจ้าต้องไม่ปล่อยให้หนูผ่านไปได้สักตัวเดียว”

บอสสัตว์ประหลาดอย่างมนุษย์หนูผู้มีชัยได้ตายไปแล้ว ทั้งหมดที่เหลืออยู่คือหนูประมาณหนึ่งพันห้าร้อยตัว

เดเมี่ยนคงจะสามารถจัดการกับหนูที่หนีออกจากแนวรับได้อย่างง่ายดาย

’ตราบใดที่ไม่เกินสิบตัวต่อครั้งแหละนะ’

เดเมี่ยนเป็นพลซุ่มยิงที่แม่นยำ แต่ความเร็วการยิงของเขาช้ามาก

เราต้องหาวิธีแก้ไขจุดอ่อนนี้...

“ข้าเข้าใจแล้วขอรับฝ่าบาท! ข้าจะทำให้ดีที่สุดเลย!”

พอตอบเสร็จ เดเมี่ยนก็ยกหน้าไม้ขึ้นและวิ่งไปที่ด้านในของกำแพง

ถ้างั้นก็ดีแล้ว ตอนนี้เราคงได้แต่ต้องเชื่อมั่นว่าทุกคนจะทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี

"ฟิ้ว!"

ข้าสูดลมหายใจและตบแก้มตัวเอง พยายามมองออกไปนอกกำแพงเมือง

ข้าต้องการตรวจสอบว่าทุ่งสังหารได้ถูกสร้างขึ้นมาใหม่หรือยัง

ทันใดนั้นเอง -

“กำแพงพังแล้ว! พวกมันกำลังเข้ามา!”

เสียงร้องดังก้องมาจากภายในกำแพง

“พวกมันเร็วเกินไปแล้ว ให้ตายสิ …!”

ข้ากัดฟันและมองเข้าไปในกำแพง

ระยะห่างอยู่ไกลกันเกินไป กำแพงด้านในสั่นสะท้าน จากนั้น...

-ตู้ม!

ท่ามกลางก้อนอิฐและฝุ่นจำนวนมาก พวกหนูได้ระเบิดผ่านช่องเปิด

จิ๊ด! จิ๊ด!

หนูมากมายในหลุมพยายามพุ่งเข้าใส่มนุษย์ข้างหน้า

ฉัวะ!

แต่ลูคัสที่อยู่ในตำแหน่งตรงหน้าหลุมก็ปาดคอของพวกมันด้วยดาบเดียว

ใบมีดที่เหมือนเลื่อยในมือของลูคัส ’เครื่องเฉือนหนู’ ได้เปล่งประกายด้วยแสงที่น่าสะพรึง

ลูคัสไม่กระพริบตา เขายังคงจัดการพวกหนูต่อไป

“ช่องที่พวกมันออกมานั้นแคบ! ใจเย็นๆ และจัดการพวกมันทีละตัว!”

"ขอรับ!"

ทหารรับคำสั่งของลูคัสอย่างพร้อมเพรียง

แต่ลูคัสก็ได้มองข้ามสิ่งหนึ่งไป

อันที่จริง หลุมนั้นแคบ แต่ฝ่ายตรงข้ามของเราเป็นหนู แม้จะมีช่องเปิดที่แคบ แต่พวกมันก็ดันผ่านคล้ายดั่งห่าฝนที่ไม่มีวันหยุดหย่อน

ยิ่งไปกว่านั้น ดูเหมือนว่าพวกมันกำลังขยายช่องเปิด ทำให้มีหนูจำนวนมากยิ่งขึ้น

เมื่อมองจากตำแหน่งที่สูง ข้าก็ต้องประหลาดใจยิ่ง

“หนูพวกนี้มันหนูบ้าบออะไรกัน? พวกมันเหมือนตัวตุ่นมากกว่าเสียอีก…”

ในตอนแรก ทหารราบสามารถยับยั้งหนูได้ค่อนข้างง่าย แต่เมื่อจำนวนของพวกมันเพิ่มขึ้น ความเหนื่อยล้าก็เริ่มตามมา

แต่มันยังไม่จบเพียงเท่านั้น

“สิ่งประดิษฐ์เครื่องพ่นไฟ! พร้อมแล้วค่ะ! เปิดใช้งานทันที…เหวอ?!”

ลิลลี่กำลังเตรียมเปิดใช้งานสิ่งประดิษฐ์ แต่ก็ได้ส่งเสียงร้องออกมา ข้ารีบวิ่งไปที่ด้านข้างของนางด้วยความตกใจ

“มีอะไรเหรอลิลลี่?”

“หนู หนู…!”

หนูสองสามตัวได้อยู่รอบสิ่งประดิษฐ์เครื่องพ่นไฟ

นักเล่นแร่แปรธาตุจำนวนมากได้ถูกกัดและมีเลือดออกมา ร่างของพวกเขาล้มอยู่ใกล้ๆ

ข้าพุ่งเข้าไปและปล่อยหมัดโดยไม่ลังเล

“หมัดองค์ชาย-!”

ปั๊ก!

ทันทีที่หมัดของข้าสัมผัสกับหนู เลขแห่งโชคของข้าก็เด้งขึ้นมา

“ติ๊ง  ติ๊ง  ติ๊ง…”

ตัวเลขที่ปรากฏขึ้นบนวงล้อสุ่มคือ 0, 1, 5

ความเสียหาย 15!

ปั๊ก!

แม้ว่าจำนวนจะน้อย แต่ตัวเลขเหล่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะส่งหนูท่อระบายน้ำระดับ 5 ไปสู่สรวงสวรรค์

ข้าถอนกำปั้นออกมา สำรวจพื้นที่นอกกำแพงอย่างรวดเร็ว

“พวกมันปรับขนาดกำแพงงั้นเหรอ!”

ผมละเลยพวกมันไป เอาแต่จดจ่อกับส่วนที่กำแพงทะลุ

หนูท่อระบายน้ำบางตัวเพิ่งปีนข้ามกำแพงมา มีเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้นที่กำลังทำร้ายสิ่งประดิษฐ์เวทมนตร์

"แย่แล้ว! ไอ้เจ้าบ้าพวกนี้!"

ลิลลี่ปล่อยคาถาไฟออกมาเผาหนูท่อระบายน้ำที่เหลืออยู่

หลังจากนั้น ลิลลี่ก็ตรวจสอบนักเล่นแร่แปรธาตุที่บาดเจ็บและเรียกข้า

“พวกเขายังมีชีวิตอยู่! แต่พวกหนูได้สร้างความเสียหายให้กับสิ่งประดิษฐ์ ต้องมีการปรับเครื่องใหม่เพื่อเปิดใช้งานอีกครั้ง…!”

“รีบทำให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้เลย! เวลาของเราใกล้จะหมดแล้ว”

เมื่อกองกำลังทั้งหมดที่รั้งหนูพวกหนูไว้อยู่ภาคพื้นดิน ก็ทำให้จำนวนหนูที่เกาะขึ้นมาตามกำแพงมากขึ้น

ทหารปืนใหญ่และนักธนูที่ประจำการอยู่บนกำแพงก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องชักอาวุธออกมา โจมตีพวกมัน

"อ๊ากกก!"

"มือข้า… มือข้า…!"

ทหารราบที่ป้องกันพวกหนูก็เริ่มได้รับบาดเจ็บ ล้มตาย

หน่วยโจมตีระยะไกลโจมตีพวกหนูอย่างมีประสิทธิภาพ พวกเขากำจัดหนูท่อระบายน้ำที่ขุดเข้าหาทหารราบ ช่วยลดภาระการป้องกันได้มากพอสมควร

ทว่าในปัจจุบัน พวกเขามีแต่ต้องใช้ร่างเพื่อป้องกันไม่ให้พวกหนูบุกเข้ามาเท่านั้น

’หากเป็นเช่นนี้ต่อไป…!'

จูปิเตอร์กำลังหอบหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อย ขณะที่นางเตรียมคาถาต่อไป ข้าก็เหวี่ยงโชคกระแทกใส่พวกหนูซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เดเมี่ยนก็ยิงหน้าไม้ออกจากด้านข้างของข้าอย่างบ้าคลั่งเช่นกัน แต่ความเร็วของเขาลดลงไปมาก

’หากมันยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป ความเสียหายคงอยู่เหนือการควบคุมแน่... !'

สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดได้ปรากฏขึ้นในใจของข้า ข้าพยายามคิดเพื่อหาทางออกอย่างสิ้นหวัง บ้าจริง ไม่มีอะไรใช้ได้เลยเหรอ?!

ในยามนั้นเอง

ทหารผ่านศึกที่กำลังปาดคอหนูด้วยดาบผู้หนึ่งที่อยู่บนกำแพง ก็เบิกตากว้าง

เขาเคยเป็นทหารผ่านศึกที่เคยรับใช้มาร์คกราฟมาก่อน

มันราวกับว่าเขาได้เห็นผี เขาหันไปทางที่ราบทางใต้และพึมพำ

“มาร์คกราฟ…?”

"...อะไรนะ?"

ข้ามองไปในทิศทางเดียวกันและเห็นอย่างรวดเร็วถึงสิ่งหนึ่ง

ตุบ ตุบ ตุบ-!

จากด้านหนึ่ง ห่างออกไปไกลจากกำแพง

ข้าเห็นอัศวินชราในชุดเกราะมัวหมองกำลังพุ่งเข้ามาหาเรา

ติดตามเป็นกำลังใจให้ผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:BamแปลNiyay

จบบทที่ บทที่ 39 : [ด่าน 2] กำแพงทรุดตัว

คัดลอกลิงก์แล้ว