เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 235 สมบัติวิเศษ ตะวันกลั่นวิญญาน

บทที่ 235 สมบัติวิเศษ ตะวันกลั่นวิญญาน

บทที่ 235 สมบัติวิเศษ ตะวันกลั่นวิญญาน


บทที่ 235 สมบัติวิเศษ ตะวันกลั่นวิญญาน

เป็นอุกกาบาตขนาดใหญ่ตั้งตะหง่านอยู่ในทะเลทราย

อุกกาบาตส่องแสงเป็นประกายออมา ผลึกของมันทั้งหมดมีสีแดงสดใส มันปลดปล่อยเปลวไฟนภาที่น่าหวาดหวั่นออกมา มันรุนแรงเป็นอย่างมากราวกับว่าเป็นแสงจากดวงอาทิตย์ มันส่องแสงเจิดจ้ากระทบกับดวงตาจนไม่สามารถลืมตาได้เลย

อุกกาบาตที่เป็นเหมือนกับภูเขาขนาดเลก ส่วนใหญ่ของมันฝังลึกอยู่ในเนินทราย มีเพียงขนาดหนึ่งในสามเท่านั้นที่ยื่นออกมา

อุกกาบาตส่องประกายแสงเจิดจ้าออมา พลังของมันกำลังเผาไหม้ร่างของเขาและของเหลวที่อยู่ในร่างของเขาก็กำลังระเหยอย่างรวดเร็ว

หากเป็นมนุษย์ธรรมดาที่มายังสถานที่แห่งนี้ พวกเขาคงจะไหม้เกรียมเป็นเถ้าถ่านไปแล้วในเวลาไม่เกิน 3 ชั่วโมง

ฉื่อหยานนั้นร่างกายของเขาได้ถูกปรับแต่งด้วยเปลวไฟปฐพีมาแล้วหลายครัง เขาเพียงแค่รู้สึกกดดันจากพลังของอุกกาบาตนี้เท่านั้น

ภายในอุกกาบาต มีการเคลื่อนไหวลึกลับบางอย่างอยู่ ฉื่อหยานมองไปที่อุกกาบาตจากที่ห่างไกล และทันทีที่รู้สึกได้ว่าประสาทสัมผัสของเขากำลังถูกการกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง เขาถูกดึงดูดให้เข้าไปที่พลังลึกลับที่อยู่ในอุกกาบาต โดยที่เขาไม่สามารถควบคุมตัวเองได้และเขาก็กำลังมุ่งหน้าเข้าไปที่อุกกาบาต

ฉื่อหยาน สัมพัสได้เมื่อเขาเข้าไปใกล้กับ อุกกาบาต ร่างกายของเขาก็สัมผัสได้ถึงพลังไฟที่อยู่รอบๆอุกกาบาต หากเขาสัมพัสโดนมันหละก็เขาจะต้องไหม้เป็นจุลแน่นอน

ไม่ต้องพูดถึงนักรบระดับปฐพีเลย ต่อให้มีร่างกายแข็งแกร่งเช่นเดียวกับนักรบระดับพระเจ้าแท้จริง ก็ไม่แน่ว่าจะสามารถทนต่อพลังที่อยู่ในอุกกาบาตได้

ฉื่อหยานไม่กล้าที่จะเสี่ยง เขาทำเพียงถอยมาและมออุกกาบาตขนาดใหญ่จากระยะไกลอย่างเงียบๆเท่านั้น

จู่ๆแกนเพลิงก็ลอยออกมา ฉื่อหยานยังคงตกอยู่ในอาการตกตะลึ่ง ในตอนนั้นแกนเพลิงก็ลอยเข้าไปที่อุกกาบาตและหายไปอย่างไร้ร่องรอย

ฉื่อหยาน ก็ตกใจ เขาพยายามที่จะเชื่อมต่อกับแกนเพลิงอีกครัง แต่ตอนนี้เขาก็ตระหนักว่า เมื่อเขาปล่อยจิตสำนึกออกไป , ก็มีอำนาจที่น่ากลัวบางอย่างขวางเขาไว้ และบังคับให้เขาถอยไป

" เป็นไปได้ยังไง ? "

จู่ๆพลังความเย็นของเปลวเหมันเยือกแข็งก็ลอยออกมาจากแหวนสายโลหิต เป็นเวลาเนินนานที่เปลวเหมันได้ถูกปิดผนึกไว้ หลังจากที่พลังความเย็นลอยออกมามันก็กลายเป็นเกราะน้ำแข็ง

เปลวเหมันทันทีก็ใช้พลังความเย็นห่อหุ้มร่างของฉื่อหยาน แล้วพลังความเย็น็กระจายไปทั่วทุกมุมของร่างกายของเขา ภายใต้พลังของเปลวเหมันเยือกแข็ง จิตสำนึกและพลังของฉื่อหยานก็กลายเป็นมั่นคง

" โห้ ? เจ้าสามารถปล่อยพลังออกมาได้ด้วยงั้นรึ ? "

" ใช่ เจ้าแหวนบ้านี่รู้ว่าเจ้ากำลังเจอกับปัญหา มันจึงปลดผนึกของข้าออกและทำให้ข้าใช้พลังได้อย่างอิสระ " เปลวเหมันเยือกแข็งตอบ และมันก็ส่งจิตสำนึกออกมา มันปลดปล่อยจิตสำนึกของมันออกมาสังเกตรอบๆ บริเวณใกล้เคียง

หลังจากนั้นไม่นาน เปลวเหมันเยือกแข็งปล่อยก็สั่นไหวด้วยความประหลาดใจ

" ตะวันกลั่นวิญญาน ! "

" อะไรนะ ? " ฉื่อหยานก็ประหลาดใจ " เจ้าหมายความว่าไง ? "

" อุกกาบาตที่ส่องแสงสีแดงเหมือนกับดวงอาทิตย์ลูกนี้คือ ตะวันกลั่นวิญญานที่อยู่ในศูนย์กลางของระบบสุริยะ มันเป็นสิ่งล้ำค่าเป็นอย่างมาก มันนับได้ว่าเป็นสมบัติที่มีพลังหยางรุนแรงเป็นอย่างมาในจักรวาลเลยทีเดียว " เปลวเหมันเยือกแข็ง อธิบาย " ตะวันกลั่นวิญญานสามารถพบได้ในศูนย์กลางของระบบสุริยะเท่านั้น มันเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญที่สุดของพลังแสงอาทิตย์ . เจ้านั้นฝึกฝนโดยใช้ความร้อน ถ้าเจ้าสามารถครอบครองตะวันกลั่นวิญญานนี้ได้หละก็ พลังของเจ้าก็จะแข็งแกร่งขึ้นอย่างมหาศาลเลยทีเดียว "

" แล้วมันมีประโยชน์ต่อแกนเพลิงหรือไม่ ? "

" ไม่เพียงแต่มีประโยชน์ต่อมันเท่านั้น ! ตะวันกลั่นวิญญานนี้ยังสามารถทำให้จิตสำนึกของแกนเพลิงสมบูรณ์ได้อย่างรวดเร็ว และพลังของมันก็จะมากมายจนไม่สามารถวัดได้ เมื่อพลังสุริยะที่อยู่ในตะวันกลั่นวิญญานถูกดูดซับและหลอมรวมเข้ากับแกนเพลิงหละก็ รูปแบบชีวิตและจิตสำนึกของมันก็จะเปลี่ยนไปทันที "

ฉื่อหยาน ตกตะลึง " จริงรึ ? แล้วมันสามารถทำอะไรได้อีก ? "

เปลวเหมันเยือกแข็งลังเลเล็กน้อย แล้วพูดต่อว่า " ดูเหมือนว่าจะมีอะไรบางอย่างอยู่ในตะวันกลั่นวิญญานนั่น มันหนาแน่นและแข็งแกร่งเป็นอย่างมา พลังของมันมันสามารถเปรียบเทียบได้กับการโจมตีทางวิญญานของนักรบระดับพระเจ้าแท้จริงเลยทีเดียว"

" มีอะไรอยู่ข้างในด้วยงั้นรึ ? " ฉื่อหยานก็ประหลาดใจ ดวงตาของเขาเบิกกว้าง และปากของเขาก็อ้าออกด้วยความตกตะลึง " ตะวันกลั่นวิญญานแน่นอนว่าต้องมาจากระบบสุริยะนอกโลกที่ตกลงมายังสถานที่แห่งนี้ แล้วเหตุใดถึงมีบางสิ่งอยู่ภายใน ? มันมาจากระบบสุริยะมิใช่รึ ? "

" มันไม่จำเป็น ว่าจะต้องมาจากระบบสุริยะเสมอไป " เปลวเหมันเยือแข็งครุ่นคิดสักพัก แล้วพูดต่อว่า " ตามตำนาน นักรบที่ถึงระดับพระเจ้าแท้จริงจะถือไดว่าเป็นพระเจ้า พวกเขามีพลังพิเศษที่สามารถทำลายโลกได้ ร่างกายของพวกเขาถือได้ว่าอยู่เหนื่อกฏเกณของโลกใบนี้ และสามารถลอยเหนือท้องฟ้าได นั่นหมายความว่า มีเพียงนักรบระดับพระเจ้าแท้จริงเท่านั้้นที่สามารถออกไปยังระบบสุริยะได้”

" ออกไปยังระบบสุริยะ ? " ฉื่อหยานดวงตาก็ส่องประกาย " ตามที่เจ้าบอก มีบางสิ่งอยู่ในตะวันกลั่นวิญญาน ถ้ามันจะไม่ได้มาจากระบบสุริยะ มันก็ย่อมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากนักรบระดับพระเจ้าจริงหนะสิ  ? "

" ใช่ สมควรเป็นเช่นนั้น"

ฉื่อหยานชะงักทันที

จากระยะห่างร้อยเมตร เมื่อจ้องมองไปยังตะวันกลั่นวิญญานที่ส่องสว่าง เขาก็เริ่มรู้สึกปวดตาขึนมาและเค้าค่อยๆหลับตาลงแล้วพึมพำ " มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเข้าไปใกล้ๆ . . . . . . . "

ถึงแม้ว่าร่างกายของเขาได้รับการปรับแต่งโดยเปลวไฟปฐพีมาแล้ส และเขายังมีพลังไฟของแกนเพลิงอีก แต่พลังไฟที่ออกมาจากตะวันกลั่นวิญญานนั้น ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะสามารถรับมือได้เลย

แม้จะอยู่ห่างเป็นร้อยเมตร เขาก็รู้สึกว่าร่างกายของเขากำลังถูกเผา ถ้าเขาเข้าไปใกล้กับตะวันกลั่นวิญญานมากกว่านี้เขาจะต้องกลายเป็นเถ้าถ่านแน่นอน .

" เจ้าอยากเข้าไปใกล้ๆมันงั้นรึ ? " เปลวเหมันเยือกแข็ง ดูเหมือนจะรู้เจตนาของเขา และมันก็พูดว่า " ด้วยความแข็งแกร่งของเจ้าในตอนนี้ เจ้าไม่สามารถเข้าไปใกล้มันได้อย่างแน่นอน แต่หากมีข้าช่วย มันก็มีหนทางอยู่ " . . . . . . .

" แล้วเจ้าจะรออะไรอยู่หละ ? " ฉื่อหยานตะโกนออกมา แล้วรีบใช้พลังความเย็นของเปลวเหมันเยือกแข็ง ในพริบตา ร่างกายของเขาก็ถูกปกคลุมได้ด้วยน้ำแข็ง

น้ำแข็งแผ่กระจายไปทั่วทั้งร่างกายของเขา มันเป็นเหมือนกับเกราะน้ำแข็งที่่ภายในกลวงโบ๋และมีร่างของฉื่อหยานอยู่

ด้วยพลังความเย็นที่ห่อหุ้มอยู่ ฉื่อหยานทันทีกตระหนักได้ว่าความร้อนที่ล้อมรอบตะวันกลั่นวิญญานได้หายไป และเขาก็รู้สึกได้ว่าร่างกายของเขาไม่รู้สึกร้อนอีกต่อไป

" ตั้ม ตั้ม ตัม ตั้ม "

ด้วยมีพลังความเย็นป้องกันอยู่ ฉื่อหยาน ก็เต็มไปด้วยความกล้าและเคลื่อนไหวทีละก้าวเข้าไปที่ตะวันกลั่นวิญญาน แต่เขากยังไม่กล้าที่จะก้าวไปอย่างรวดเร็ว

ห้าสิบเมตร . . . .

. . . . . . สามสิบเมตร ,

. . . . . ยี่สิบเมตร ,

10 เมตร เมื่อถึงตรงนี ฉื่อหยานก็หยุดลงอย่างกระทันหัน

จากสิบเมตร กลุ่มก้อนพลังไฟนั้นร้อนเป็นอย่างมาก มันลอยออกมารอบๆตะวันกลั่นวิญญานโดยไม่กระจายตัวกันออกไป

ตอนนีตะวันกลั่นวิญญานอยู่ใกล้กับเขาเป็นอย่างมาก ถ้าเขาขยับไปข้างหน้าอีกนิดเดียว เขาก็จะสามารถสัมพัสมันได้ เขานั้นไม่ได้คิดแม้แต่น้อยเลยว่าหากเข้าไปใกล้มันมากกว่านี้จะสิ่งใดเกิดขึ้น

" เจ้าไม่ควรเข้าไปใกล้มากกว่านี้ เท่านี้็ก็เพียงพอแล้ว "เปลวเหมันเยือแข็งเตือนเขา" หลับตาลงซะ หากเจ้าจ้องมันนานกว่านี้ ตาของเจ้าต้องบอดแน่นอน "

ฉื่อหยานกำลังจะพูดแต่ก็หยุดลง และรีบปิดดวงตาของเขา แต่เขาก็ยังคงคิดจะส่งจิตสำนึกไปที่แกนเพลิง

" ถ้าเจ้าไม่อยากโดนตะวันกลั่นวิญญานจู่โจม เจ้าห้ามส่งจิตสำนึกออกไปเด็ดขาด เมื่อเจ้าเริ่มส่งพลังออกไป สิ่งที่อยู่ภายในนั้นจะต้องสนองและโจมตีเจ้าทันที ข้ารู้ได้เลยว่าพลังที่มันปล่อยออกมานั้นจะทำให้วิญญานของเจ้าได้รับบาดเจ็บเสียยิ่งกว่าตอนที่ข้าพยายามจะยึดร่างเจ้าเสียอีก จะให้พูดก็คือ เจ้าไม่สามารถทนการโจมตีของมันได้อย่างแน่นอน . "

ฉื่อหยานที่กำลังส่งจิตสำนึกออกไปก็หยุดทันทีหลังจากที่ถูกเตือนโดยเปลวเหมันเยือกกแข็ง

" แล้วตอนนี้พวกเราต้องทำยังไงต่อ ? "

" เราไม่สามารถทำอะไรได้ ทำได้เพียงรอแกนเพลิงอยู่ที่นี่เท่านั้น มันสามารถรับรู้ถึงเจ้าได้ว่าเจ้าอยู่ใกล้ๆ ในตอนนี้ มีเพียงแกนเพลิงเท่านั้นที่ไม่ได้รับผลกระทบใดๆจากตะวันกลั่นวิญญาน รูปแบบชีวิตของมันค่อนข้างพิเศษ หากมันกล้าที่จะเข้าไปก็แสดงว่ามันไม่กลัวต่อสิ่งที่อยู่ในตะวันกลั่นวิญญาน หื้ม…. รอให้แกนเพลิงกลับมา หรือรอจนกว่ามันจะสื่อสารถึงเจ้า นอกจากรอ เราก็ไม่สามารถทำอะไรได้ "

ฉื่อหยาน เมื่อคิดว่าไม่สามารถทำอะไรได้ เขาก็หลับตาลงและยืนนิ่ง ห่างออกมาสิบเมตรจากตะวันกลั่นวิญญาน เขาไม่กล้าที่จะใช้พลังของเขา เขาเพียงแค่ใช้ร่างกายของเขาสัมพัสกับความร้อนของตะวันกลั่นวิญญานเท่านั้น

" โอ้… ? " กระแสพลังความร้อนที่บางเบาลอยออกมาจากตะวันกลั่นวิญญาน ดูเหมือนว่ามันจะถูกควบคุมโดยบางสิ่งบางอย่าง มันไหลไปที่หน้าของฉื่อหยานอย่างเงียบๆ และไหลเข้าไปในหัวใจของฉื่อหยาน

หลังจากพลังความร้อนไหลเข้ามา หัวใจของเขาก็ก็ส่องแสงสีแดงออมา , แสงของดวงดาวที่อยู่ในหัวใจของเขาค่อยๆส่องประกายออมา มันลอยขึ้นไปอยู่เหนือหัวใจของเขา มันดูเหมือนฉากที่เกิดขึ้นอย่างอัศจรรย์ ฉื่อหยานนั้นคิดถึงไม่ถึงเลยว่ามันจะกลายเป็นเช่นนี้

" นี่… นี่คืออะไร ? " เปลวเหมันเยือกแข็งมองด้วยความประหลาดใจ และพลังความเย็นที่อยู่ในแหวนสายโลหิตก็ค่อยๆอ่อนแอลง

และกระแสพลังแสงอาทิตย์หลายสายก็พุ่งเข้ามาที่หน้าอกของฉื่อหยาน และไหลเข้าไปในหัวใจของเขา เหมือนกับว่ามันกำลังปรับเปลี่ยนหัวใจของเขา หัวใจของเขาเต็มไปด้วยพลังที่แข็งแกร่ง นั่นอาจจะเพราะเขาได้รับพลังแสงอาทิตย์มาเป็นจำนวนมาก ซึ่งตอนนี้มันกำลังส่องแสงเป็นประกายออกมา

ทันทีแสงที่ส่องสว่างเหมือนกับแสงอาทิตย์ก็ระเบิดออกมาจากหัวใจของฉื่อหยาน พริบตาเดียว ฉื่อหยานก็กลายเป็นเหมือนกับดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงที่แข็งแกร่งออกมา

" เกิดอะไรขึ้น ? " เปลวเหมันเยือกแข็งดูเหมือนจะไม่เข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น และมันก็รีบถามฉื่อหยาน " ทำไม …. ทำไม หัวใจของเจ้าถึงดูดซับพลังแสงอาทิตย์ได้ ? จิตวิญญานแห่งดวงดาวของเจ้า…. ข้าเข้าใจแล้ว ! ดวงอาทิตย์เองก็นับได้ว่าเป็นดาวดวงหนึ่ง พลังแสงอาทิตย์ก็นับได้ว่าเป็นพลังจากดวงดาวเช่นกัน "

พลังแสงอาทิตย์สาดเข้าไปในหัวใจของเขา เวลานี้ ฉื่อหยานรู้สึกเหมือนเขาถูกโยนเข้าไปอยู่ในหม้อเผาน้ำมัน . ตอนนี้เขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดก็ยากที่จะอธิบาย

และนั่นคือเหตุผลที่เขาไม่สามารถแม้แต่จะพูดคุยกับเปลวเหมันเยือกแข็งได้อีกต่อไป เขาได้แต่อยู่เฉยๆ ปล่อยให้พลังงานแสงอาทิตย์ไหลเข้ามา [TL. แหวนคงจะปิดผนึกเปลวเหมันเยือกแข็ง เพราะจะพลังความเย็นอาจจะขัดขวาง พลังแสงอาทิตย์ที่ไหลเข้ามาในร่างของฉื่อหยาน]

ในตอนนั้นเอง , ก็เกิดการไหลเวียนลึกลับปรากฏบนหน้าอกของเขา มันคือ เคล็ดทมิฬ ! ซึ่งมันเป็นวิชาของพรรคสามเทพ และตอนนี้มันก็เริ่มแสดงผลออกมา

พลังของทั้งสามโคจรวนไปมามากขึ้นเรื่อยๆและพลังแสงอาทิตย์เองก็เข้ามาในร่างของเขามากขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน พวกมันโคจรอย่างรวดเร็วและเร็วขึ้นเรื่อยๆ มันโคจรอย่างบ้าคลั่งอยู่ในหัวใจของเขา [TL. พลังทั้งสามคือ พลังดวงดาว พลังแสงอาทิตย์ พลังหยินที่มาจากเคล็ดทมิฬ]

" บูม ! " ทันที ร่างกายของเขาก็ลุกเป็นไฟ เปลวไฟแสงอาทิตย์เริ่มเผาไหม้อยู่ในร่างของเขา

เปลวเหมันเยือกแข็งนั้นแถบจะไม่สามารถเชื่อมต่อกับฉื่อหยานได้เลย ถ้ายังปล่อยให้พลังแสงอาทิตย์เผาไหม้ฉื่อหยานอยู่เช่นนี้ วิญญานของฉื่อหยานจะต้องแตกสลายแน่นอน นั่นย่อมหมายถึงความตาย

ถ้าฉื่อหยานตาย แหวนสายโลหิตก็จะปราศจากเจ้านาย มันจะอยู่ที่นี่และผนึกเปลวเหมันเยือกแข็งตลอดไป

นี่ไม่ใช่จุดจบที่เปลวเหมันเยือกแข็งอยากจะเจอ

พลังน้ําแข็งที่หนาแน่น ก็เริ่มกระจายออกมาจากแหวนสายโลหิต

เปลวเหมันเยือกแข็งปลดปล่อยพลังของมันออกมาอย่างรวดเร็ว และใช้พลังความเย็นที่สังสมมานับพันล้านปีต่อต้านพลังแสงอาทิตย์ที่อยู่ในร่างของฉื่อหยาน ต้องขอบคุณที่พลังความเย็นสามารถเข้าไปในร่างของฉื่อหยานได้ พลังแสงอาทิตย์ทันทีก็หายไปครึ่งหนึ่ง

ดวงตาของฉื่อยาน ข้างหนึ่งส่องประกายพลังความร้อนออมา , ส่วนอีกข้างก็ส่องประกายพลังความเย็นออกมา พวกมันได้เปลี่ยนร่างของเขาให้เป็นบางสิ่งที่น่าอัศจรรย์เป็นอย่างมา

ตะวันกลั่นวิญญานที่อยู่บนเนินทรายส่งเส้นสายพลังความร้อนออมาอย่างต่อเนื่อง แสงที่ส่องออกมาเหมือนกับดวงอาทิตย์ถูกดึงไปยังจุดๆเดียว

สิบเมตรห่างจากตะวันกลั่นวิญญาน มีร่างๆหนึ่งกำลังถูกห้อมล้อมโดยเปลวเพลิงที่เผาไหม้ขนาดใหญ่. ร่างนันกำลังอดทนต่อพลังทั้งสองที่กำลังต่อต้านกัน

ในตอนนี พลังเปลวไฟแสงอาทิตย์ และเปลวเหมันเยือกแข็ง กำลังประทะกันภายในร่างกายของเขาซึ่งทำให้เขาตกอยู่ในสภาวะร้อนระอุและเย็นยะเยือก ร่างกายของเขาเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆอย่างรวดเร็ว จากเย็นยะเยือกเป็นร้อนระอุ และมันก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที

แม้แต่วิชาของเขาก็กลายเป็นปั่นป่วน อารมณ์เชิงลบที่อยู่ในจุดชีพจรของเขาไหลออกมาโดยไม่สามารถควบคุมได้และมันก็ทะลักออกมาจากร่างกายของเขา

ฉื่อหยาน ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น เขาทำได้เพียงแค่อดทนอยู่เฉยๆเท่านั้น

การประทะกันของเปลวไฟแสงอาทิตย์ และเปลวเหมันเยือกแข็งกำลังเกิดขึ้นในร่างของเขา ในขณะที่พลังทั้งสองกำลังประทะกัน หัวใจของเขาก็ยังคงดูดซับพลังความร้อนจากตะวันกลั่นวิญญานอยู่

จิตใจของเขากลายเปนยุ่งเหยิง และสติของเขาก็ไม่ชัดเจน ฉื่อหยานค่อยๆหมดสติไป และตอนนี้แม้แต่ตัวเองเขาก็ไม่รู้ว่าเขาคือใคร

ขณะเดียวกัน อารมณ์เชิงลบก็กระจายไปทั่วร่างกายของเขา อารมณ์เชิงลบต่างๆมามาย กระตุ้นอยู่ในหัวของเขา นั่นทำให้เขาไม่ลืมตัวเองไปและทำให้เขาทำตัวตามสัญชาตญานดิบ เขาสูญเสียความทรงจำและกลายเป็นบ้าคลั่ง

ภายใต้ก้อนเมฆสีแดง

ร่างๆหนึ่งเต็มไปด้วยพลังความร้อนพร้อมกับดวงตาทั้งสองข้างกลายเป็นสีแดง เขาแหงนหน้าขึ้นฟ้าและคำรามออกมาราวกับว่าต้องการจะฉีกกระฉากจักรวาลแห่งนี้

เสียงคำรามที่น่าหวาดหวั่นดังลั่นสนั่น และ กระจายไปรอบๆทะเลทราย แม้อยู่ห่างสิบไมล์ก็สามารถได้ยินได้

" เสียงใครกัน ? "

ในทะเลทราย , ขบวนนักรบกำลังเดินอย่างไร้จุดหมาย พวกเขาทั้งหมดดูอ่อนล้าเป็นอย่างมาก

หญิงสาวที่มีร่างกายสง่างามเดินอยู่ด้านหน้าพร้อมกับขมวดคิ้ว นางหันไปทิศทางของเสียงร้อง จ้องมองไปอย่างตั้งใจ และก็ตะโกนว่า " น้องสาวกู่ , ข้าคิดว่าเสียงร้องนั้นเป็นของชายที่เป็นศัตรูของเจ้านะ " ฉาวจื่อหลานพูดออกมาพร้อมกับมีสีหน้าที่แปลกประหลาด

กลุ่มนี้เป็นกลุ่มของ ฉาวจื่อหลาน , พานโจว กู่หลินหลงและซูหยานซิง ในตอนแรก พวกเขานั้นอยู่แยกกัน แต่เมื่อเดินไปเรื่อยๆในทะเลทราย พวกเขาก็ได้เจอกันอีกครั้ง และรวมกลุ่มขึ้นมาใหม่

หลังจากได้เจอกันอีกครั้ง พวกเขารวมตัวกันโดยสมัครใจ และร่วมกันเดินทาง เพื่อค้นหานักรบของตระกูลหยาง อย่างไรก็ตาม การค้นหาของพวกเขาก็เป็นไปอย่างยากลำบาก แม้จะใช้จิตวิญญานสัมพัสพระเจ้าของฉาวจื่อหลาน แต่ในทะเลทรายของนี้พวกเขากเหมือนคนตาบอด โดยปราศทิศทางเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะหาทางออกพบ

ตอนนี้ ฉาวจื่อหลาน เหนื่อยล้าจนแทบหมดสติ

จนวันนี พวกเขาไม่รู้ว่าควรทำเช่นไร นอกจากเดินไปเรื่อยๆ จู่ๆ พวกเขาได้ยินคำรามที่น่าหวาดหวั่น ฉาวจื่อหลาน ที่มีประสามสัมพัสที่แหลมคมก็รู้สึกทันทีว่าบุคคลที่คำรามออกมานันคือใคร จากนั้นพวกเขาก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้น" ฮ่าๆๆ ในที่สุดเราก็พบเสียที ! "

กูหลินหลงตะโกนออกมา " แล้วเราจะรออะไรกันอยู่ ? เราควรจะออกเดินทางและไปฆ่ามันได้แล้ว "

พานโจว ยิ้ม พยักหน้า และกล่าวว่า " เราต้องเดินเป็นเวลานานในทะเลทรายเป็นเวลาเกือบครึ่งปี เฮ้อ ยิ่งเราฆ่าพวกตระกูลหยางได้เร็วเท่าไหร่ เราก็ยิ่งออกไปจากที่นี่ได้เร็วเท่านั้น "

" จะได้ออกไปจากที่นี่งั้นรึ ? " ฉาวจื่อหลานหัวเราะ ไปที่พานโจว " ข้าไม่รู้มาก่อนเลยว่าเจ้ามีของอัศจรรย์บางอย่างที่สามารถพาเราออกไปจากที่นี่ด้วย "

" ข้าไม่มี และนั่นก็คือเหตุผลที่เราไปหามัน มันเป็นคนแรกที่เขามายังสถานที่แห่งนี้ มันจะต้องรู้คำตอบแน่นอน " พานโจวเกาหัว แล้วพูดอย่างน้อบน้อม " มันไม่ใช่ ว่าพวกเราไม่เชื่อใจแม่นางฉาวหลอกนะ ข้าเชื่อว่าด้วยจิตวิญญานสัมพัสพระเจ้าของเจ้า ไม่ช้าก็เร็ว เราย่อมรู้ทางออกและไปจากทะเลทรายแห่งนี้ได้แน่นอน "

" แต่ข้าไม่คิดว่าเป็นเช่นนั้นนะ ... " ฉาวจื่อหลานส่ายหน้า พร้อมกับมีสีหน้าจริงจัง " สถานที่ ที่ฉื่อหยานอยู่นั้นร้อนเป็นอย่างมาก ข้าไม่คิดว่าทุกคนจะสามารถทนต่อความร้อนเช่นนั้นได้ แม้แต่ตัวข้าเองก็ไม่อยากจะไปที่นั่นเช่นกัน ข้านั้นมีสมบัติลับที่สามารถรับมือกับมันได้อยู่ และพวกเจ้าเองก็ควรตามข้ามาอย่างระวัง "

ใบหน้าของทุกคนเปลี่ยนไปทันที

หลังจากนั้น กู่หลินหลงและนักรบของนางก พยักหน้ารับอย่างเงียบๆและเริ่มที่จะเตือนคนอื่นระวัง โดยไม่พลีพล่ามไปข้างหน้า เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการถูกฆ่าตายโดยความร้อนจากพลัแสงอาทิตย์

หลังจากเตือนนักรบของตัวเอง พานโจว กู่หลินหลงและซูหยานซิงก็ไปยืนอยู่ด้านหลังฉาวจื่อหลานอย่างรวดเร็วและเคลื่อนที่ไปยังทิศทางที่ฉื่อหยานอยู่ .

หลังจากนั้นไม่นาน

ฉาวจื่อหลาน กู่หลินหลง ซูหยานซิง และพานโจวตอนนี้ก็อยู่ห่างจากตะวันกลั่นวิญญานห้าร้อยเมตร

แม้จะอยู่ห่างห้าร้อยเมตร , แสงดวงอาทิตย์ที่รุนแรงของตะวันกลั่นวิญญานก็ยังส่องสว่างมาที่พวกเขา ทำให้ทังสี่คนไม่สามารถมองเห็นฉื่อหยานได้อย่างชัดเจน หรือมิอาจรู้ได้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นที่นั่น

นักรบที่ติดตามมาไม่กล้าที่จะไปต่อ

ภายใต้ความร้อนของพลังแสงอาทิตย์ แม้จะเป็นนักรบในนภาที่สามของระดับปฐพีก็ไม่สามารถทนได้และ พวกเขาก็ลือกที่จะหยุด

มีเพียงทั้งสี่คนเท่านั้นที่กล้าที่จะเข้ามาใกล้ขนาดนี้ นั่นเป็นเพราะพวกเขาคือผู้นำของนักรบเหล่านั้น พวกเขาไม่เพียง แต่ได้รับการฝึกฝนที่พิเศษ แต่พวกเขายังมีสมบัติลับมากมายอีกด้วย ต้องขอบคุณบรรดาสมบัติลับและจิตวิญญานต่อสู้ของพวกเขา ที่สามารถทำให้พวกเขาสามารถยืนห่างจากตะวันกลั่นวิญญานได้ในระยะห้าร้อยเมตร

ร่างกายของพวกเขานั้นไม่ได้ถูกปรับแต่งด้วยเปลวไฟ แม้ว่า จะมีสมบัติลับ พวกเขาก็ทำได้เพียงจ้องมองในระยะห้าร้อยเมตรเท่านั้น พวกเขาไม่เหมือนฉื่อหยาน ที่มีพลังของเปลวเหมันเยือกแข็ง ที่ทำให้เขาสามารถเข้าไปใกล้กับตะวันกลั่นวิญญานได้และไม่ต้องกังวลด้วยว่าจะถูกเผาไหม้เป็นเถ่าถ่านโดยพลังแสงอาทิตย์

" ข้าไม่สามารถลืมตาได้เลย ! " กู่หลินหลงตะโกนออกมา

" นี้ … นี้เป็นเพราะตะวันกลั่นวิญญาน นี้ต้องเป็นตะวันกลั่นวิญญานที่อยู่ในใจกลางของระบบสุริยะแน่นอน หากเป็นดวงตาของคนธรรมดา เพียงแค่จ้องมองไปที่มันก็ทำให้ตาบอดแล้ว "

" ตะวันกลั่นวิญญาน ! " พานโจว ตกใจ "ถ้าคนของพรรคสามเทพมาที่นี่ พวกเขาจะไม่ตกอยู่ในความสุขอย่างบ้าคลั่งเพราะได้พบกับตะวันกลั่นวิญญานหลอกรึ ? "

" น่าเสียดาย พรรคสามเทพนั้นกำลังวุ่นวายอยู่กับการรับมือพวกเผ่าทมิฬ พวกเขาไม่สามารถเข้าร่วมการตามล่าตระกูลหยางกับเราในครั้งนี้ได้ เฮ้อ... นี่เป็นความผิดของพวกเขาเองที่ไม่มา ถ้านักรบจากพรรคสามเทพมาที่นี่ ด้วยจิตวิญญานแห่งดวงอาทิตจ์ของพวกเขา หากได้มาพบกับตะวันกลั่นวิญญานที่นี่หละก็ พวกเขาคงจะแข็งแกร่งขึ้นเป็นอย่างมา "

ซูหยานซิงค่อยๆหลับตา นางไม่อาจทนความร้อนอีกต่อไป

ฉาวจื่อหลาน ไม่ได้ตอบอะไร นางยืนเงียบๆส่งจิตวิญญานสัมพัสพระเจ้าออกไปเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ตรงนั้น

แต่ทันทีที่นางส่งจิตวิญญานสัมพัสพระเจ้าออกไป นางก็สัมพัสได้ว่าภายในตะวันกลั่นวิญญานได้ปลดปล่อยพลังออกมา และโจมตีมาที่จิตวิญญานสัมพัสพระเจ้าของฉาวจื่อหลานและสะท้อนมันกลับมาที่ร่างของนาง

"อั๊ก ! " ฉาสจื่อหลานที่ยืนอยู่ก็กระอีกเลือดออกมา ร่างกายที่สวยงามของนางพค่อยๆขยับถอยหลังไปสองสามก้าว ใบหน้าของนางกลายเป็นซีดเซียว และนางก็พูดออกมา " ห้ามส่งพลังออกไปเด็ดขาด ! มีบางอย่างที่แปลกประหลาดสะท้อนกลับมา "

" อัก ! "

" อัก ! "

สายเกินไป พานโจว และกู่หลินหลง พร้อมกับนักรบของพวเขากระอักเลือดออกมา และก้าวถอยหลังไปอย่างโซเซ

ซูหยานซิงก็ตกใจ นางนั้นกำลังจะส่งพลังของนางออกไป แต่นางหยุดและถอนกลับมาได้ทันเวลา

ฉาวจื่อหลาน นั้นเตือนช้าไปเสี้ยววินาที จึงทำให้พานโจวและกู่หลินหลงได้รับบาดเจ็บสาหัส พลังของพวกเขาถูกสะท้อนกลับมา โดยบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ในตะวันกลั่นวิญญาน

" ระวัง ! ! ! พวกเจ้าห้ามใช้พลังเด็ดขาด และห้ามลืมตาเป็นเวลานาน เพียงแอบเหลือบมองอย่างรวดเร็วแล้วปิดทันทีเท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากแสงที่ส่องมา " ฉาวจื่อลานรีบเตือนพวกเขา

" ไม่ดีแล้ว ! " ซูหยานซิงร้องออกมา

" เกิดอะไรขึ้น ? " พานโจว รีบถาม

" ฉื่อ…..ฉื….ฉื่อหยานกำลังมาทางนี้ ! " ซูหยานซิงก้าวถอยหลังด้วยความตใจ " ร่างของเขาเต็มไปด้วยพลังความร้อนที่รุนแรง และพลังความเย็นที่เย็นยะเยือก เกิดอะไรขึ้กันแน่ ? "

" อะไรนะ ! ? " ฉาวจื่อหลานก็ลืมตาขึ้นมาด้วยความหวาดหวั่น

ในสายตาของพวกเขา มีร่างๆหนึ่งกำลังพุ่งพร้อมกับแสงแดดเจิดจ้าที่ส่องมา ร่างนั้นกำลังพุ่งมาที่เขาอย่างรวดเร็ว , ร่างของเขาปลดปล่อยพลังสีแดงที่่ร้อนแรงและพลังสีฟ้าที่เย็นยะเยือกออกมา พลังสีแดงนั้นร้อนระอุเป็นอย่างมาก ส่วนพลังสีฟ้านั้นเยือกเย็นไปถึงขั่วกระดู พลังทั้งสองอย่างนี้แผ่กระจายไปทั่วทั้งร่างกายของเขา ดูเหมือนว่าพลังแต่ละชนิดกำลังประทะกันอย่างรุนแรง

อย่างไรก็ตาม ด้วยพลังทั้งสองที่ลอยอยู่รอบตัวเขา เขายังคงดูปกติดีและกำลังมุ่งมาที่พวกเขาอย่างรวดเร็วเหมือนกับสายฟ้้าฟาด ความเร็วของเขาเร็วขึ้นและเร็วขึ้นเรื่อยๆ

ไม่มีใครรู้ว่าทำไมกลุ่มพลังไฟแสงอาทิตย์ถึงได้พยายามลอยไปที่ร่างของเขา ถึงแม้ว่าร่างกายของจะพุ่งมาด้วยความรวดเร็ว พวกพลังไฟแสงอาทิตย์ก็ยังตามเข้ามาติดๆ

พลังความร้อนพุ่งมายังพวกเขารอยแตกของแผ่นดิน ราวกับว่ามันได้เผาผลาญทุกสิ่งที่ขวางเส้นทางของมัน

จนกระทั่งดวงตาทั้งสองของนางรู้สึกเจ็บปวดเป็นอย่างมา ฉาวจื่อหลาน ตระหนักได้ว่านางไม่สามารถยืนตรงนี้ได้อีกต่อไป ฉาวจื่อหลานรีบหันหลังกลับโดยไม่ลังเล และหนีไปด้วยความเร็วสูงสุดที่นางมี

" ถอยเร็ว ! "

พานโจว ที่กำลังรอคำสั่งอยู่ ก็พบว่า ฉาวจื่อหลาน ได้หายไปในพริบ

ด้วยความฉลาดของเขาเพียงเล็กน้อย ที่เห็นท่าทีของฉาวจื่อหลานเปลี่ยนไป เขาก็ไม่ลังเล และออกคำสั่งให้หลบหนีไปพร้อมับฉาวจื่อหลาน

ถึงแม้ว่าซูหยานซิงและกู่หลินหลง นั้นต้องการที่จะอยู่และต่อสู้ แต่เมื่อเห็นฉาวจื่อหลานหนีไป พวกนางก็รู้สึกได้ถึงอันตรายและหนีตามพานโจวไปอย่างรวดเร็ว

" พุชช ! "

ในเวลาเดียวกัน

ดาบสีแดงที่เป็นเหมือนเปลวไฟยาวสองเมตรและกว้าครึ่งเมตร ก็พุ่งออกมาจากตะวันกลั่นวิญญาน

ดาบทั้งเล่มถูกครอบคลุมด้วยสัญลักษณ์โบราณ มีดวงตาสีแดงอยู่บนใบดาบ เมื่อดาบพุ่งออกมา ดวงตาสีแดงก็ปล่อยแสงสีแดงที่ชั่วร้ายออกมา

จิตสังหารที่น่าหวาดหวั่นทะลัออกมาจากดาบสีแดง จากนั้นก็มีพลังระเบิดออมา พลังนี้เป็นเหมือนกับพายุทอร์นาโดที่รุนแรง , ที่กวาดล้างสิ่งมีชีวิตและมนุษย์ หรือทุกสิ่งทุกอย่างให้หายไปด้วยพลังของมัน .

ร่างบ้าคลั่งที่กำลังไล่ตามฉาวจื่อหลานและพานโจวอยู่นั้น เมื่อดาบปลดปล่อยจิตสังหารออกมา เขาก็หยุดลงและสติของเขาก็ลางเลือน จากนั้นเขาก็สลบไป

แหวนสายโลหิตที่อยู่บนนิ้วของเขาส่องแสงออกมากระทบกับดาบเล่มนั้น

นั่นทำให้เหล่าคนที่เห็นตกอยู่ในความประหลาดใจ

_______________________________________

ปัจจุบันเรื่องนี้แต่งไปจนถึงตอนที่ 1394 แล้วนะคะ มี 30 กลุ่ม แบ่งเป็นกลุ่มละ 50 ตอน หากสนใจอ่านติดตามได้ที่เพจด้านล่างเลยค่ะ

ติดตามข่าวสารต่าง ๆ ได้ที่เพจของเรา  >>GOS เทพเจ้าล่าสังหาร << ฝากกดไลท์กดแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้แปลด้วยครับ

จบบทที่ บทที่ 235 สมบัติวิเศษ ตะวันกลั่นวิญญาน

คัดลอกลิงก์แล้ว