เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 79 ผนึกแห่งความเป็นความตาย

บทที่ 79 ผนึกแห่งความเป็นความตาย

บทที่ 79 ผนึกแห่งความเป็นความตาย


บทที่ 79 ผนึกแห่งความเป็นความตาย

ในอาคารหิน

สีหน้าของฉื่อหยานเต็มไปด้วยความประหลาดใจ , และเขาก็โคจรพลังปราณลึกลับของเขาทั้งหมดเข้าไปในแหวนสายโลหิต อย่างไรก็ตาม เพียงแค่เวลาสั้นๆ เขาก็ต้องพบกับอุปสรรค์ครั้งใหม่ที่แหวนวงนั้น

มันมีม่านพลังเป็นสองชั้น และในที่สุดเขาก็สรุปได้ว่าแหวนวงนี้ต้องเป็นสมบัติลึกลับแน่นอน ภายในจะมีชั้นม่านพลังเพิ่มขึ้นทุกครั้งหลังจากทำรายม่านก่อนหน้านี้สำเร็จ

ครั้งแรกที่เขาทะลวงเข้าไปในแหวน , เขาได้รับวิธีการฝึกฝน ( บ้าคลั่งท่ ) และในครั้งนี้เขาได้ [ ผนึกแห่งความเป็นความตาย ] แหวนสายโลหิตนี่เป็นเหมือนผู้ชี้แนะวิชาต่างๆ ซึ่งจะมันจะแสดงผลออกมาก็ต่อเมื่อสามารถทำลายม่านพลังนั้นได้ เมื่อทะลวงม่านพลังนั้นได้ ก็จะพบกับวิชาลึกลับ

วิธีการฝึก [ ผนึกแห่งความเป็นความตาย ] ได้ชัดเจนและตราตรึงขึ้นลึกในจิตใจของเขา เช่นเดียวกับวิชา [ บ้าคลั่ง ] เมื่อเขาตั้งสมาธิไปที่ [ ผนึกแห่งความเป็นความตาย ] , วิธีการฝึกต่างๆก็จะปรากฏขึ้นในใจของเขา

ฉื่อหยานไม่ได้เข้าใจขั้นตอนการฝึก [ ผนึกแห่งความเป็นความตาย ] เหล่านั้นในทันที เขาเข้าใจเพียงแค่ภาพรวมของมันเท่านั้น เขาเข้าใจว่า [ ผนึกแห่งความเป็นความตาย ] มันเป็นวิชาพิเสษที่สามารถใช้ร่วมกับจิตวิญญานต่อสู้ลึกลับของเขาได้ !

เมื่อเขาใช้ [ ผนึกแห่งความเป็นความตาย ] , เขาจะสามารถกระตุ้นพลังงานด้านลบในเส้นชีพจรของเขาทุกเส้นได้ และพลังงานเชิงลบเหล่านั้นก็จะไหลต่อไปที่แขนซ้ายของเขาในรูปแบบพิเศษ , และมันก็จะสร้างเป็น [ ผนึกแห่งความตาย ] ที่เต็มไปด้วยพลังงานเชิงลบจำนวนมาก .

[ ผนึกแห่งความเป็นความตาย ] ยังมีวิธีลับที่สามารถกระตุ้นพลังปราณลึกลับในร่างกายเขาให้มันไหลเข้าไปในแขนด้านขวา และสร้างพลังอีกรูปแบบขึ้นมา ชื่อว่า [ ผนึกแห่งชีวิต ]

มือซ้ายเป็น [ ผนึกแห่งความตาย ] และมือขวาคือ [ ผนึกแห่งชีวิต ] เมื่อใช้ทักษะนี้ในการต่อสู้ พลังสองประเภทนี้ก็จะผสานกันเป็นหนึ่งและก่อเกิดเป็น [ ผนึกแห่งความเป็นความตาย ]

ความแข็งแกร่งของ [ ผนึกแห่งความเป็นความตาย ] ขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของพลังงานเชิงลบในร่างกายที่สัมพันธ์กับพลังปราณลึกลับ พลังที่แข็งแกร่งจะถูกปลดปล่อยออกมาเมื่อสร้าง ตราผนึกได้ถึง 49 ตรา

ในขั้นแรกจะมีตราผนึกทั้งหมด 7 ตรา มันจะช่วยเพิ่มระดับการบ่มเพราะและความแข็งแกร่งของวิชาให้ก้าวหน้าขึ้น จำนวนของตราประทับจะเพิ่มขึ้นเมื่อใช้ [ ผนึกแห่งความเป็นความตาย ] เท่านั้น

เมื่อระดับขั้นของมันเพิ่มขึ้นจำนวนตราผนึกที่สามารถสร้างได้ก็จะคูณขึ้นอีก 1 เท่า

ตามวิธีการฝึก [ ผนึกแห่งความเป็นความตาย ] เมื่อสามารถบรรลุได้ถึงขั้นที่ 7 ก็จะสามารถสร้างตราผนึกได้ทั้งหมด 49 ตรา และมันก็จปลดปล่อยพลังที่สามารถสะเทือนทั้งแผ่นดินออกมา .

และถ้าถ้าหากนำตราผนึกทั้ง 49 ตรา มาหลอมรวมกัน มันก็จะปลดปล่อยพลังมหาศาลที่ไม่มีสิ้นสุดออกมา มันสามารถบดทลายภูเขาสูงได้อย่างง่ายดาย !

อย่างไรก็ตาม วิธีการฝึกฝนของ [ ตราประทับของชีวิต ] ค่อนข้างยากที่จะเข้าใจนักและจะต้องใช้เวลาเป็นอย่างมากเพื่อที่จะฝึกฝนมัน

ก่อนที่เขาจะเข้าใจความหมายของคำโบราณเหล่านี้อย่างลึกซึ้ง ฉื่อหยานจึงไม่กล้าบุ่มบ่ามฝึกฝน [ ผนึกแห่งความเป็นความตาย ] นัก

เขาได้เรียนรู้จากเมื่อตอนที่ฝึกฝน [บ้าคลั่ง] แล้ว ว่าวิชาที่อยู่ในแหวนสายโลหิตนั้นไม่สมควรรีบร้อนฝึกและจะต้องรอบคอบอย่างมากหากต้องการจะฝึกมัน .

หลังจากคิดสักพัก ฉื่อหยานก็ตัดสินใจที่จะใช้เวลาของเขาเพื่อที่จะพยายามเข้าใจ วิธีการฝึกฝนผนึกเหล่านั้น

ฉื่อหยาน ค่อยๆลุกขึ้นยืน และเดินไปที่หน้าต่างพร้อมกับคื้วที่ขมวด และจ้องมองออกไปที่ทะเลสาบเทียมของตระกูลฉื่อ

ตอนนั้นเอง เขาก็เห็นร่างที่งดงามปรากฏขึ้นในสายตา

แววตาของฉื่อหยานประกายแสงประหลาดออกมา เขารู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างมาก เขาพึมพำออกมาเบาๆ " นางมาที่ตระกูลฉื่อทำไมกัน ? "

ห่างออกไป ที่ทะเลสาบเทียม เซี่ยซินหยานสวมผ้าคลุมปิดใบหน้านางอยู่ ทุกสัดส่วนของนางช่างดูงดงาม . เป็นฮันเฟิงที่เดินนำนางเข้าไปที่ประตูด้านหลังของห้องลับตระกูลฉื่อ

ฉื่อหยานประทับใจในตัวของเซี่ยซินหยานเป็นอย่างมาก เขาสามารถเห็นหญิงลึกลับผู้นี้ได้โดยมองจากที่ไกลๆ เขามั่นใจว่าใช่นางแน่นอน แต่เขาก็ต้องแปลกใจกับสิ่งที่เห็น

ฮันเฟิงเดินนำ เซี่ยซินหยางเข้าไปที่สวนด้านหลังอย่างเร่งรีบจากนั้นก็หายตัวเข้าไปที่ห้องลับ

จากนั้นก็มี ชิเสี่ยงและซั่วชูก้าวเดินตามเข้าไปอย่างเงียบๆ และหายไปในบานประตูเดียวกัน พวกเขาเข้าไปที่ห้องลับของตระกูลฉื่อ

หลังจากนั้น ฉื่อเจี้ยนก็เดินออกมาจากห้องหิน สายตาของเขาก็กวาดไปอาหารหินของฉื่อหยานและทันทีก็เริ่มก้าวเดินเข้ามา

ฉื่อหยานหัวใจของเขาตระตุก . เขาปิดหน้าต่างลงอย่างเงียบๆ และค่อยๆนั่งที่พื้นบนชั้นสามของหอคอยหิน เช่น เหมือนกับว่าเขากำลังฝึกฝนอยู่

" เป็นเพราะเจ้าเด็กนี่งั้นรึ ? " ซือเจี้ยนอย่างรวดเร็วก็ขึ้นมาที่ชั้นสามของอาคารหิน ทันทีที่เขาขึ้นมา เขาก็ถลึงตามองไปที่ฉื่อหยานแล้วถามออกไป

" สิ่งนั้นคืออะไร สิ่งนั้นคืออะไร ? " ฉื่อเจี้ยนดวงตาเปิดกว้างและถามออกไป

" ครึ่งชั่วโมงที่แล้ว มีพลังแปลกๆบางอย่างออกมาจากอาคารแห่งนี้ มันเป็นฝีมือของเจ้าใช่หรือไม่ ? เจ้าเด็กน้อยอธิบายมาให้ข้าฟังเดี๋ยวนี้ ! "

" ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน ข้าเพียงแค่นั่งทำสมาธิเช่นนี้อยู๋ นี่แล้วท่านหละรู้หรือยัง ข้าบรรลุถึงระดับมนุษย์แล้วนะ และข้ายังสามารถสัมพัสได้ถึงการไหลเวียนของพลังงานธรรมชาติอีกด้วย บางครั้งข้าก็บังเอิญสามารถควบคุบพลังธรรมชาตินั่นและทำให้เกิดเสียงสะท้อนขึ้นได้ " ฉื่อหยานยิ้มออกไปพร้อมกับเปลี่ยนเรื่องคุย

ฉื่อเจี้ยนขมวดคิ้วและเขาก็จ้องไปที่ ฉื่อหยาน สักครู่ในที่สุดก็แสยะยิ้มออกมา " เจ้าเด็กบ้า เจ้าคิดจะมีความลับกับข้างั้นรึ หึ ! เช่นนั้นก็แล้วไป ! แต่อย่าได้ทำอะไรมุทะลุจนมากเกินไปหละ และก็อย่าฝืนตัวเองให้มากนัก "

ในฐานะที่เป็นหัวหน้าตระกูล ฉื่อเจี้ยนรู้ได้ทันทีว่าฉื่อหยานไม่ได้พูดความจริงออกมา แต่เขาไม่อยากจะแทรกแซงเรื่องของฉื่อหยานนักน เมื่อเห็นว่าฉื่อหยาน สบายดี ฉื่อเจี้ยนก็ไม่คิดจะสืบสาวอะไรอีก

หลังจากครุ่นคิดสักครู่ ,ฉื่อเจี้ยนก็ บอกเขาเกี่ยวกับเรื่องที่คุบกับ เซี่ยซินหยาน ซั่วชู และ ชิเสี่ยว หลังจากที่อธิบานเสร็จ เขาก็กล่าวว่า "เมื่อถึงตอนนั้น ข้าจะให้ฮันเฟิงและกู่หลงไปกับเจ้าด้วย ครั้งนี้ เราไปเพื่อตรวจสอบจุดที่ประตูสวรรค์จะปรากฏเท่านั้น เพื่อจะได้เข้าใจสถานการณ์ เจ้าตะต้องศึกษามันให้ดีเพื่อที่จะรู้อะไรบางอย่าง จำไว้ อย่ารีบร้อนจรเกินไป ! ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นให้ชิเสี่ยว และแม่นางเซี่ยจัดการสะ ทั้งสองคนล้วนเป็นนักรบในระดับนภา พวกเขาแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก แต่ว่าพวกเขานั้นไม่ต้องการที่จะประมือกับอสรพิษเก้าหัวตรงๆ พวกเขาจะหลบหนีทันทีหากเห็นว่าพวกเจ้าปลอดภัย ! "

ฉื่อหยาน ก็แปลกใจ เขาไม่คิดว่าเซี่ยซินหยาน จะเป็นคนใจกว้างเช่นนี้ ไม่เพียงแต่ไม่ถือโทษโกรธชิเสี่ยวเรื่องที่ลอบโจมตี แต่นางยังไปตบตีตระกูลโม่เพื่อเรียกความสนใจผู้คนอีก ในตอนท้าย นางยังให้อภัยกับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั่น และยังคิดที่จะร่วมมือกับเราอีกรึ

นางต้องมีอะไรบางอย่างแน่ๆ !

ฉื่อหยานตาเป็นประกาย เขาแอบแปลกใจ และเขาขมวดคิ้ว เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วบอกว่า " อย่าได้กังวงเลย ข้าจะดูแลชีวิตของข้าเป็นอย่างดี เพราะข้ายังไม่อยากเสียมันไปตอนนี้ ข้าจะทำเพียงแค่สำรวจประตูสวรรค์เท่านั้น และไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับเจ้างูนั่นเด็ดขาด . "

"ดี ! เตรียมตัวให้พร้อม คืนนี้ตอนเที่ยงคืน เจ้าจะต้องออกเดินทาง เจ้า ฮันเฟิง และหู่หลงจะต้องแอบออกไป และไปพบกับซั่วฉื่อที่ ทางเข้าเมืองทางตอนเหนือของเมืองเทียนหยุน จำไว้ว่า เจ้าจะต้องระวังตัวให้มาก และ การสำรวจประตูสวรรค์เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และเจ้าเองก็สำคัญกับตระกูลฉื่อเป็นอย่างมาก ฉะนั้นเจ้าจงกลับมาอย่างปลอดภัยสะ "

" ข้าเข้าใจแล้ว "

. . . . .

ที่ตระกูลเป่ยหมิง

เป่ยหมิงชางกำลังนั่งอยู่ในชั้นที่ 7 ของศาลาเหมันต์ ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยพลังงานความเย็น มีชั้นของน้ำแข็งปกคลุมร่างกายของเขาอยู่ เป่ยหมิงชางตอนนี้ดูเหมือนรูปั้นน้ำแข็งเป็นอย่างมาก พร้อมกับใบหน้าของเขาที่เปลี่ยนไปมา

เป็น เป่ยหมิงเช้อ , หยินกุย และจิ่วฉานยืนอยู่พวกมันยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยสีหน้าจริงจัง

นอกจากพวกมันแล้ว ยังมี เป่ยหมิงเชีย ,ผู้เป็นบิดาของเป่ยหมิงเช้ออยู่ด้วย .

เป่ยหมิงเชีย ในนภาที่สามของระดับปฐพี มันมักจะดูแลกิจการที่อยู่นอกเมืองเทียนหยุน แต่หลังจากได้ยินเกี่ยวกับความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในเมือง เทียนหยุน มันก็รีบมาจากเมื่องเป่ยหลั่วเมื่อคืนทันที

หลังจากที่เป่ยหมิงชางได้ประมือกับเซี่ยซินหยาน มันก็เก็บตัวอยู่ในศาลาเหมันต์ตลอด และไม่ได้ออกมาเลยนับตั้งแต่นั้น

ยอดฝีมือในตระกูลเป่ยหมิงต่างก็กังวลเรื่องของเป่ยหมิงชางเป็นอย่างมาก พวกมันเฝ้าอยู่นอกศาลาเหมันต์ทั้งวันทั้งคืน เพราะว่ากลัวว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สำคัญนี้

หลังจากที่ผ่านไปเป็นเวลานาน , น้ำแข็งที่ปกคลุมอยู่บนร่างของเป่ยหมิงชางก็ค่อนๆล่วงหล่น

" ท่านพ่อ ! ! ! "

" ท่านปู่ ! "

เป็น เป้ยหมิงเชีย และเป่ยหมิงเช้อที่ตะโกนออกมา

เป่ยหมิงชางค่อยๆลืมตาขึ้นและหายใจออกมาเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาว จากนั้นมันก็กล่าวว่า " หญิงสาวนางนั้นช่างมีจิตวิญญานต่อสู้ที่แปลกประหลาดนัก นางใช้พลังชีวิตของนางแปลเปลี่ยนเป็นพลังปราณ และทันทีระดับของนางก็จะบรรลุถึงระดับนภา ทะเลไม่มีที่สิ้นสุดช่างเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างแท้จริง คงจะมีนักรบหลายพันที่อาศัยอยู่ที่นั่นและมีจิตวิญญานต่อสู้เช่นนี้อยู่"

" ท่านพ่อ อาการของท่านเป็นเช่นไรบ้าง ? " เป่ยหมิงเชียถามออกไปด้วยความกังวล .

เป่ยหมิงชางส่ายหัวและกล่าวว่า " เจ้าหานางพบหรือยัง ? "

" นางหายตัวไปอย่างลึกลับเมื่อคืน เราได้ออกตามหากันทั้งคืนแล้ว แต่ก็ไม่พบร่องรอยของนางเลย "

เป่ยหมิงเชีย เป็นกังวลเล็กน้อย มันลังเลสักพักแล้วจึงบอกว่า " และเมื่อเช้า นางก็พึ่งกลับไปที่ศาลาหมอก สายลับของเราบอกว่านางอยู่ในศาลาหมอกเพียงครู่เดียวเท่านั้น จากนั้นนางก็จากไปด้วยตัวคนเดียว ซึ่งเราเอวก็ไม่รู้ว่านางจะไปที่ใด . "

" เมื่อคืนนางนั้นได้รับบาดเจ็บรุนแรงยิ่งกว่าของข้านัก แต่เราไม่สามารถหานางเมื่อคืนได้ และตอนนี้เราได้พลาดโอกาสที่ดีที่สุดไปแล้ว . " เป่ยหมิงชางถอนหายใจออกมา แล้วกล่าวว่า " หากนางกล้าปรากฏตัวขึ้นเมื่อตอนเช้าอย่างที่เจ้าบอกหละก็ นั่นก็หมายความว่าอาการบาดเจ็บของนางคงใกล้จะหายแล้วสินะ เช่นนั้นเราไม่มีทางที่จะลงมือกับนางอีก ส่งคำสั่งของข้าออกไป อย่าได้ไปยุ่งกับศาลาหมอกเด็ดขาด”

" ข้าเข้าใจแล้ว "เป่ยหมิงเชียพยักหน้า แต่เขายังรู้สึกเสียใจเล็กน้อย " ในเมืองเทียนหยุนแห่งนี้เต็มไปด้วยสายลับของตระกูลเรา ข้าสงสัยจริงๆว่านางนั้นไปซ่อนอยู่ที่ใดเมื่อคืน หากเราหานางพบหละก็ ก็คงสามารถสังหารนางได้ไปแล้ว " .

" เราพลาดโอกาสนั้นไปแล้ว ดังนั้นเราจึงไม่สามารถทำอะไรกับมันได้อีก เราเพียงแค่ทำเรื่องของเราต่อไป. " เป่ยหมิงชางคิดบางอย่างได้ เขาครุ่นคิดแล้วพูดว่า " จับตาดูประตูเมืองทั้ง 4 ทิศไว้ ! ปล่อยอินทรีเมฆาในตระกูลทั้งหมดออกไป หากมีใครสักคนในตระกูลใหญ่ทั้งสี่กำลังจะออกจากเมือง ให้มาแจ้งข้าทันที "

" ท่านพ่อ ท่านกำลังจะทำสิ่งใดรึ ? "

" ติงหยานจะต้องตายแล้วอย่างแน่นอน และบางคนต้องได้แผนที่อีกส่วนไปแล้วแน่ , ไม่งั้น จะมีเหตุผลอะไร ที่จะมีคนไปช่วงชิงแผนที่อีกส่วนจากศาลาหมอกกัน”

เป่ยหมิงชางแสยะยิ้ม และกล่าวว่า " ตระกูลโม่เสียหายเป็นอย่างมากกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ โม่ตั่วได้ไปยั่วโมหนักรบในระดับนภา นางคงไม่ปล่อยเขาไว้แน่ เราเพียงแต่ต้องรออีก 2 วัน ถ้าตระกูลโม่ยังไม่ทำสิ่งใดในสองวันนี้ เป็นไปได้ว่าพวกมันจะถูกำจัดทันที”

" ใครจะเป็นคนลงมืองั้นรึ ? "

“หลายๆตระกูลที่ไม่อาจจะทนกับตระกูลโม่ได้ และต้องการจะให้ตระกูลโม่ล่มสลายหนะสิ”

เป่ยหมิงชาง หน้าบึ้ง และกล่าวว่า " เด็กสาวนั้นออกไปจากศาลาหมอกเมื่อเช้านี่ แปลว่านางต้องรู้อะไรบางอย่างแน่ บางทีตอนนี้แผนที่ทั้งสองอาจจะอยู่ที่เดียวกันก็ได้ จับตาดูศาลาหมอกไว้เช่นกัน เราต้องมองข้ามเรื่องระหว่างตระกูลโม่และตระกูลฉื่อไปก่อน กระจายสายลับทั้งหมดของเราออกไป ใน 3 วันนี้ ถ้ามีคนจากตระกูลใหญ่ทั้ง 4 ออกเมืองไปเมื่อใด ให้มารายงานข้าทันที "

" ขอรับ ! ! ! "––––––––––––––––––––––––

ห่างหายไปนานในการลงเว็ปนี้ ปัจจุบันเรื่องนี้แต่งไปจนถึงตอนที่ 1183 แล้วนะคะ หากสนใจอ่านติดตามได้ที่เพจด้านล่างเลยค่ะ

ติดตามข่าวสารต่าง ๆ ได้ที่เพจของเรา กดตรงนี้ >>GOS เทพเจ้าล่าสังหาร << ฝากกดไลท์กดแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้แปลด้วยครับ

จบบทที่ บทที่ 79 ผนึกแห่งความเป็นความตาย

คัดลอกลิงก์แล้ว