เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 69 จงเชื่อมั่นในตัวข้า !

บทที่ 69 จงเชื่อมั่นในตัวข้า !

บทที่ 69 จงเชื่อมั่นในตัวข้า !


บทที่ 69 จงเชื่อมั่นในตัวข้า !

 

ทั้งศิลาพระเจ้าทุกคนต่างก็เงียบสนิท เสียงของโม่ซานสะท้อนไปทั่วสนามประลอง

ฉื่อเจี้ยน ที่นั่งอยู่ใบหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความโกรธ เขาแทบอยากจะไปตรงกลางของสนามประลองและตบโม่ซานให้ตกตายไปสะ

ทุกคนจาก ตระกูลเป่ยหมิง หลิง และ ซั่ว ต่างก็มองไปที่ฉื่อเจี้ยนด้วยความเห็นใจ . นักรบหลายคนที่อยู่รอบสนามประลองต่างก็มองไปที่ฉื่อเจี้ยน ด้วยความเห็นอกเห็นใจเช่นกัน

ณ จุดนี้ ทุกคนต่างก็ได้เห็นถึงความแร้งน้ำใจของตระกูลโม่ และพวกเขาเองก็ยังรู้ว่าพวกตระกูลโม่ต้องใช้เล่ห์กลบางอย่างแน่ๆ

แต่นี่คืออะไร คือการประลองฝีมือ แต่ละฝ่ายก็ต้องการที่จะใช้วิธีการของตนเองทั้งนั้น และตราบใดที่พวกเขาไม่ได้ทำผิดกฏการประลองพวกเขาก็จะไม่ถูกลงโทษ  ไม่ว่าอย่างไร ผู้แพ้ก็ไม่มีสิทธิพูดออกมา

แม้ว่าตระกูลฉื่อจะไม่ชอบใจ แต่ตอนนี้ก็ไม่สามารถขัดแย้งสิ่งใดได้ และแน่นอนว่า เขาเองก็ไม่อยากไปสร้างความขุนมัวให้กับคนอื่นๆ

เวลานั้นเอง ฮันเฟิงก็เดินมาจากด้านหลังของตระกูลฉื่อและส่งกระดาษแผ่นหนึ่งให้กับฉื่อเจี้ยนและ เขาก็กล่าวว่า " นายท่านมีคนบอกให้ข้า นำสิ่งนี้มาให้ท่าน "

ฉื่อเจี้ยน พยายามควบคุมอารมณ์ของตัสเอง เขาชำเลืองมองไปที่โน้ต และสีหน้าของเขาก็พลันชะงัก

" รุ่นเยาว์จากตระกูลโม่ เอาพลังมาจาก เลือดของมังกรพิษที่จักวรรดิ์พรพระเจ้า เลือดนั่นจะช่วยให้พลังของมันแข็งแกร่งขึ้นเป็นเท่าตัวในช่วงเวลาสั้นๆ และเมื่อหมดฤทธิ์ พวกมันจะสูญเสียการบ่ทเพราะของพวกมันไปหนึ่งปี มันจะดีที่สุดสำหรับท่านหากไม่ไปต่อกรกับมันตรงๆ หรือมิฉะนั้นเจ้าจะต้องสูญเสียมากแน่นอน เจ้าเฒ่าที่ยืนอยู่ด้านหลังโม่ตั่วนั้นเป็นนักกลั่นสกัดชื่อว่า เซี่ยโช มันมาจากหุบเขามังกรพิษ ด้วยความจริงใจ จากมู่ชุน "

ฉื่อเจี้ยนมองตัวหนังสือบนกระดาษด้วยใบหน้าที่น่ากลัว ในที่สุดเขาก็รู้ว่าตระกูลโม่ทำสิ่งใด

เพื่อแค่ต้องการกำจัดตระกูลฉื่อ โม่ตั่วถึงกับต้องสละพลังปราณลึกลับของลูกหลานเลยงั้นรึ ในทางกลับกัน วิธีนี้กลับทำให้ ฉื่อเทียนลั่ว และ ฉื่อเทียนหยุน ต้องรักษาอาการบาดเจ็บนานถึง 3-5 ปี ช่างเป็นวิธีการที่โหดร้ายนัก !

สีหน้าของฉื่อเจี้ยนเปลี่ยนเป็นมืดมน เขามองไปที่ฉื่อหยานและตัดสินใจรอต่อไป

ถ้ามูซุน ไม่ได้ส่งข้อมูลนี้มา ฉื่อเจี้ยนอาจจะส่งฉื่อหยานลงไปสนามประลองแล้ว

และตอนนี้ ฉื่อเจี้ยนได้รู้ความจริงแล้วว่าตระกูลโม่นั้นได้รับพลังมาจากผลของเลือดมังกรพิษ และตอนนี้เองพวกมันก็พร้อมที่จะประลองในรอบต่อไปแล้ว , ฉื่อเจี้ยนจึงลังเล

โม่ซานนั้นอยู่ในนภาที่สามของระดับก่อตั้ง . แต่หลังจากที่ใช้ยาเลือดมังกรพิษ ความสามารถของมันก็จะอยู่ในระดับมนุษย์ทันที  แต่ว่า นักรบในระดับมนุษย์เองก็ไม่สามารถที่จะทำลายจิตวิญญานกายาแข็งในขั้นที่สองของฉื่อหยานได้เช่นกัน

ฉื่อหยานเองก็พึ่งหันมาฝึกวิชาเมื่อไม่นานมานี้ ดังนั้นฉื่อเจี้ยนจึงคิดว่าเขานั้นขาดประสบการณ์การต่อสู้จริงอยู่

และด้วยสถานการณ์เช่นนี้ ฉื่อหยานอาจจะถูกทำลายในการประลองก็เป็นได้ ฉื่อหยานนั้นได้รับสืบทอดจิตวิญญานแฝดและไม่บ่อยนักที่ตระกูลฉื่อจะให้กำเนิกเด็กที่มีจิตวิญญานแฝด ในอนาคตเขาต้องเหนือว่าเป่ยหมิงเช้อแน่นอน เขานั้นถือได้ว่าเป็นความหวังของตระกูลฉื่อเลยก็ว่าได้

ถ้าการประลองครั้งทำให้ฉื่อหยานบาดเจ็บสาหัสและไม่สามารถฝึกฝนได้ มันไม่เพียงแต่จะทำให้เขาบ่มเพราะช้าลง แต่เส้นทางแห่งความสำเร็จของเขาก็อาจจะหยุดอยู่ตรงนี้ตลอดไปก็เป็นได้

ยิ่งเขาคิดถึงผลได้ผลเสียเท่าใด ฉื่อเจี้ยนก็ยิ่งลังเล เขารู้สึกอยากจะปกป้องฉื่อหยานเป็ยอย่างมาก ถึงแม้ว่าเขาจะต้องอับอายก็ตาม

แล้วตอนนั้นเอง

ซั่วฉือก็เดินเข้ามาอย่างช้า ๆจากอีกด้านของตระกูลซั่ว พร้อมกับแบกถุงยักษ์มาด้วย

โดยรูปร่างที่งดงามของซั่วฉื่อทำให้รอบๆสนามประลองเกิดความไม่สงบขึ้นทันที หลายๆคนต่างก็มองมาที่ซั่วฉื่อ ด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยตัณหาไปที่ขาเรียวยาวของนาง

ในไม่ช้า ซั่วฉื่อก็มาถึงโต๊ะของตระกูลฉื่อ นางยืนอยู่อยู่ข้างๆ ฉื่อเจี้ยนและวางถุงลงบนโต๊ะ จากนั้นนางก็พูดเบาๆ " ท่านปู้ฉื่อ ปู่ของข้าบอกว่าให้นำเกาะเต่ามังกรมาให้กับท่าน เพื่อเอาชนะตระกูลโม่ ."

จากนั้นนางก็หันไปที่ฉื่อหยาน และพูดเบาๆว่า " เจ้าลงไปประลองสะ " .

หลังจากที่ซั่วฉื่อส่งสารจากตระกูลซั่วเสร็จแล้วนางก็เดินกลับทันที

เมื่อนางมาถึงที่ตระกูลซั่วของนาง ดวงตาคู่สวยของนางก็ยังคงมองไปที่ฉื่อหยานอยู่ คนจากตระกูลฉื่อที่อยู่รอบๆต่างก็รู้สึกเสียใจ

ไม่เพียง แต่คนเหล่านั้นไม่รู้เรื่องของฉื่อหยานเลย มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้ พวกเขาคิดว่านางคงสงสารฉื่อหยานที่พึ่งจะบรรลุในนภาที่สามของระดับก่อตั้ง จึงนำของมาให้ ,และเมื่อเทียบกับนักรบคนหนึ่งเช่นโม่ซานที่ฝึกฝนอย่างหนักมายี่สิบปีแล้วแน่นอนว่าพวกเขาต้องแข็งแกร่งกว่าฉื่อหยาน .

นอกจากนี้ ตระกูลโม่เห็นได้ชัดว่าเล่นสกปรก ดังนั้นตอนนี้จึงเกิดเป็นช่องว่างลึกที่เต็มไปด้วยความแค้นของทั้งสองตระกูล

" เกราะเต่ามังกร "

เมื่อฉื่อเจี้ยนเห็นเสื้อเกราะ เขาก็ตกใจเป็นอย่างมากมาก . แม้ว่าความเชื่อมั่นของเขากลับคืนมาบ้าง แต่เขาก็ยังคงลังเลนิดหน่อย เขาส่งกระดาษขอฉื่อหยานและพึมพัม " เฮ้อ . . . . . . . ปู่ ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน เจ้าตัดสินใจเองละกัน ถ้าเจ้าคิดว่ามันหนักหนาเกินไป . . . . . . . เช่นนั้นก็ยอมแพ้สะ”

เมื่อเขาพูดคำว่า " ยอมแพ้ " ออกไป เหมือนกับว่าอายุของฉื่อเจี้ยนได้ลดลงไปหลายปี

ฉื่อหยานยังคงดูเฉยชากับเรื่องแปลกประหลาดที่เกิดขึ้น เขาชายตามองไปที่แผ่นกระดาษ แต่ก็ไม่แสดงปฏิกิริยาใด ๆออกมา . เขายังสงบเหมือนเดิม เขาได้ตระหนักว่าตระกูลโม่ต้องใช้บางอย่างที่เป็นความลับอย่างแน่นอนอยู่แล้ว

ก่อนที่ฉื่อเจี้ยนจะพูดจบฉื่อหยานก็กระโจนออกไปและปรากฏอยู่กลางเวที และเขาพูดเบาๆ " ฉื่อหยาน จากตระกูลฉื่อ นภาที่สามในระดับก่อตั้ง โปรดชี้แนะ ! "

ในตอนนั้นเองก็เกิดเสียงรบกวนออกมาในฝูงชน !

เวทีเงียบสงัด จู่ๆ ก็เกิดเสียงดังกว่าตลาดที่อยู่ข้างถนน . หลายคนเอ่ยด้วยความตกใจ งงงวย เมื่อพวกเขามองไปที่ฉื่อหยาน

" เจ้าเด็กนี่เป็นใครกัน ? มันเป็นคนจากตระกูลฉื่อด้วยรึ "

" ใช่ ข้าไม่เคยพบเห็นเขาในการประลองใดๆเลย เขาเป็นนักรบของตระกูลฉื่อแน่หรือ "

" ฉื่อหยาน . . . ข้ารู้แล้ว มิใช่ว่าเขาคือคุณชายหยานของตระกูลฉื่อรึ เขาเป็นพวกชอบศึกษาตำราโบราณ และเขาเองก็ไม่เคยฝึกวิชาต่อสู้ ผมรู้มาแค่ว่าเขานั้นเอาแต่สร้างปัญหาให้กับตระกูล . "

" ไม่มีทาง ! ! ! เจ้าบอกว่าเขาไม่ได้ฝึกฝนวิชาต่อสู้งั้นรึ แล้วเหตุใดเขาจึงอยู่ในนภาที่สามของระดับก่อตั้งได้ ? "

" ใครจะไปรู้ล่ะ แต่ก็ว่าเถอะ ต่อให้เขาอยู่ในนภาที่สามของระดับก่อตั้ง จริงๆ ,แล้วเขาจะทำอะไรได้ ? เจ้าไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นตอนการประลองของโม่ฉีรึ เจ้านั่นอยู่ในนภาที่สองของระดับก่อตั้งเท่านั้น แต่มันกลับเอาชนะฉื่อเทีนนหยุนที่อยู่ในนภาที่สามของระดับก่อตั้งได้ . แล้วจะนับอะไรกับเจ้าคนที่ชื่อฉื่อหยานกัน บางทีมันเป็นเพราะฉื่อเจี้ยนไม่ต้องการที่จะอับอาย จึงส่งเขามาตายแทนมากกว่า "

" ถูกต้อง . . . . . . . เฮ้อ . . . ชาสงน่าสงสารนัก ที่จะต้องเสียสละเช่นนี้ .

" . . . . . . . "

รอบๆสนามเกิดเสียงนินทาขึ้นเต็มไปหมด ฉื่อหยานนั้นมีระดับบ่มเพาะเดียวกันกับโม่ซาน พวกเขาทั้งหมดคิดว่า ฉื่อเจี้ยนเพียงแค่ส่งเขามาเพื่อแก้ความอับอายเท้านั้น ส่วนผลการประลอง . . . . . . แค่มองดูก็ตัดสินได้แล้ว

ที่ตระกูลเป่ยหมิง เป่ยหมิงชางที่นังอยู่ข้างๆก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย มันหันศีรษะของมันไปที่นับรบที่อยู่ด้านข้าง “มันคือฉื่อหยานงั้นรึ ? ทำไมข้าถึงไม่เคยรู้เรื่องเกี่ยวกับมันเลย เมื่อไหร่กันที่ตระกูลฉื่อมีรุ่นที่สามที่อยู่ในนภาที่สามของระดับก่อตั้ง”

" ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน ตั้งแต่อายุยังน้อย ฉื่อหยานนั้นไม่ได้รับสืบทอดจิตวิญญานต่อสู้ ดังนั้น พวกเราจึงไม่ได้สังเกตุไปที่เขานัก ใครจะไปรู้ว่า จู่ๆเขา ก็ . . . . . . . "

" น่าแปลกนัก " เป่ยหมิงชางพยักหน้าแล้วเขาก็ขมวดคิ้ว

เป่ยหมิงเช้อสับสนนิดหน่อย จากนั้นก็มีประกายแสงแปลกๆปรากฏในดวงตาของมัน มันจ้องไปที่ฉื่อหยานสักพัก จากนั้นก็ตระหนักได้ว่า " เฮ้ ? ไม่ใช่ว่านั่นเป็นเด็กที่อยู่กับฮันจงในศาลาฤดูใบไม้ผลิงั้นรึ ? "

มู่หยู่เตี๋ยและตี่ย่าหลานยังคงจดจำได้ และค่อย ๆพยักหน้าพร้อมกัน และตี่ย่าหลานก็หันไปมองฉื่อหยานที่ถูกพูดถึงโดยหลายคนในรอบๆเวที สีหน้าของนางดูแปลกไป และนางก็พูดด้วยเสียงเบาๆ " เป็นเขางั้นรึ "

" เขาจะต้องตายแน่นอน " เป่ยหมิงเช้อส่ายหัวอย่างไม่สนใจ " ไม่ว่าโชคของมันจะดีแค่ไหน มันก็ไม่มีทางแข็งแกร่งกว่าโม่ซานแน่นอน มันจะต้องตายหรือไม่ก็พิการแน่ๆ "

โม่ตั่วเองก็สับสนสักครู จากนั้นเขาก็แสยะยิ้ม " ข้าไม่สนหลอกว่าเจ้าเด็กนี่จะมาจากไหน แต่ข้าไม่ต้องการที่จะเห็นหน้ามันอีก "

" ฉื่อหยานสวมมันสะ ! " ฉื่อเจี้ยนตะโกนในขณะที่ เขาชี้ไปที่เกราะเต่ามังกร ที่ซั่วฉือนำมาให้

" ไม่จำเป็น " ฉื่อหยานเพียงแค่มองผ่านๆเท่านั้น จากนั้นก็มองไปที่ฉื่อเจี้ยน และส่ายหน้า แล้วเขาก็ยิ้มให้ โมซาน " ในศาลาฤดูใบไม้ผลิ ข้าบอกเจ้าแล้วว่าเราจะได้พบกันอีกแน่ และเวลานั้นก็ได้มาถึง เจ้ายังอยากรู้อีกหรือไม่ว่าข้าเป็นใคร ? "

" ข้ารู้แล้ว " โมซานหัวเราะลั่น " เจ้าก็เป็นแค่คนที่มาเพื่อให้ข้าสังหารไงหละ ! ฮ่าๆ ตระกูลฉื่อนั้นไม่รู้จะส่งให้มาจริงๆแล้วงั้นรึ ถึงได้ส่งคนอ่านตำราโบราณมา ! ฮ่า ฮ่า ฮ่า ช่างน่าขันนัก "

ฉื่อหยานไม่แสดงความโกรธใดๆออกไป เขาดูเฉยเมยและยืนอย่างมั่นคง

" อะแฮ่ม ท่านหัวหน้าตระกูลฉื่อ ท่านจะต้องวางเดิมพันในครั้งนี้ . " ผู้อำนวยการยืนอยู่รอบโต๊ะ ตะโกนออกมา

" นายท่าน ! "

" นายท่าน ! "

" นายท่าน ! "

ที่หอคอยตระกูลฉื่อนักรบหลายคนตระโกนออกมา บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าพวกเขาไม่พอใจ

เมื่อพวกเขาได้ยินเรื่องของฉื่อหยาน ถึงแม้ว่าเขาจะอยู่ในนภาที่สามของระดับก่อตั้ง แต่นั่นมันจะต้องเสียเปล่าและก็เปล่าประโยชน์แน่นอน

ถ้าตระกูลฉื่อแพ้อีกครั้ง จะไม่เพียง แต่พวกเขาจะขายหน้าในการประลอง พวกเขาจะต้องสูญเสียการเดิมพันต่างๆของพวกเขาด้วยเช่นกัน และผลของการกระทำครั้งนี้ก็จะอยู่ตลอดไป

 

" พี่ใหญ่ ! ท่านไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ ! " ฉื่อเตี่ยพูดไปทางฉื่อเจี้ยนอย่างมั่นคง ขณะที่ยังคงถ่ายทอด พลังปราณลึกลับเพื่อรักษาฉื่อเทียนหยุน " พี่ใหญ่ ! ให้เราหลงเหลือความภาคภูมิใจเล็กน้อยนี้ไว้เถอะ เทียนลั่วและเทียนยุนได้พ่ายแพ้ไปแล้ว ท่านไม่จำเป็นต้องส่งฉื่อหยานไปอีก ! เราควรจากไปกันได้แล้ว พี่ใหญ่ "

ฉื่อหยานได้ยินคำพูดไร้สาระของฉื่อเตี่ยทุกคำ เขาหันกลับไปมองฉื่อเจี้ยนกล่าวอย่างใจเย็นและมุ่งมั่น " ท่านปู่ , โปรดเชื่อมั่นในตัวข้า ! "

" . . . . . . . ตกลง ! "

ฉื่อเจี้ยน , เลิกที่จะลังเลกและจ้องไปที่ฉื่อหยานอย่างมั่นใจ ด้วยเหตุผลบางอย่าง เขานั้นเลือกที่จะเชื่อในตัวฉื่อหยาน จากนั้นจู่ๆ เขาก็คำรามออกมา " เมืองวิหคอมตะ ตระกูลของเราขอเดิมพันอำนาจทั้งหมดที่มีอยู่ในเมือง ถ้าหากตระกูลโม่ พ่ายแพ้ ตระกูลของเราจะยึดครองอำนาจในวิหคอมตะทันที "

คำพูดเช่นนี้ทำให้เกิดความวุ่นวายในฝูงชนทันที ทุกคนเริ่มซุบซิบและพูดคุยอีกครั้ง

เมืองวิหคอมตะ เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในสมาคมการค้า และตระกูลฉื่อเองก็ได้ครอบครองเมื่องนี้มาหลายทศวรรษ ธุระกิจต่างๆในเมืองต่างก็มีชื่อของตระกูลฉื่ออยู่

อาจกล่าวได้ว่าการเมืองวิหคอมตะนั้นเป็นเมืองที่สำคัญที่สุดของตระกูลฉื่อ และตอนนี้เองฉื่อเจี้ยนก็ได้นำเมืองที่สำคัญที่สุดมาเดิมพัน นี่เขาบ้าไปแล้วงั้นรึ ?

" พี่ใหญ่ ! "

" นายท่าน ! "

ทุกคนในตระกูลฉื่อต่างก็มองไปที่ฉื่อเจี้ยนอย่างหมดศรัทธา พวกเขาต่างก็คิดว่าสิ่งที่ฉื่อเจี้ยนทำลงไปนั้นหนักหนาเกินไป

" อย่าได้พยายามเกลี้ยกล่อมข้า ข้าได้ตัดสินใจแล้ว ! " ฉื่อเจี้ยนพูดอย่างดื้อรั้น เขาหันกลับไปและแสยมยิ้ม " อนาคตของตระกูล จะรุ่งเรือง หรือ ล่มสลาย ก็อยู่ที่การเดิมพันครั้งนี้ ! "

ทุกคนในตระกูลฉื่อ และตระกูลเป่ยหมิง กับ ตระกูลหลิง ก็ตกตะลึง เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเองก็ไม่เข้าใจเช่นกัน

ซั่วชู งุนงงชั่วครู่แล้วถอนหายใจออกมาพร้อมกับพูดเบา ๆ " หากเจ้าทำเช่นนั้นจะไม่สามารถย้อนคืนได้แล้วนะ น้องฉื่อ "

" ตกลง ! " โมตั่วก็ยืนขึ้น แล้วตะโกนดังๆว่า " เจ้าห้ามกลับคำเด็ดขาด ! "

" เอาสิ ! " ฉื่อเจี้ยนหยิบเอาโฉนดมาจากกระเป๋าส่วนตัวของเขาและส่งมันไปให้ผู้ช่วยที่มากับเขา และเขาก็ตะโกนออกมาอย่างเย็นชา " โม่ตั่ว ข้าคิดว่าการเดิมพันของเจ้านั้นไม่เพียงพอ ! "

" งั้นข้าก็จะเพิ่มเดิมพัน เหมืองไปอีกสามแห่ง ! " โมตั่วหน้าบึ้ง แล้วพูดเยาะเย้ย " ไม่สำคัญว่าข้าจะเพิ่มเดิมพันเท่าใด หลังจากทั้งหมดนี่ ทุกๆอย่างก็จะตกเป็นของตระกูลโม่ทั้งหมด! "

ไม่นานนัก ผู้กำกับก็วางเดิมพันจากตระกูลโม่ลงบนโต๊ะ แล้วพลันคำรามออกมา " การประลองเริ่มได้ ! "

––––––––––––––––––––––––

ห่างหายไปนานในการลงเว็ปนี้ ปัจจุบันเรื่องนี้แต่งไปจนถึงตอนที่ 1183 แล้วนะคะ หากสนใจอ่านติดตามได้ที่เพจด้านล่างเลยค่ะ

ติดตามข่าวสารต่าง ๆ ได้ที่เพจของเรา กดตรงนี้ >>GOS เทพเจ้าล่าสังหาร << ฝากกดไลท์กดแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้แปลด้วยครับ

จบบทที่ บทที่ 69 จงเชื่อมั่นในตัวข้า !

คัดลอกลิงก์แล้ว