เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 67 การประลองของตระกูล

บทที่ 67 การประลองของตระกูล

บทที่ 67 การประลองของตระกูล


บทที่ 67 การประลองของตระกูล

 

วันต่อมา ณ ศิลาพระเจ้า

ในตอนเช้าตรู่  ขณะที่ท้องฟ้าก็ยังคงมืดสลัว นักรบในระดับต่างก็ได้รวมตัวกันอยู่ที่สนามประลอง

ในศูนย์กลางของศิลาพระเจ้า มีสนามประลองแห่งหนึ่ง ซึ่งมีขนาดกว้างร้อยเมตร เป็นบล็อกหินสีเขียวขนาดใหญ่ หินสีเขียวเหล่านี้ถูกซ้อนสูงขึ้นออกมาจากศูนย์กลางของสนามประลอง ดังนั้นมันจึงสะดวกอย่างสำหรับผู้ที่มาชม

ก่อนที่ตระกูลทั้งห้าจะมาถึง รอบๆสนามประลองที่เป็นหินสีเขียว เต็มไปด้วยฝูงชนที่มารอดูการประลองของตระกูลทั้งห้า

เมื่อดวงตะวันเริ่มขึ้นและสาดแสงกระทบกับพื้น นักรบจากตระกูลทั้งห้าก็เริ่มเข้ามาที่งานประลองจากทุกทิศเมืองเทียนหยุน

เป็นฉื่อหยานที่เดินตามฉื่อเจี้ยนมา . ก่อนที่พวกเขาจะเข้ามาที่ศิลาพระเจ้า พวกเขาก็เห็นฝูงชนจำนวนมากแออัดอยู่

คนเหล่านี้เกือบทั้งหมดเป็นนักรบ และส่วนใหญ่อยู่ในระดับ เริ่มต้น ก่อตั้งหรือมนุษย์ และยังมีบางส่วนที่อยู่ในระดับ หายนะ กับ ปฐพี อีกด้วย

นักรบในระดับ หายนะ หรือ ปฐพีเหล่านี้ไม่ได้สนใจในการประลองก่อนหน้านี้นัก แต่ว่าการประลองระหว่างตระกูลทั้งห้านั้นสำหรับพวกเขามันน่าชมเป็นอย่างมาก

ในบล็อกหินสีเขียวที่อยู่รอบๆสนามประลองจะเห็นได้ว่ามีนักรบหลายคนกำลังกระซิบกันอยู่

นักรบส่วนมากที่แบกดาบหนักและขวานสงครามอยู่ตลอด พวกเขานั้นเป็นทหารที่ออกมาจากป่าทมิฬ ในสี่วันก่อนหน้านี้พวกเขานั้นไม่ได้ปรากฏตัวออกมา แต่วันนี้พวกเขากลับมายืนรอกันแต่เช้า

เมื่อคนจากตระกูลฉื่อปรากฏตัวในศิลาพระเจ้า นักรบที่อยู่ในศิลาพระเจ้าต่างก็เริ่มพูดคุยและหลีกทางให้เดิน

ตระกูลฉื่อนั้นไม่ได้เดินเข้ามายังกลางสนามประลองในทันที แต่กลับหันไปมองที่ทางเข้าของศิลาพระเจ้า และพูดบางอย่างกันเบาๆ

ตระกูลโม่ นั้นนำมาโดย โม่ตั่ว พวกมันทั้งหมดเดินมาที่สนามประลองด้วยสีหน้าที่น่ากลัว

ฉื่อเจี้ยน สูดลมหายใจเข้า .และทำหน้ามุ่ย เขาไม่ได้พูดอะไรออกมา จากนั้นก็เดินนำตระกูลฉื่อเข้าสู่สนามประลอง

คราวนี้ตระกูลทั้งห้าจะไม่ได้ดูการประลองอย่างห่างไหลที่หอคอยหินของตนอีกแล้ว แต่พวกเขาจะได้อยู่ดู ใกล้ๆกับสนามประลองเพื่อที่จะสามารถสังเกตุรายละเอียดทุกอย่างได้ฉัดเขน เช่นนั้น พวกเขาจึงเลือกเดินไปที่แถวหน้าข้างๆกับสนามประลอง

ในแต่ละด้านของสนามประลองหิน จะมีระเบียงที่ถูกสร้างขึ้นไว้สำหรับพวกเขา

เมื่อคนที่กำลงรอคอย เห็นฉื่อเจี้ยนเดินมา , ทันทีที่พวกเขาก็ยิ้มและพูดอย่างอ่อนน้อม " นายท่าน เชิญทางนี้ "

ฉื่อเจี้ยน พยักหน้า และเขาก็ตามไปด้านข้างของสนามประลอง และนั่งบนเก้าอี้หิน

ที่นั่งตรงนี้ต่างจากที่นั่งอื่น เพราะว่าจะมีอาหารอร่อยและสุราชั้นเลิศถูกนำมาเสริฟบนโต๊ะหินสำหรับฉื่อเจี้ยนและคนในตระกูล ในช่วงเวลาสั้น ๆ โม่ตั่วก็มาถึง มันนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับตระกูลฉื่อ

หลังจากโม่ตั่วนั่งลง มันก็มองไปรอบๆ ไม่มีใครรู้ได้ว่า มันกำลังคิดอะไรอยู่

เมื่อแสงของดวงอาทิตย์ส่องสว่างลงมา , ตระกูลซั่วและตระกูลหลิงก็มาถึง เมื่อซั่วชูมาถึง ที่นั่งของเขาถูกจัดเตรียมไว้ข้างๆกับตระกูลฉื่อ

ซั่วชู นั่งลงแล้วค่อย ๆพยักหน้าให้กับฉื่อเจี้ยน โดยบอกเป็นนัยๆว่า เรื่องของศาลาหมอกทุกอย่างกำลังไปได้สวย พวกเขาส่งสัญญานกันอย่างเงียบๆ

ตระกูลหลิงนั้นเป็นพันธมิตรกับตระกูลโม่ โดยธรรมชาติแล้ว พวกเขาจะถูกจัดให้นั่งด้วยกัน

เมื่อหลิงเชาฟงมาถึง มันก็ยิ้มขณะที่เดินอยู่ข้างๆตระกูลโม่ มันพยามจะหาโอกาสพูดคุยกับโม่หยานหยูที่อยู่ข้างๆโม่ซานที่กำลังมีสีหน้ามืดมน .

โม่ช่าวเกอ ที่หายตัวไปนั้น เป็นบิดาของโม่ซาน .  มันไม่รู้ว่าตอนนี้บิดาของมันถูกซ่อนอยู่ที่ใด จิตใจของมันจึงเต็มไปด้วยความโกรธอย่างมากมายในตอนนี้ มันนั้นเฝ้ารอเวลานี้มานาน เวลาที่จะล้างแค้นในการประลอง

เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นสูงเหนือท้องฟ้า เป่ยหมิงชางก็มาถึงพร้อมกับยอดฝีมือของตระกูลเป่ยหมิ่ง

สีหน้าของ เป่ยหมิงชางนั้นดูเยือกเย็นและรอบๆตัวมัน ก็สามารถสัมพัสได้ถึงบรรยากาศที่หนาวเย็นได้อย่างชัดเจน ไม่ว่ามันจะไปที่ใด นักรบ ในสมาคมการค้าทั้งหมดต่างก็คารวะและเปิดเส้นทางให้กับมัน

ข้างหลังของมันนั้น ตามมาด้วยเป่ยหมิงเช้อที่ดูหยิงพยอง พร้อมกับมู่หยู่เตี๋ย และตี่ย่าหลานที่กำลังเดินตามมา

ผู้ที่จัดที่นั่งนั้นเป็นข้ารับใช้ของตระกูลเป่ยหมิง และเมื่อเห็นเจ้านายของมันมา มันก็ย่อมเชิญอย่างน้อบน้อมไปยังที่นั่งที่ดีที่สุด เป่ยหมิงชางและเป่ยหมิ่งเช้อ ต่างก็นั่งทันที จากนั้นก็บอกให้ข้ารับใช้นำอาหารและสุรามาเสริฟ

ทั้งคุณภาพและปริมาณของอาหารของมันนั้นดูหรูหรามากกว่าตระกูลทั้ง 4 อย่างชัดเจน นั่นย่อมต้องแสดงให้เห็นว่าตระกูลเป่ยหมิงนั้นยิ่งใหญ่ที่สุด และไม่มีใครทัดเทียมได้

หลังจากที่ตระกูลทั้งห้าได้ที่นั่งของตนแล้ว เป่ยหมิงชางจึงพูดออกมาอย่างเรียบเฉยว่า " กฎก็จะเหมือนเดิมกับทุก ๆ ปี และข้าเองก็ไม่อยากจะพูดอะไรมาก การประลองฝีมือนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นการเชื่อมความสัมพันธุ์และแลกเปลี่ยนวิชากันเท่านั้น ข้าหวังว่าพวกเจ้าทุกคนจะสามารถยับยั้งตัวเองให้มากที่สุด และข้าก็หวังอย่างยิ่งว่าจะไม่มีใครตายในครั้งนี้ .

 

หัวหน้าตระกูลทั้งสี่ต่างก็พนักหน้าเบาๆ

เป่ยหมิงชางมองไปรอบๆ ดวงตาของมันจ้องมองลึกไปที่โม่ตั่วและ ฉื่อเจี้ยน , และกล่าวว่า , " เอาหละมาเริ่มการประลองกันเถอะ พวกเจ้าสามารถที่จะเดิมพันด้วยสิ่งของจากตระกูลของพวกเจ้าได้เช่นกัน ใครจะเริ่มเป็นคู่แรก ? "

" เจ้า ! " โม่ตั่วตะโกนขึ้น

โม่หยานหยู ที่ยืนอยู่ในกลุ่มนักรบของตระกูลโม่ก็เดินลงไปที่สนาม แววตาของนางดูสงบและเยือกเย็น นางมองไปยังทิศทางของตระกูล ฉื่อ และนางก็กล่าวว่า " ข้ามาจากตระกูลโม่ โม่หยานหยู , อยู่ในนภาที่สองของระดับก่อตั้ง มีใครต้องการจะสั่งสอนข้าหรือไม่ ? "

" เราจะเดิมพันด้วยโฉนดที่ดิน ของ เหมืองหิมะโปรย กับ เหมืองทราย " โม่ตั่วหน้าบึ้ง และสูดลมหายใจเข้าลึกๆ .

จากนั้นก็มีนักรบของตระกูลโม่หยิบเอาโฉนดออกมาจากมือของมัน และวางไว้บนโต๊ะกลมที่อยู่ข้างๆสนามประลองใกล้ๆกับตระกูลเป่ยหมิง มันเป็นโต๊ะที่ถูกสร้างขึ้นสำหรับการเดิมพัน

"ข้าเดิมพัน โฉนด เมืองอาทิตย์อัสดงและเส้นทางถนนตงกวน " ฉื่อเจี้ยน สูดลมหายใจเข้า และเขาก็หยิบเอาแผ่นกระดาษสีเหลืองขึ้นมาจากกระเป๋าผ้าของเขาสามแผ่นและส่งมันไปให้กับข้ารับใช้ข้างๆ

เมื่อแผ่นกระดาษสีเหลืองสามแผ่นถูกไปวางบนโต๊ะกลม ฉื่อเจี้ยน ก็พูดขึ้นมาอย่างเย็นชา " เทียนลั่ว เจ้าออกไป "

ฉื่อเทียนลั่วขยับร่างกายสักครู่ จากนั้นเขาก็เดินลงไปยังสนามประลอง และกล่าวชื่อของตน " ข้ามาจากตระกูลฉื่อ ฉื่อเทียนลั่ว , อยู่ในนภาที่สองของระดับก่อตั้ง โปรดชี้แนะ "

" ตระกูลโม่ โม่หยานหยู ! ตระกูลฉื่อ ฉื่อเทียนลั่ว ! ทั้งสองคู่อยู่ในนภาที่สองของระดับก่อตั้ง . พวกท่านแน่ใจใช่หรือไม่ ที่จะให้เขาทั้งสองประลองกัน ? " ผู้กำกับร่างผอมยืนอยู่ข้างๆโต๊ะ ตะโกนออกมา

เมื่อเขาเห็นทั้ง ฉื่อเจี้ยน และโม่ตั่วพยักหน้า เขาก็พูดออกมาทันที " เช่นนั้น การประลอง เริ่มได้ ! ! "

" บีช บีช บีช ! "

ปรากฏเป็นเส้นสายฟ้าสีเขียวไหลออกจากนิ้วมือทั้งสิบของโม่หยานหยู่ สายฟ้านั่นเคลื่อนไหวอย่างลื่นไหลเหมือนกับอสรพิษและมันก็ชะลอตัวลงช้าๆและค่อยๆขยายใหญ่ขึ้นด้านหน้าของนาง

ตอนนี้ โม่หยานหยู ดูเหมือนกับว่าถูกล้อมไปด้วยสายฟ้า

เส้นสายฟ้าสีเขียวที่อยู่บนนิ้วบางของนาง ก็ค่อยหนาขึ้นๆ และกลายเป็นแส้ยาวขนาดห้าเมตร

หลังจากที่สายฟ้าได้กลายเป็นแส้ มันได้มีขนาดเกือบเท่ากับแขนของคน แส้สายฟ้าส่องแสงออกมาบดบังสายตาของผู้คน และมันยังส่งลำแสงกระแสไฟฟ้าที่แข็งแกร่งกระจายออกไปทุกที่

" เปี๊ยย เปี๊ยย ! "

โม่หยานหยูสบัดแส้ของนางออกไป จากนั้นมันก็ปรากฏเป็นสายฟ้าฟาดรูปมังกรพุ่งออกไป และเกิดเป็นเสียงฟ้าผ่าดังสนั่นขึ้นอย่างรุนแรง นางฟาดแส้ไปที่ฉื่อเทียนลั่ว .

" เปี๊ยย เปี๊ยย เปี๊ยย เปี๊ยย ! "

สายฟ้าส่งลำแสงกระจายไปทั่วอากาศพร้อมกับส่งเสียงแปลกๆออกมา และเมื่อกระแสไฟฟ้าได้กระจายไปทั่ว นักรบหลายคนที่กำลงชมอยู่ก็ตกตะลึง ด้วยสัญชาตญาณของพวกเขา พวกเขาจึงโคจรพลังปราณลึกลับของตัวเองมาป้องกัน

ในตอนนั้นเอง ผิวของฉื่อเทียนลั่วก็กลายเป็นสีเทา ; นั่นย่อมเป็นจิตวิญญานกายาแข็งของตระกูลฉื่ออย่างแน่นอน และตอนนี้ เขาก็พร้อมรับมือแล้ว

เมื่อเห็นแส้สายฟ้ากำลังจะมาถึง หน้าฉื่อเทียนลั่วก็กลายเป็นเคร่งเครียดมากขึ้น ทันใดนั้น เขาก็ตะโกนออกมาอย่างเสียงดัง และปลดปล่อยพละกำลังขนาดที่สามารถทลายภูเขาได้ออกมา

" [ จารึกกายาหิน ] "

ร่างของฉื่อเทียนลั่วยืนอย่างมั่นคงเหมือนภูเขา ขาของเขาดูราวกับว่าพวกมันได้จมลึกลงไปภายใต้ผิวโลก หลังจากการกลายเป็นหิน พลังป้องกันทางกายภาพของเขาก็จะมากขึ้น เช่นนั้นเขาจึงยื่นมือของเขาออกไปและจับไปที่สายฟ้าที่ฟาดเข้ามา

" เปี๊ย เปี๊ย ! "

เมื่อฉื่อเทียนลั่วยืนมือออกไป สายฟ้าก็พันไปรอบๆแขนข้างซ้ายของเขา และสายฟ้าที่น่ากลัวจำนวนมากก็ได้ไหลเข้าสู่ร่างกายของฉื่อเทียนลั่วทันที .

" อ๊ากกก ! ! "

ฉื่อเทียนลั่วร้องลั่นออกมา , เขาโคจรพลังปราณลึกลับของเขาจากร่างกายของและให้มันไหลเข้าไปในแขนซ้ายของเขาเพื่อให้มันกลายเป็นหินและยับยั้งกระแสไฟฟ้าที่บุกรุกเข้ามาในร่างกายของเขาอย่างรวดเร็ว

นี้เป็นการใช้ประโยชน์จากจิตวิญญานกายาแข็งได้ดี ถึงแม้ว่าตอนนี้มือซ้ายของฉื่อเทียนลั่วจะปวดและชา แต่เขาก็ไม่ได้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบมากนัก . หลังจากที่เขาปรับสภาพให้ทนต่อกระแสไฟฟ้าได้ เขาก็วิ่งไปที่โม่หยานหยูอย่างรวดเร็วเหมือนกับดาวตก เขาเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วจนเห็นเป็นร่างเงา

จิตวิญญานกายาแข็งของตระกูลฉื่อนั้นจะแสดงประสิทธิภาพได้เต็มที่ก็ต่อเมื่อมีการต่อสู้ระยะประชิด และถ้านักรบจากตระกูลฉื่อสามารถเข้าประชิดศัตรูได้หละก็ มันก็จะเกิดเรื่องที่น่ากลัวขึ้นกับศัตรู

เมื่อเห็นว่าฉื่อเทียนลั่วพุ่งมาที่นางอย่างดุดัน  โม่หยานหยูสบัดแส้สายฟ้าในมืออีกครั้งและไม่ได้หลบไปไหน ใบหน้าที่งดงามของนางกลับกลายเป็นน่ากลัว

ในเวลาเพียงแค่สองวินาที โม่หยานหยูใบหน้าที่อมชมพูของนาง ก็เปลี่ยนเป็นขาวซีดเหมือนกระดาษ เหมือนกับว่านางกำลังป่วยอยู่และใบหน้าของนางนั้นปราศสะจากเลือดไหลเวียน

และในตอนนั้นเอง , นางก็เร่งการไหลเวียนพลังปราณลึกลับของนางให้หมุนวนสามรอบอย่างรวดเร็ว !

ในทันทีพลังปราณเหล่านั้นทั้งหมดก็ถูกปลดปล่อยออกมาจากร่างของนาง

" แย่แล้ว ! " ฉื่อเจี้ยนคิดอยู่ในใจ หัวใจของเขาหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม เขารู้ดีว่า ฉื่อเทียนลั่วนั้นมีโอกาสที่จะพ่ายแพ้การะประลองในครั้งนี้

โม่หยานหยู ถึงแม้นางจะเป็นนักรบที่อยู่ในนภาที่สองของระดับก่อตั้ง แต่พลังปราณลึกลับของนางที่แสดงออกมานั้นกลับแตกต่างออกไป และตอนนี้มันก็เหมือนกับว่านางได้ดึงพลังบางอย่างที่ไม่ใช่ของนางมาใช้

พลังปราณลึกลับของนางนั้นแข็งแกร่งอย่างมาก อาจเทียบได้กับ นภาที่สามในระดับก่อตั้ง เลยก็ว่าได้

เพราะสิ่งนี้ จึงทำให้นางนั้นไม่ได้เกรงกลัวต่อจิตวิญญานกายาแข็งเลย

และในตอนนั้นเอง !

ทันทีที่ฉื่อเทียนลั่วได้บุกไปด้านหน้าของโม่หยานหยู ก่อนที่เขาจะลงมือโจมตีใด ๆ โม่หยานหยูก็ปลดปล่อย [ คมเสี้ยวมรกต ] ออกมาอย่างรุนแรง

[ คมเสี้ยวมรกต ] แต่ละอันที่ถูกปลดปล่อยออกมานั้นมันมีขนาดใหญ่เต็มวง และมันก็ดูแข็งแกร่งกว่าเดิมเป็นสามเท่าจากตอนที่นางใช้กับฉื่อหยาน !

ปรากฏ [ คมเสี้ยวมรกต ] ออกมาจำนวนเจ็ดอัน มันถูกปลดปล่อยออกมาจากมือของนางอย่างรวดเร็ว และมันก็พุ่งไปยังฉื่อเทียนลั่วที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว

" ตูม ตูม ตูม ตูม ตูม ตูม ตูม ! "

[ คมเสี้ยวมรกต ] ทั้งหมดเจ็ดอันจู่โจมไปที่ฉื่อเทียนลั่วโดยตรง มันได้กระแทกไปที่หน้าอกของเขา เกิดระเบิดขึ้นเจ็ดครั้งและส่งให้ฉื่อเทียนลั่วกระเด็นลอยไปในอากาศ

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า [ คมเสี้ยวมรกต ] นั้นรุงแรงเป็นอย่างมาก และมันก็เป็นสิ่งที่จิตวิญญานกายาแข็งในขั้นแรกไม่สามารถรับมือได้

ขณะที่ฉื่อเทียนลั่วกำลังลอยอยู่กลางอากาศ เลือดของเขาก็ไหลท่วมตัว

" ตุบ ! " ร่างของฉื่อเทียนลั่วกระเด็นและร่วงลงมาอยู่ต่อหน้าฉื่อเจี้ยนโดยห่างกันเพียงสามเมตร ปรากฏเป็นเลือดจำนวนมากที่ไหลออกมาจากหน้าอกที่ปูดบวมของเขา นั่นดูก็รู้ได้เลยทันทีว่า เขาต้องบาดเจ็บสาหัสแน่นอน

" มาช่วยเขาเดียวนี้ ! "

แววตาของฉื่อเจี้ยนลุกเป็นไฟ หลังจากนั้นเขาก็ ถอนหายใจออกมาด้วยความโกรธ ร่างที่แข็งแกร่งของเขากำลังสั่นเบาๆ

ยอดฝีมือไม่กี่คนจากตระกูลฉื่อนั้นได้เตรียมตัวไว้อยู่แล้ว เมื่อมีคำสั่งพวกเขาก็ขึ้นไปและรีบรักษาฉื่อเทียนลั่ว พวกเขารีบให้ยาต่างๆเพื่อช่วยชีวิตของเขาทันที

ฉื่อเตี่ยจิกนิ้วของเขาลงไปที่เก้าอี้หิน ที่เขานั่งอยู่  เขานั่งนิ่งไม่ขยับไปไหน มีเพียงดวงตาของเขาเท่านั้นที่เต็มไปด้วยความเกลียดอย่างไม่มีที่สิ้นสุด กำลัง จ้องไปที่โม่ตั่วที่อยู่ห่างไกลออกไป

โม่ตั่วเองก็รู้สึกโกรธเช่นกัน เขาจึงมองกลับมาที่ฉื่อเตี่ย .

" โม่หยานหยู ชนะ ! ตระกูลโม่ ได้ชนะในการเดิมพันในครั้งนี้ เราจะเริ่มการแข่งขันครั้งต่อไปทันที "

ในช่วงเวลาเดียวกัน ก็มีเสียงไร้อารมณ์ของผู้กำกับดังขึ้นจากอีกฟากหนึ่งของโต๊ะกลม

––––––––––––––––––––––––

ห่างหายไปนานในการลงเว็ปนี้ ปัจจุบันเรื่องนี้แต่งไปจนถึงตอนที่ 1183 แล้วนะคะ หากสนใจอ่านติดตามได้ที่เพจด้านล่างเลยค่ะ

ติดตามข่าวสารต่าง ๆ ได้ที่เพจของเรา กดตรงนี้ >>GOS เทพเจ้าล่าสังหาร << ฝากกดไลท์กดแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้แปลด้วยครับ

จบบทที่ บทที่ 67 การประลองของตระกูล

คัดลอกลิงก์แล้ว