เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 38 วิชาระดับวิญญาน

บทที่ 38 วิชาระดับวิญญาน

บทที่ 38 วิชาระดับวิญญาน


บทที่ 38 วิชาระดับวิญญาน

 

ภายในถ้ำ ร่างศพถูกซ้อนกันเป็นกองพะเนิน และพลังปราณลึกลับของพวกมันก็เหือดแห้งไป

ภายใต้การทำงานจิตวิญญานต่อสู้ของฉื่อหยาน ร่างกายพวกมันไม่เพียงจะไร้ซึ่งพลังปราณลึกลับ แต่เลือดในร่างของมันก็เริ่มที่จะแข็งตัวเช่นกัน

ด้วยเลือดของพวกมันที่กำลังแข็งตัวขึ้น ทำให้กลิ่นคาวเลือดที่อยู่ในถ้ำไม่รุนแรงเหมือนก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม ฉื่อหยาน ก็ยังไม่พอใจกับมันนัก

หลังจากที่คิดขึ้นมาได้ เขาก็รีบหยิบซองผงยาจากกระเป๋าของเขาและพ่นไปทั่วถ้ำโดยไม่ลังเล

ผงสมุนไพรนี้ถูกเรียกว่า " ผงชำระล้าง " ซึ่งสามารถดูดซับพลังงาน และขจัดเสษคราบเล็กๆน้อยๆที่อยู่ในอากาศ รวมทั้งสารพิษ และควันพิษได้

หลังจากใช้ " ผงชำระล้าง " เพียงห่อเดียว กลิ่นเลือดที่ยังหลงเหลืออยู่ในถ้ำพลันหายไปอย่างน่าอัศจรรย์

หลังจากที่ขจัดกลิ่นเลือดในอากาศให้หมดไปแล้ว , " ผงชำระล้าง " ได้กลายเป็นจุดสีแดงๆเล็กๆที่ดูเหมือนหยดเลือด , และจุดเล็กๆเหล่านั้นค่อยๆกลายเป็นเซลและซึมลงไปในดิน

" ข้าจะหาของที่ซ่อนอยู่ในถ้ำ "

ถึงแม้จะสามารถขจัดกลิ่นที่อยู่ในถ้ำได้แล้ว แต่ฉื่อหยาน ก็ยังกังวลนิดๆ . เขาเริ่มปิดทางเข้าถ้ำด้วยพุ่มไม้และกิ้งไม้ที่อยู่ใกล้ๆ .

แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะต่อสู้กันในถ้ำ แต่ทั้งสองฝ่ายต่างก็รู้ถึงความสำคัญของพุ่มไม้ที่อยู่ใกล้ๆดี เช่นนั้น พุ่มไม้และต้นไม้ที่อยู่ใกล้ๆปากทางเข้าถ้ำจึงไม่ถูกทำลาย

อย่างไรก็ตาม ด้วยแรงระเบิดของ " ระเบิดดารา " , พุ่มไม้ที่ทางอยู่ตรงทางเข้าถ้ำกลับถูกทำลายไปบางส่วน โชคดีที่พุ่มไม้ใกล้ๆ ปากทางเข้าถ้ำก็ยังคงเหมือนเดิม

สิ่งที่ฉื่อหยานต้องทำก็คือย้ายพุ่มไม้ไปไว้ในแต่ละด้านและตรงกลางขอทางเข้าถ้ำเพื่อคลอบคลุมมันทั้งหมดอย่างสมบูรณ์

ฉื่อหยาน หายใจอย่างราบรื่นและมุ่งความสนใจไปที่การเคลื่อนไหวของเขา เขาทำมันด้วยความระมัดระวัง เขาค่อยๆเคลื่อนย้ายมันช้าๆ พุ่มต่อพุ่ม ปกคลุมไปรอบๆทางเข้าทีละนิ้วๆอย่างแนบเนียน เพราะกลัวว่าสัตว์อสูรจะพบสิ่งที่น่าสงสัยที่ปากทางเข้า

ด้วยเสียงคำรามของสัตว์อสูรที่ดังขึ้นบ่อยขึ้น มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่จะรู้ว่ามีสัตว์อสูรจำนวนเท่าใดรวมกันอยู่ด้านนอกของถ้ำ

ฉื่อหยานใบหน้าของเขาดูจริงจังและมีท่าทางตื่นเต้นมาก เหงื่อของไหลออกมาจากหน้าผาก และร่างของเขาเริ่มที่จะเปียกชุ่มไปด้วยเหงือ

ในที่สุดเขาก็สร้างพุ่มไม้ใหญ่ปิดทางเข้าถ้ำสำเร็จ มือของเขาสั่นเล็กน้อย เขาต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมากที่จะทำมันให้สำเร็จ

" เจ้าเป็นอะไรมั้ย ? " ตี่ย่าหลาน ถามด้วยความห่วงใย

" ไม่เป็นอะไรหรอก ข้าเพียงแค่เหนื่อยนิดหน่อยเท่านั้น "

ฉื่อหยานส่ายหน้า ใบหน้าของเขากลายเป็นอ่อนโยน เขาหยุดคิดสักครู่แล้วบอกว่า " เจ้าต้องระวังตัวให้มาก ถ้าเจ้าพวกสัตว์อสูรค้นพบถ้ำแห่งนี้เข้า เจ้าจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อหยุดพวกมันไว้ที่ทางเข้าของถ้ำนะ ! "

ตี่ย่าหลาน พยักหน้า และพูดด้วยความเป็นห่วง " ตกลง ข้าเข้าใจแล้ว แต่นี่เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับเจ้า ข้าพึ่งเห็นเจ้าไล่สังหารนักรบในระดับมนุษย์ แต่แล้วเหตุใดตอนนี้เจ้ากลับอ่อนแอหละ ? "

" ก็แน่ละสิ เพราะข้านั้นได้ใช้ความพยายามอยากมากที่จะต่อสู้กับมัน ตอนนี้ข้าก็เลยอ่อนแอเช่นนี้ไง " ฉื่อหยาน นั่งขัดสมาธ และไม่พูดอธิบายอะไรเพิ่มเติม

ในช่วงเวลานี้ จู่ ๆเขาหลับตาลงเพื่อพักผ่อน

นี้ย่อมเป็นผลข้างเคียงของ " บ้าคลั่ง " แน่นอน ที่แสดงออกมาในร่างกายของเขา

ทุกครั้งที่เขาใช้ " บ้าคลั่ง " ร่างกายของเขาจะได้รับความกดดันมหาศาล

วิชา [บ้าคลั่ง] จะกระตุ้นพลังงานเชิงลบทุกชนิด ในหนึ่งเส้นชีพจร พลังของ " บ้าคลั่ง " นั้นเป็นดาบสองคม มันมอบพลังอำนาจให้เกินกว่าขีดจำกัดของร่างกาย แต่ระยะเวลาของมันนั้นสั้นมาก และหลังจากที่หมดช่วงระยะเวลา ร่างกายของเขาก็จะอ่อนแอลงอย่างมหาศาล

มันเป็นพลังที่ชั่วร้ายและน่าขนลุกมากเกินไป

เมื่อพลังงานเชิงลบเหล่านี้ไหลไปสู่เส้นชีพจรของเขา , พวกมันจะจู่โจมร่างกายเขาอย่างหนักหน่วง ทุกครั้งเมื่อเขาเสร็จสิ้นการใช้ " บ้าคลั่ง " ร่างกายของเขาจะถูกปลกคลุมไปด้วยความอ่อนล้าอย่างรวดเร็ว

ขณะที่นั่งอยู่ในถ้ำ ฉื่อหยาน รู้สึกว่าทั้งขาและแขนของเขาอ่อนแอลงและอ่อนแอลง เขารู้สึกเจ็บไปทั่วเส้นชีพจรในร่างของเขา เขาเจ็บเหมือนตายทั้งเป็น

พลังปราณลึกลับที่เขาได้ดูดซับมาจากนักรบทั้ง 6 คน กำลังไหลเข้าไปในเส้นชีพจรของเขา และมันก็เต็มไปด้วยคลื่นพลังที่แข็งแกร่ง เขาพยายามกลั่นพลังปราณลึกลับพวกนั่นให้รวดเร็วที่สุด แต่พลังด้านลบเหล่านั้นกลับใช้โอกาศนี้เพื่อแอบออกมาและค่อยๆ กัดกินจิตใจ และ สติของเขา .

 

ในตอนนี้ เขาไม่สามารถทำอะไรได้เลย เพราะเส้นชีพจรของเขายังคงวุ่นวายอยู่กับการกลั่นพลังปราณลึกลับเหล่านั้นอยู่ เขาจึงไม่สามารถปล่อยวางร่างกายของเขาได้ และด้วยเหตุนั้นเขาจึงไม่สามารถฟื้นฟูสภาพร่างกายของเขาได้ทั้งหมด

ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจที่จะทิ้งทุกอย่างไว้ และนั่งอยู่เฉยๆคนเดียว ทำให้จิตใจสงบ เพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกายของเขา

เมื่อเห็นเขานั่งพักพร้อมกับปิดตาทั้งสองข้าง หญิงสาวทั้งสอง ตี่ย่าหลาน และมู่หยู่เตี๋ย มองไปที่เขาอย่างจริจัง และพวกนางก็หันไปสังเกตการเคลื่อนไหวต่างๆที่อยู่นอกถ้ำอย่างตั้งใจ

สัตว์อสูรยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในหุบเขา และยังมีสัตว์อสูรบางตัวที่มาวนเวียนอยู่รอบถ้ำ เหมือนกับว่าพวกมันกำลังหาอะไรบางอย่าง

ทั้งมู่หยู่เตี๋ย และ ตี่ย่าหลาน ต่างก็เฝ้าทางเข้าถ้ำอย่างจริงจัง พวกนางไม่กล้าแม้แต่จะผ่อนคลาย

ตี่ย่าหลาน ถือดาบสั้นในมือของนางแน่น นางมองออกไปอย่างระมัดระวังผ่านช่องว่างระหว่างต้นไม้ที่คลุมทางเข้าถ้ำ โดยเกรงว่าสัตว์อสูนจะกระโดดเข้ามา

พวกนางรู้ดีว่าสัตว์อสูรมีประสาทสัมพัสที่ว่องไวเกี่ยวกับกลิ่น พวกนางกังวลว่า สัตว์อสูรพวกนั้นจะพบพวกนางเข้าจากกลิ่นเลือดที่อยู่ในอากาศ พวกนางรู้ว่าหากถ้ำของพวกนางถูกพบ บรรดาสัตว์อสูรตัวอื่นๆก็จะกูกันเข้ามาล้อมรอบถ้ำไว้แน่นอน

" แต๊ก แต๊ก "

เป็นหมายักษ์สามหัวที่ปรากฏขึ้น มันสายหัวของมันไปมาในอากาศ ดูเหมือนว่ามันจะพบอะไรบางอย่าง ตาทั้งหกและหัวทั้งสามของัมนก็สังเกตไปรอบๆ เหมือนกับมันพบบางอย่างที่ผิดปกติ

โอ้ ไม่นะ !

ตี่ย่าหลาน พลันเปลี่ยนสีหน้าของทันทีนางพร้อมกับกำมีดสั้นในมือแน่น เหงื่อไหลออกมาจากฝ่ามือของนาง นางจ้องไปที่หมาสามหัวด้วยสมาธิทั้งหมดของนางโดยไม่มองไปที่อื่น

ตี่ย่าหลาน รู้สึกเครียดเป็นอย่างมาก และพร้อมที่จะเริ่มการต่อสู้ได้ตลอดเวลา

หมาสามหัวเป็นสัตว์อสูรในระดับสาม เทียบเท่ากับนักรบในระดับมนุษย์ ซึ่งค่อนข้างยากที่จะจัดการมัน

นอกจากนี้ สัตว์อสูรตัวนี้ยังมีประสาทรับกลิ่นที่แหลมคม กลิ่นเลือดภายในถ้ำอาจจะหลอกสัตว์อสูรตัวอื่นๆได้ แต่มันไม่สามารถที่จะหลอกหมาสามหัวได้แน่นอน

ด้วยความกังวลของนาง ร่างกายทั้งหมดของตี่ย่าหลาน กลายเป็นแข็งและตึงขึ้น มือของนางที่ถือมีดสั้นก็สั่นเล็กน้อย พลังปราณลึกลับของนางไหลอย่างรวดเร็วผ่านหลอดเลือดดำ และจุดชีพจร

" อาหูววว ! "

ในตอนนั้น , ก็มีเสียงหอนจากหมาป่าอัศนีขนเงิน ดังมาจากที่ห่างไกลเสียงของมันก้องอยู่ในหุบเขา และสัตว์อสูรตัวอื่นๆก็ร้องคำรามออกมา

 

" ข้าชื่อกานเสี่ยว จากหุบเขายา ข้ามาที่ป่าทมิฬเพื่อเก็บสมุนไพรให้กับตัวเอง ข้าไม่เคยเหยียบเข้าไปในถ้ำของเจ้าเลย ! เจ้าหมาป่าอัศนีขนเงิน ข้ารู้ว่าเจ้าแข็งแกร่ง แต่ข้าก็ไม่กลัวเจ้าเช่นกัน หากเจ้ายังก่อกวนและสังหารคนของข้า ข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไปง่ายๆแน่ !  " เสียงเข้มต่ำดังมาจากที่ห่างไกล

" อาหูววว ! "

หมาป่าอัศนีขนเงินเริ่มหอนอีกครั้ง และก็ปรากฏเสียงดังออกไประยะไกล

เมื่อได้ยินเสียงหอน , หมาสามหัวที่กำลังเข้าใกล้ถ้ำที่พวกเขาสามคนซ่อนอยู่ ก็หยุดลงตรงนั้น

มันชะงักเล็กน้อย รีบหันหลังกลับไปและวิ่งออกไปด้วยความรวดเร็วหลังจากที่ได้ยินเสียงหอนของหมาป่าอัศนีขนเงิน

เมื่อเสียงของหมาป่าอัศนีขนเงินดังขึ้น สัตว์อสูรที่รวมตัวกันในหุบเขาก็เริ่มถอยออกจากหุบเขาไป และรีบไปรวมตัวกับหมาป่าอัศนีขนเงินทันที

หมาป่าอัศนีขนเงินและกานเสี่ยว ดูเหมือนว่าพวกมันกำลังจะเริ่มทำสงครามครั้งใหญ่กัน

เมื่ิเห็นดังนั้น ตี่ย่าหลาน ก็กลายเป็นผ่อนคลาย ร่างของนางอ่อนแป้ลงทันที นางล้มนั่งลงบนพื้น ร่างกายเต็มไปด้วยเหงื่อ

ถ้าหมาสามหัวเคลื่อนตัวมาอีกเพียง  2-3 เมตร ถ้ำของพวกเขาก็จะถูกพบ และเมื่อหมาสามหัวได้ค้นพบถ้ำ สัตว์อสูรตัวอื่น ๆในหุบเขาก็จะต้องมาที่นี่อย่างแน่นอน

ถ้ามันเกิดขึ้นจริง มันไม่มีทางที่พวกเขาทั้งสามคนจะหนีรอดจากฝูงสัตว์อสูรได้เลย

" พี่สาวหลาน ท่านเป็นอย่างไรบ้าง ? " มู่หยู่เตี๋ยก็เช็ดเหงื่อจากหน้าผากนางด้วยผ้าเช็ดหน้าที่เปื้อนเลือด นางนั่งลงบนพื้นพิงกับกำแพงหินที่อยู่เบื้องหลังของนาง

" ข้าไม่เป็นไร " ตี่ย่าหลาน ยิ้มเบาๆ แต่ก็ถอนใจ " เราโชคดีมากแล้ว ถ้าหมาป่าอัศนีขนเงินไม่ประทะกับกานเสี่ยงจากหุบเขายา และมันไม่เรียกสัตว์ปีศาจทั้งหมดไปรวมกันแล้วหละก็ เกรงว่าเราคงจะไม่สามารถรอดพ้นได้แน่นอน" .

" ถูกต้อง ตอนนี้ข้าเองก็กลัวอยู่เช่นกัน" หน้ามู่หยู่เตี๋ยดูค่อนข้างซีด นางกล่าวด้วยเสียงเบาๆ " ตอนนั้นข้าเองยังเตรียมพร้อมที่จะฆ่าตัวตายด้วยซ้ำ "

" ข้าไม่สามารถคิดหาทางอื่นได้ ข้าไม่มีทางเลือก . "

 

ฉื่อหยานสูดลมหายใจเข้า. เขาก็ลืมตาขึ้น และสั่งพร้อมกับขมวดคิ้ว " ถ้าเจ้าติดอะไรไม่ออก ทำไมเจ้าไม่ค้นกระเป๋านักรบทั้งหกคนนั้นเหล่า ? เพื่อดูว่าพวกมันได้ขโมยสิ่งใดมาจากถ้ำของหมาป่าอัศนีขนเงิน”

เมื่อได้ยินเขาพูดแบบนี้ ตี่ย่าหลาน ก็ตาก็สว่างขึ้น และนางก็ตอบตกลงด้วยความตื่นเต้น " ใช่เลย ! หมาป่าอัศนีขนเงินเป็นสัตว์อสูรระดับเจ็ด เป็นสิ่งมีชีวิจระดับสูงในป่าทมิฬ เขาว่ากันว่าหมาป่าอัศนีขนเงินเป็นสัตว์ที่ฉลาดมากและมันก็ฆ่านักรบระดับสูงไปหลายสิบคน มันต้องเก็บสมบัติมากมายจากศพนักรบเหล่านั้นไว้แน่และมันจะต้องเก็บไว้ในถ้ำของมัน สมบัติที่นักรบเหล่านั้นขโมยมาจะต้องไม่ธรรมดาแน่นอน "

" ข้าได้ยินว่า ในกระเป๋านั่นมีวิชาระดับวิญญานอยู่ด้วย . . . . . . . " ฉื่อหยานกล่าวด้วยเสียงเย็นชา .

" เฮ้ ! " ตี่ย่าหลาน ตอบกลับมาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสุข และดวงตาคู่สวยของนางเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น " วิชาต่อสู้ระดับวิญญาน เป็นวิชาที่หาได้ยากมาก แม้แต่ราชวงศ์จากจักรวรรดิอัคคีของเรายังมีวิชาระดับวิญญานเพียงแค่ ห้าเล่ม วิธีการฝึกวิชาระดับวิญญานนั้นมีค่าหลายล้านเลยทีเดียว และตระกูลใหญ่นับไม่ถ้วนเองล้วนแต่ก็ต้องการแย่งชิงมัน . "

" เจ้าควรจะค้นหาพวกมันอย่างระมัดระวังด้วย " ฉื่อหยานพยักหน้าและหลับตาลงอีกครั้ง ดูเหมือนมีอะไรบางอย่างในใจ

แน่นอนเขารู้ว่าวิชาระดับวิญญานมีค่าแค่ไหน

ในจักวรรดิ์อัคคี , จักวรรดิ์พรพระเจ้า และสมาคมการค้า มีนักรบประมาณ100คนเท่านั้นที่มีพลังถึงระดับปฐพีและระดับรู้แจ้ง อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางนักรบ 100 คนเหล่านี้ , ผู้ที่มีวิชาการต่อสู้ระดับจิตวิญญาณนับได้เพียงหนึ่งในสี่ของนักรบเหล่านี้เท่านั้น !

และหนึ่งในสี่นี้ , บางคนยังเรียนและฝึนฝนวิชาต่อสู้ระดับวิญญาน ที่เป็นวิชาเดียวกันอีกด้วย

ตามข่าวลือ ทั่วทั้งจักวรรดิ์อัคคี , จักวรรดิ์พรพระเจ้า และสมาคมการค้า มีเพียง 18 วิชาระดับวิญญานเท่านั้นที่พวกเขารู้จัก

และ แต่ละวิชาที่อยู่ในระดับวิญญานล้วนแต่ถูกครอบครองโดยตระกูลต่างๆที่ทรงอำนาจ หรือถูกครอบครองโดยนักรบที่มีจักวรรดิ์เป็นของตัวเองเท่านั้น

เช่นตระกูลฉื่อ

ตระกูลฉื่อมีวิชาต่อสู้ต่างๆมากมาย เช่น วิชาระดับมนุษย์และวิชาระดับลึกลับ แต่วิชาในระดับวิญญานนั้นมีเพียงวิชาเดียวเท่านั้น ซึ่งถูกครอบครองโดยหัวหน้าตระกูลฉื่อ ฉื่อเจี้ยน , เชื่อกันว่าเป็นสมบัติที่มีค่าที่สุดในตระกูล แม้แต่ลูกหลานของเขาเอง ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเก็บวิชาระดับวิญญานนี้ไว้กับตัว

" ดูเหมือนพวกเราจะโชคดีมาก ! "

ตี่ย่าหลาน ดวงตาเต็มไปด้วยความสุข นางหยิบอกจากเป้ของหัวหน้านักรบด้วยความตื่นเต้นและไม่เสียเวลาเปิดดู

ในตอนนั้นเองก็ปรากฏคลื่นพลังที่แข็งแกร่งส่องประกายออกมาจากกระเป๋า  หินในถ้ำที่เคยมืดมิดก็สว่างขึ้นและทิวทัศน์ก็กลายเป็นอย่างเดียวกับตอนอาทิตย์ขึ้น

" ว้าว ! ! ! "

 

––––––––––––––––––––––––

ห่างหายไปนานในการลงเว็ปนี้ ปัจจุบันเรื่องนี้แต่งไปจนถึงตอนที่ 1183 แล้วนะคะ หากสนใจอ่านติดตามได้ที่เพจด้านล่างเลยค่ะ

ติดตามข่าวสารต่าง ๆ ได้ที่เพจของเรา กดตรงนี้ >>GOS เทพเจ้าล่าสังหาร << ฝากกดไลท์กดแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้แปลด้วยครับ

 

จบบทที่ บทที่ 38 วิชาระดับวิญญาน

คัดลอกลิงก์แล้ว