เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 22 ตระกูลฉื่อ

บทที่ 22 ตระกูลฉื่อ

บทที่ 22 ตระกูลฉื่อ


บทที่ 22 ตระกูลฉื่อ

ณ สมาคมการค้า , ที่เมืองเทียนหยุน ในห้องหินของตระกูลฉื่อ

เป็น หยางไห่ ที่กำลังนั่งอุตุอยู่บนม้านั่งหิน , ด้วยสีหน้าจริงจัง ดวงตาแคบลง เขากำลังตรวจสอบบัญชี ทีละหน้าๆและรายงานผลผลิตของเดือนที่ผ่านมาที่เหมืองหินของตระกูลชิแก่ ฉื่อเจี้ยน .

แม้ว่าฉื่อเจี้ยนจะอายุเจ็ดสิบแล้ว แต่เขากลับดูสุขภาพดีและแข็งแรง เขาเป็นหัวหน้าของตระกูลฉื่อ เขาในตอนนี้ใส่เพียงชุดธรรมดาที่เหมาะกับการต่อสู้เท่านั้น เขานั่งอยู่บนม้านั่งหินสีน้ำตาล ลักษณะท่าทางดูสงบและกำลังฟังหยางไห่ อย่างจริงจัง

หลังจากที่หยางไห่รายงานเสร็จ , ฉื่อเจี้ยนก็ขมวดคิ้ว และออกความเห็น " เจ้าไห่ ผลผลิตในเดือนล่าสุดลดลงไป 20 เปอเซนต์ มันเกิดอะไรขึ้น ? "

" ทั้งหมดมันเป็นเพราะตระกูโม่และตระกูลหลิง " หยางไห่ถอนหายใจ " คนขุดเหมืองหลายคนถูกล่อลวงไป ด้วยเงินจำนวนมาก ตอนนี้เราขาด คนขุดเหมือง. เราอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้าย เนื่องจากการต่อสู้ที่เป็นความลับกับทั้งสองตระกูล พวกคนขุดเหมืองกลัวว่าพวกเราจะพ่ายแพ้ให้กับพวกมันและพวกเขาก็ถูกเสนอเงินเดือนที่มากกว่าให้ ดังนั้น คนขุดเหมืองเหล่านั้น จึงหันไปเข้ากับพวกมัน”

" หึ ! " ฉื่อเจี้ยนพ้นลมหายใจหึดหั่ด " พวกมันจงใจทำแน่นอน ตั้งแต่โม่หยานหยู่และหลิงเชาเฟิงได้หมั้นหมายกัน , ทำให้ตระกูลโม่และตระกูลหลิงใกล้ชิดกันมากขึ้น ตระกูลหลิงได้เข้ามาแทรกแซงการต่อสู้ที่เป็นความลับของเรากับตระกูลโม่ พวกมันต้องทำสัญญาบางอย่างกันแน่ ไม่งั้นตระกูลโม่ไม่อาจต่อกรกับเราได้หลอก"

" นายท่าน เราจะตอบโต้กลับเมื่อใด ? " หยาง ไห่ ถาม

" ไม่ต้องกังวลไป ข้ามีแผน " ฉื่อเจี้ยน ดูมั่นใจ เขาพูดและขมวดคิ้ว "เจ้าหลานชั่วตัวน้อยของข้า ฉื่อหยานยังไม่กลับมาอีกรึ ? "

" ยังขอรับ แต่ข้ามีเรื่องจะบอกท่าน " หยางไห่ดูกระวนกระวายใจ " เจ้าเด็กนั้นบอกว่าจะเข้าไปในป่าทมิฬ และนี่ก็ผ่านไปหนึ่งปีแล้วตั้งแต่เขาออกจากบ้านไป ข้าได้รับข้อมูลมาเมื่อสองวันก่อนว่า โม่ช่าวเกอ และโม่หยานหยู่ก็อยู่ในป่าทมิฬเช่นกัน ข้ากลัวว่าจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับเขา และเขาไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ น่าเศร้านักที่มารดาของเขาชิงตายไปก่อน และตอนนี้เขาก็ยังเด็กนัก ข้ากังวลใจจริงๆ . . . . . . . "

ฉื่อเจี้ยน ขมวดคิ้ว และเงียบไปเป็นเวลานานแล้ว เขาถอนหายใจ " เจ้าเด็กนี่เกิดมาโดยไม่ได้รับสืบทอดจิตวิญญานกายาแข็งของตระกูลฉื่อ และ เขายังไม่ชื่นชอบในวิชาการต่อสู้อีก แต่กลับไปหลงงมงายในเรื่องแปลกๆ และมักจะทำตัวโง่งมเสมอ ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่รบกวนจิตใจข้าเป็นอย่างมาก ! "

" นายท่าน ทั้งหมดมันเป็นเพราะสายเลือดของข้า . ถ้าข้ามีจิตวิญญาณการต่อสู้หละก็ ชิงเอ๋อก็จะให้กำเนิดเด็กที่มีจิตวิญญานการต่อสู้ได้ " หยางไห่ พูดอย่างอับอาย

" มันช่างเป็นเคราะห์กรรมที่โชคร้ายนัก " ฉื่อเจี้ยน ส่ายหัว " ฮ้ายย ข้าได้พบเจ้าที่มหาสมุทรไร้สิ้น แม้ว่าเจ้าจะไม่ใช่ลูกแท้ๆของข้า แต่ข้าก็ถือว่าเจ้าเป็นลูกชายของข้าเอง และ ข้าคงไม่หมั้นลูกชิงกับใครถ้าคนๆนั้นไม่ใช่เจ้า ถึงแม้เจ้าไม่ได้ครอบครองจิตวิญญานต่อสู้ หรือฝึกฝนวิชา แต่เจ้ามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาตระกูลฉื่อและการจัดการเหมืองของเราได้อย่างดี เราจะไม่สามารถมั่งคั่งได้ ถ้าเกิดไม่มีเจ้า แม้ว่าเจ้าจะไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับวิชาต่อสู้ แต่เจ้าก็มีส่วนมากมายที่ทำให้ตระกูลฉื่อรุ่งเรือง "

" แต่ทุกวันนี้ นักรบที่แข็งแกร่งนั้นคุณค่ามากยิ่งกว่าอะไร " หยางไห่ยิ้มเย้ยหยันตัวเอง " ถ้าข้ามีจิตวิญญาณการต่อสู้ ข้าจะต้องฝึกวิชาการต่อสู้แน่ และ หากฉื่อหยานได้รับสืบทอดการจิตวิญญานกายาแข็งจากจากมารดาของเขาหละก็ เขาก็คงสามารถที่จะฝึกมันได้เช่นกัน แต่จิตวิญญาณการต่อสู้จะได้รับเมื่อเกิดมาเท่านั้น . . . . . . . "

ฉื่อเจี้ยน พยักหน้าแล้วถอนหายใจ " ถูกต้อง นั่นเป็นความจริง นักรบที่แข็งแกร่งนั้นมีคุณค่ายิ่งกว่าสิ่งใด "

" ท่านหัวหน้าตระกูล,เจ้าเด็กนั้นจะตกอยู่ในอันตรายหรือไม่ ?" ช่วยไม่ได้ที่หยางไห่จะเป็นห่วง

" เขาจะไม่ได้รับอันตรายอันใดหลอก . " ฉื่อเจี้ยน คิดสักพัก และพูดเพิ่ม " เจ้าหลานชายของข้านั้นไม่ได้ฝึกฝนวิชาต่อสู้ และตระกูลโม่ก็ไม่รู้จักเขา ไม่ว่าจะโม่หยานหยู่ หรือ โม่ช่าวเกอ ต่างก็ไม่เคยพบเขามาก่อน ดังนั้น เป็นไปไม่ได้ที่พวกมันจะทำอันตรายกับเขาได้ "

" แต่ข้าก็ยังรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ เขาน่าจะกลับมาได้ตั้งนานแล้ว "

" อืม ข้าจะบอกพวกทหารในเมืองเงียบสงัดให้ออกตามหาเขา เมืองเงียบสงัดนั้นอยู่ใกล้ๆป่าทมิฬ และเมื่อพวกเขาเจอฉื่อหยาน พวกเขาจะแจ้งให้เราทราบทันที ดังนั้น เจ้าอย่าได้กังวลไป "

" ขอบคุณท่านหัวหน้าตระกูล”

" ทำไมเจ้าต้องขอบคุณข้า ? ลูกชายของเจ้าก็เป็นหลานชายของข้าเช่นกัน"  ฉื่อเจี้ยน ถลึงตามองเขา และก็ดุด่า " ข้าบอกเจ้ากี่หนแล้ว ? อย่าเรียกข้าว่าหัวหน้าตระกูล ให้เรียกข้าว่าพ่อบุญธรรม หรือเรียกว่าท่านพ่อก็ได้ เจ้าจะเรียกข้าอย่างใดก็ได้ แต่อย่าเรีบกว่าท่านหัวหน้าตระกูล”

" ข้าเข้าใจแล้วท่านพ่อ "

" เยี่ยม ! " .

. . . . .

ค่ำคืนในป้าทมิฬที่เงียบงัน

ลั่วฮ่าว ยังคงยืนอยู่ พร้อมกับ ปลดปล่อยสนามแรงโน้มถ่วงออกมารอบตัว ทำให้ผู่ที่อยู่รอบๆยากที่จะหายใจ

ฉื่อหยาน ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อในขณะที่เขาพุ่งไปในอากาศและกระโดดไปรอบ ๆ ลั่วฮ่าว . เส้นเลืออดสีฟ้าปรากฏขึ้นบนใบหน้าและลำคอของเขามันสั่นไปมาเหมือนกับงู

ในสนามหญ้า มู่หยู่เตี๋ยกำลังจ้องมองพวกเขาอย่างลับๆ พลางหยิบเส้นฟางมากัดเล่น

" คิดว่าวันนี้เขาจะทนได้นานแค่ไหน ?" ตี่ย่าหลาน ถามขณะที่นางเดินเข้ามาและนั่งลงข้างๆนาง

" ท่านเสร็จงานของม่านในวันนี้แล้วรึ ? " มู่หยู่เตี๋ย หัวเราะโดยไม่ตอบนาง

 

จ้าวชินเดินเข้ามา " อสรพิษเขาเงิน สองตัวรอบๆต้นไม้ช่างอันตรายจริงๆ หากข้าไม่ได้สังเกตเห็นมัน ข้าคงโดนมันฉกไปแล้ว และถ้าข้าไม่รวดเร็วพอ ข้าเองคงตายไปแล้วเช่นกัน "

ตี่ย่าหลาน ยังคงดูตกใจ นางพูดอย่างหงุดหงิด " หลายวันมานี้เราพบสัตว์ปีศาจมากขึ้น เราต้องระวังให้มากนัก ในช่วงสามวันที่ผ่านมาเราพบเจอกับสัตว์อสูรเป็นจำนวนห้ากลุ่ม พวกมันจะเคลื่อนไหวเฉพาะในเวลากลางคืน ข้าน่าจะพาเจ้าไปกับข้าบ้างนะ ดีกว่าจะมาแอบมองอยู่อย่างนี้ หรือเจ้าชอบที่จะแอบดูเช่นนี้กัน .

" นี่เป็นสิ่งสุดท้ายที่จะท่านบอกข้าใช่ไหม ? " มู่หยู่เตี๋ยหัวเราะคิกคัก .

" อ๊ะ ในที่สุดเจ้าก็ตอบข้า ! " ตี่ย่าหลาน พูดอย่างไม่ปิดบัง " เขานี่มันจริงๆเลย เขาทำลายขีดจำกัดของตัวเองทุกๆ 3 วัน , และความแข็งแกร่งของเขาก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าข้าจะอยู่ในนภาที่3ของระดับก่อตั้ง ก็ตามเหอะ แต่ข้าก็ไม่กล้าที่จะเผชิญสนามแรงโน้มถ่วง 5 เท่าของลุงลั่วหลอกนะ . เจ้านี่เป็นตัวประหลาดอย่างแท้จริง ทุกครั้งเขาจะไม่หยุดจนกว่าเขาจะสลบไป โง่เง่ายิ่งนัก ! โง่เง่ายิ่งนัก ! "

" ความอดทนของเขานั้นมีมากมายนัก " มู่หยู่เตี๋ยส่ายหน้าช้าๆ ปรากฏประกายแสงในดวงตาของนาง

" ถูกต้อง และเขายังสามารถฟื้นฟูตัวเองได้ในเวลาอันสั้นอีกด้วย ช่างน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว ! เขาอยู่เพียงนภาแรกของระดับก่อตั้งเอง แต่กลับมีความสามารถในการฟื้นตัวที่เหลือเชื่อ " ตี่ย่าหลานรู้สับสนเป็นอย่างมาก

" เจ้านี่ . . . . . . . ช่างมีความลับมากมายนัก . . . . . . . " มู่หยู่เตี๋ยคิดสักพัก แล้วพึมพำว่า " ข้าไม่เคยเห็นใครตะกระตะกรามมากกว่าเขามาก่อน ! เขาเกือบจะกินอาหารสำหรับสามวันของเรา ตอนนี้ข้ากังวลเกี่ยวกับอาหารของเรานัก เขาเป็นถังข้าวสารโดยแท้ " [TL. ถังข้าวสารเป็นคำแสลงของจีน แปลว่าคนที่ไม่ทำประโยชน์อะไร แต่กลับกินอาหารมากกว่าคนอื่น]

 

ตี่ย่าหลาน หัวเราะ " แต่เขามักจะพูดเรื่องตลกให้เราฟังนะ ! เขามักจะพูดคุยให้พวกเราสบายใจ และเขาเองก็ยังมีความคิดใหม่ๆมากมายที่ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนมาพูดให้ฟังอีกด้วย เขาบอก กษัตริย์ที่ดีต้องได้รับการยอมรับจากประชาชนและพ่อค้า ถึงจะสามารถครองราชได้ ยังมีบทกลอนและคำพูดประชดประชันอีก ข้านั้นสับสนจริงๆ ทำไมเด็กน้อย อายุ 17 ปี ถึงเต็มไปด้วยสิ่งแปลกๆมากมายนัก "

" และเจ้าหนุ่มผู้อายุ 17ปีนี้ ทุกครั้งที่เขามองมาดูราวกับว่าเขาต้องการจะกลืนกินเราด้วยความราคะอยู่ตลอด  ข้าไม่เคยเห็นใครที่มีแววตาเช่นนี้มาก่อน เลว ! ชั่วช้านัก ! " มู่หยู่เตี๋ยบดฟันของนาง และนางทำท่าเหมือนจะพุ่งออกไป , " ข้าจะให้เจ้าเห็น ว่าข้านั้นทำอะไรได้บ้าง ! "

" เช่นนั้นก็ได้ แต้ก็จนกว่าจิตวิญญานต่อสู้ของเจ้าจะกลับมาละนะ ฮ่าๆ อะไรกันเจ้าคิดว่าการที่เขามองเราด้วยสายตาเช่นนั้นเป็นเรื่องใหญ่รึ ? เราก็ไม่ได้เสียหายอะไรหนิ นอกจากนี้ เป็นจ้าวชิน และหู้หลงเองตางหากที่ขี้ขลาด พวกเขาแกล้งทำเป็นไม่ได้มองไปที่ก้นของข้าเมื่อเขาอยู่ต่อหน้าข้า ข้าเกลียดพวกเขายิ่งนัก ! เทียบกับพวกเขาแล้ว ข้าชื่นชอบเขามากกว่า " ตี่ย่าหลาน หัวเราะเสียงดัง

" ท่านออกรับแทนเขางั้นรึ ? " มู่หยู่เตี๋ยแสยะยิ้ม " เขายังเด็กอยู่ ท่านอย่าได้ไปล่อลวงเขาเสียหละ "

" เจ้าเห็นเขาเป็นเด็กงั้นรึ ? " ตี่ย่าหลาน ลดเสียงของนาง " ข้าเดาว่าเขาแก่กว่าเจ้าเสียอีก บางทีเขาอาจจะใช้วิชาลับบางอย่างเพื่อให้ตัวเองดูเด็กลงก็เป็นได้ ! บางทีอาจจะเป็นวิชาลึกลับ . . . . . "

" เป็นไปได้ . ดูเหมือนว่าเราจะต้องระวังเขาให้มากขึ้นแล้ว " มู่หยู่เตี๋ยครุ่นคิดแล้วพยักหน้าช้าๆ

. . . . .

" ปัง ! "

ฉื่อหยาน นั่งอยู่กับพื้นบนแผ่นหลังของเขาเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ เขารู้สึกเหนื่อยจริงๆ เขาถามด้วยหอบ " ผ่านมากี่รอบแล้ว ?

" สิบห้า " ลั่วฮ่าว ตอบกลับด้วยใบหน้าซับซ้อน " เจ้ากระโดดและกลิ้งไปมา ในรอบที่สิบห้า ซึ่งนั่นทำให้เจ้าได้รับความกดดันมากขึ้นอย่างมาก เจ้าหนุ่ม เจ้าทนได้ . . . . . . . จริงๆรึ ? "

" แน่นอน ไม่เชื่อท่านรอดูข้าในวันพรุ้งนี้ได้เลย " ฉื่อเหยียน คิดว่าการแสดงให้เห็นเลยจะดีกว่าการพูด

ในสามวันที่ผ่านมาเขาได้ฝึกฝน [ แผลงฤทธิ์ ] อยู่ตลอดเมื่อเขามีเวลาว่าง

หลังจากผ่านการฝึกที่ยากลําบาก , เส้นชีพจรในหน้าอกและเอวได้ของเขาก็สามารถปลดปล่อยพลังงานเชิงลบออกมาได้อย่างง่ายดาย ซึ่งนั่นทำให้เขาสนใจมันเป็นอย่างมาก

เขาสามารถฝึกฝนทุกส่วนของร่างกายของเขาอยากหนักได้ แต่ส่วนที่ฝึกยากที่สุดก็ คือ สมอง ของเขา . . . . . . .

ตอนกลางคืน เขาจะขอร้อง ลั่วฮ่าว ให้ใช้สนามแรงโน้มถ่วง 5 เท่า แล้วเขาก็ฝึกฝนกายาเหล็กของเขาภายใต้ความกดดันที่มหาศาล

3 วันผ่านไป ในเวลาสั้นๆเพียง 3 วัน เขาก็ทำลายขีดจำกัดของเขาจากสิบเอ็ดรอบเป็น 15 รอบ ในขณะที่เคลื่อนไหวไปรอบ เขายังเพิ่มความแข็งของตัวเอง ด้วยการกระโดดแทนเพื่อให้สิ้นเปลืองพลังงานมากขึ้นกว่าเดิม

โดยระหว่างการฝึกฝนที่ยากลำบากนี้ เขาพบว่าร่างกายของเขากลายเป็นมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าก่อน มือ เท้า กระดูก กล้ามเนื้อ และอวัยวะภายในทั้งหมดที่แข็งแกร่งขึ้น ทุกๆ เช้า เมื่อเขาตื่นขึ้นมาหลังจากฝึกฝน ร่างกายของเขาจะระเบิดพลังออกมา และเขาสามารถกระโดดไปได้ไกลหลายเมตรและสูงกว่าเดิม เมื่อเขาอยู่ในแรงโน้มถ่วงที่ปกติ มือและเท้าของเขากลายเป็นคล่องตัวมากขึ้น

เขารู้สึกได้ถึงความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นทุกๆวันอย่างชัดเจน ดังนั้นเขายังคงฝึกฝน และทำลายขีดจำกัดของตัวเองอย่างบ้าคลั่ง เขาฝึกกายาเหล็กด้วยตัวเองในวิธีที่ยากเย็นแสนเข็ญ ความสามารถของเขาจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่พลังปราณลึกลับของเขาเองก็ควบแน่นเร็วขึ้นเช่นกัน

" อัวววว ! อัววว ! " เสียงแปลกๆดังมาจากที่ห่างไกล

ลั่วฮ่าว ใบหน้าเริ่มซีดและร้องว่า " มันเป็นสัตว์อสูร ระดับ 4 อสรพิษอัคคี !  อสรพิษอัคคี รับมือได้ยากมาก ปกติพวกมันไม่ได้ออกล่าในเวลากลางคืน ต้องมีใครสักคนไปลังความมันเป็นแน่ "

" ลุงลั่ว ! " จ้าวฉินและหู้หลง รีบมาดูอย่างกังวล

 

" มีกองกำลังนักรบกำลังล่า อสรพิษอัคคีอยู่ และใกล้เข้ามาหาเราเรื่อยๆ นักรบพวกนั่นต้องเป็นคนที่ทำให้อสรพิษอัคคีพิโรธเป็นแน่ ! " จ้าวชินกำลังสติแตก

" บัดซบ ! " ลั่วฮ่าว ดึงดาบใหญ่บนไหล่ของเขาและกล่าวว่า " ปกป้อง เตี๋ยเอ๋อสะ ! " แล้วเขาก็วิ่งออกไป

ฉื่อหยาน ที่กำลังอดทนกับความเจ็บปวด ก็ลุกขึ้นนั่งทันที และเริ่มโคจรพลังปราณลึกลับของเขา ดวงตาของเขาสว่างและเย็นใจ เขาเงียบและจ้องมองไปในทิศทางที่ ลั่วฮ่าว พุ่งไป .

––––––––––––––––––––––––

ห่างหายไปนานในการลงเว็ปนี้ ปัจจุบันเรื่องนี้แต่งไปจนถึงตอนที่ 1183 แล้วนะคะ หากสนใจอ่านติดตามได้ที่เพจด้านล่างเลยค่ะ

ติดตามข่าวสารต่าง ๆ ได้ที่ กดตรงนี้ >>GOS เทพเจ้าล่าสังหาร << ฝากกดไลท์กดแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้แปลด้วยครับ

จบบทที่ บทที่ 22 ตระกูลฉื่อ

คัดลอกลิงก์แล้ว