เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 19 จิตวิญญานกายาแข็ง

บทที่ 19 จิตวิญญานกายาแข็ง

บทที่ 19 จิตวิญญานกายาแข็ง


บทที่ 19 จิตวิญญานกายาแข็ง

 

ต้นไม้เก่าแก่ขนาดใหญ่ปรากฏอยู่ด้านหน้าของ ลั่วฮ่าว . สูงหลายสิบเมตร และหนามากว่าคนสิบคนจับมือกันเป็นวงกลม มีใบไม้หนาปกคลุมไปทั่วจนมองไม่เห็นท้องฟ้า

ลั่วฮ่าว หยุดเดินทันที และปล่อยตัว มู่หยู่เตี๋ยลง จ้องมองไปที่ต้นไม้เก่าแก่ ร่างที่ดูภูมิฐานของเขาดูเหมือนกำลังตัดสินใจเรื่องสำคัญบางอย่างอยู่

เป็นจ้าวชิน ตี่ย่าหลาน และหู้หลงที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ต้นไม้เก่าแก่ พวกเขากลายเป็นจริงจังเช่นกัน ดูเหมือนพวกเขาจะรู้ว่ามีบางอย่างที่ผิดปกติเกี่ยวกับต้นไม้ต้นนี้

ฉื่อหยานขมวดคิ้วเข้าหากัน และเขาก็เริ่มที่จะมองไปที่ต้นไม้ต้นใหญ่ แล้วก็ไม่พูดอะไร

ลั่วฮ่าว สูดหายใจเข้าลึกๆ และหันไปพูดกับพวกเขาด้วยเสียงต่ำ " เส้นทางด้านขวาของต้นไม้นภา ส่วนใหญ่การเดินทางจะไม่พบเจอสัตว์อสูร และคาราวานการค้าต่างๆมักเลือกที่จะไปเส้นทางนี้กันเพื่ออกจากป่าทมิฬ เส้นทางสายนี้ค่อนข้างปลอดภัย พบเพียงสัตว์อสูรจำนวนน้อยเท่านั้น อีกทั้งพวกมันยังมีระดับเพียงแค่ 1-2 เท่านั้นพวกมันล้วนอยู่ในระดับต่ำ และเส้นทางนี้ก็อยู่ใกล้กับสมาคมการค้า ใช้เวลาเพียงสิบวันก็ไปถึงแล้ว " .

จ้าวชินและอีกสองคนพยักหน้า เห็นได้ชัดว่าพวกเขารู้เรื่องนี้ดี

หลังจากหยุดพูดสักพัก ลั่วฮ่าว ก็สีหน้าจริงจังอีกครั้ง  " ทางซ้ายของต้นไม้นภา มันเป็นเส้นทางที่ ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง มันห่างไกลจากสมาคมการค้าและมีวิญญานร้ายกับสัตว์อสูรจำนวนมาก อีกทั้งยังเต็มไปด้วยทหารรับจ้างและเหล่านักรบที่กล้าหาญมากมาย ผู้ที่กล้าจะไปในเส้นทางนี้ส่วนใหญ่จะต้องเป็นคนที่แข็งแกร่ง พร้อมเผชิญหน้ากับอันตรายอยู่ตลอดเวลา พวกเขาจะต้องอดทนถ้าพวกเขาเลือกเส้นทางนี้ สิ่งที่เราจะได้เห็นนั้นไม่ได้มีเพียงแต่สัตว์อสูร แต่ยังต้องเจอกับนักรบ และ ทหารที่เลวทรามมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรามีหญิงงามทั้งสองอยู่ท่ามกลางหมู่เราด้วย . . . . . . . "

" หึ ! ใครต้องการจะล่วงเกินข้า ข้าจะตัดหัวมัน ! " ตี่ย่าหลาน ยืนอยู่กับที่ ด้วยความเย็นชาในดวงตาคู่สวยของเธอ

" ลุงลั่ว ท่านคิดอย่างไร ? " จ้าวชินถาม

" ถ้าเราไปทางขวา ผู้ที่มาจากโลกทมิฬจะสามารถไล่ตามเราได้ใน 1 วัน และจะเกิดการต่อสู้ที่ยากลำบาก ขึ้นแน่นอน ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ , ลั่วฮ่าว กล่าว " ใครจะไปรู้ วันพรุ้งนี้เราจะโชคดีหรือโชคร้าย และถ้าหากเราประสบกับความโชคร้ายหละก็ . . . . . . . ข้าไม่อยากจะเสี่ยง "

" แล้วหากไปทางซ้าย ? " หู้หยานถาม

" ถ้าเราเดินไปทางซ้ายเราจะต้องเผชิญกับพวกสัตว์อสูร และมีโอกาสเป็นอย่างมาก ที่เราก็จะถูกฆ่าโดยนักรบเลวทราม แต่มันก็จะเกิดขึ้นเช่นเดียวกันกับพวกที่มาจากโลกทมิฬ พวกมันนั้นมีชื่อเสียงที่ไม่ดี และในจักวรรดิ์อัคคีทุกคนๆล้วนแต่จะต่อต้านพวกมัน และในสถานการณ์แบบนี้ มันจะตกเป็นเป้าหมายของสัตว์อสูรและนักรบพวกนั้นแน่นอน ถ้าพวกมันเจอเข้าสัตว์อสูรระดับสูงโดยบังเอิญหละก็ มันก็เป็นไปได้ว่าพวกมันทั้งหมดก็จะถูกฆ่า . . . . . . . "

ลั่วฮ่าว กำลังพูดอย่างช้าๆ และหลังจากเสร็จสิ้นการอธิบายสถานการณ์ , เขากล่าว , " ไปทางด้านขวา เราจะไม่ต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ปีศาจหรือนักรบ แต่จะต้องเผชิญหน้ากับคนจากโลกทมิฒนั่นอันตรายเป็นอย่างมาก และหากไปทางซ้าย เราก็อาจจะถูกโจมตีโดยสัตว์อสูรและนักรบ แต่คนจากโลกทมิฬพวกมันก็จะถูกคุกคามเช่นกัน ดังนั้น ไปทางซ้าย เราจะมีโอกาสหลบหนีได้มากกว่า .

" งั้นเราจะไปทางซ้าย ! " มู่หยู่เตี๋ยพูดออกมาอย่างเด็ดขาด

" ตกลง " ลั่วฮ่าว พยักหน้า และชำเลืองมองไปที่ฉื่อหยาน และบอกว่า " นี่มันยังไม่สายเกินไป หากเจ้าต้องการที่จะจากไป มิฉะนั้น . . . . . . . เจ้าจะไม่มีโอกาสเช่นนี้อีก "

" ข้าจะไปกับพวกท่าน " ฉื่อหยานตัดสินใจทันที ด้วยความมั่นใจที่มากเกินไปของเขา และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาจมน้ำตายในขณะที่เล่นกีฬาผาดโผน

เขานั้นได้เล่นกีฬาเหล่านั่นมาเป็นเวลาสิบปีแล้ว เมื่อลั่วฮ่าว อธิบายให้เห็นถึงอันตรายจากทางด้านซ้าย ช่วยไม่ได้ที่ฉื่อหยานจะตื่นเต้น

ลั่วฮ่าว พยักหน้าและโบกมือ " งั้นก็ดี ! ไปกันได้แล้ว จากนี้ไป ทุกคนต้องระวังตัวไว้ "

. . . . .

หนึ่งชั่วโมงต่อมา

โม่ช่าวเก่อ และนักรบจากตระกูลโม่ก็หยุดอยู่ที่ต้นไม้นภา

" ลุงสอง ท่านทราบหรือไม่ว่ามันไปทางไหน ! " โม่หยานหยูถาม

" ข้าจะไล่ตามไปทางด้านขวา ถ้าข้าไม่กลับมาในอีกสองชั่วโมง พวกเจ้าก็ทำตามวิธีนี้ ถ้าข้าไม่เจอพวกมันใน สองชั่วโมง นั่นย่อมแปลว่าพวกมันไปทางซ้าย " โม่ช้าวเก่อ คิดสักพัก และสั่งให้พวกเขารออยู่ที่แยก จากนั้นเขาจึงพุ่งไปทางขวา

หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วโมงครึ่ง โม่ช้าวเก่อก็ กลับมาด้วยใบหน้าซีดเซียว " ข้าไม่พบเจอพวกมันแม้แต่น้อย พวกมันกล้ายิ่งนักที่ไปทางด้านซ้าย ทุกคนระวังไว้ ! เส้นทางนี้มีสัตว์อสูรและนักรบอยู่มากมาย อย่าได้ประมาท ! จำเอาไว้ อย่าได้ไปหาเรื่องกับพวกนักรบและทหาร คนเหล่านี้ทั้งหมดล้วนเป็นพวกไร้เหตุผล อย่าไปยุ่งกับคนพวกนี้เด็ดขาด มิเช่นนั้นเจ้าอาจจะตายได้โดยไม่รู้ตัว . . . "

" ขอรับ ! "

" ไปกันได้แล้ว ! "

. . . . .

แรดเขี้ยวดาบสามตัวกำลังเดินเล่นริมลำธาร อย่างสบายใจ พวกมันเป็นสัตว์อสูรระดับ 3  ด้านหลังของมันส่องแสงสีเงินเป็นประกาย ฟันของมันแหลมคมเหมือนดาบในขณะที่อุ้งเท้าและดวงตาของมันส่องแสงสีน้ำตาลแวววาวออกมา สายตาของพร้อมคล้ายกับพวกนักล่า ผิวหนังของแรดทั้ง 3 ถูกปกคลุมไปด้วยดิน ซึ่งเป็นเหมือนเกราะตามธรรมชาติของพวกมัน อาวุธธรรมดาไม่สามารถที่จะทะลวงหรือตัดผ่านมันได้

 

แรดเขี้ยวดาบกำลังกินน้่ำอยู่ ในขณะที่มองไปรอบๆอย่างระมัดระวัง ดูเหมือนว่ามันกำลังมองอย่างหาเรื่อง

ไปทางพุ่มไม้ไม่ไกลจากพวกมัน , ลั่วฮ่าว ส่งสัญญาณบอกให้ทุกคนเงียบลง

จนกระทั่งแรดเขี้ยวดาบสามตัวเดินจากไปช้าๆ ลั่วฮ่าว ก็ถอนหายใจโล่งอกออกมาและเขาก็กล่าวว่า " แรดเขี้ยวดาบเป็นสัตว์อสูรระดับสาม นั่นเท่ากับนักรบในระดับมนุษย์ พวกมันเคลื่อนที่ได้รวดเร็วและเฉียบคม นักรบระต่ำจะได้รับบาดเจ็บหรือถูกฆ่าตายอย่างแน่นอนหากพวกเขาเจอเข้ากับแรดเขี้ยวดาบทั้งสามตัว "

ฉื่อหยานมองไปที่แรดเขี้ยวดาบที่กำลังจากไปอย่างช้าๆ และแสดงความต้องการที่อยากจะต่อสู้กับพวกมันออกมา

" นอกเหนือจากการหลีกเลี่ยงสัตว์อสูรที่นี่แล้ว เป้าหมายของข้าคือการปกป้องเตี๋ยเอ๋อ ทุกคนจำไว้ อย่าได้สร้างปัญหาที่ไม่จำเป็น " ลั่วฮ่าว สังเกตดูและรู้ความคิดของฉื่อหยาน จึงพูดเตือนออกไป

ฉื่อหยานสแยะยิ้มและพยักหน้าอย่างเข้าใจ

" ไปกันต่อเถอะ เราต้องระวังตัวตลอดเวลาเมื่ออยู่ที่นี่ สังเกตุสภาพแวดล้อมไปรอบๆให้ดีและก้าวไปข้างหน้าให้ไว พยายามที่จะหลีกเลี่ยงจากสัตว์อสูรและนักรบสะ อย่าได้ทำให้ตัวเองเดือดร้อน " ลั่วฮ่าวพูดเน้นย้ำเป็นพิเศษ

. . . . .

ตกกลางคืน

นอกจากต้นไม้เขียวชอุ่มที่ลำธาร จ้าวชินและอีกสองคนต่างก็แยกกันออกไปและตรวจสอบไปรอบๆอย่างระมัดระวัง โดยเกรงว่าจะมีสัตว์อสูรโผล่ออกมา

ฉื่อหยานนั่งตัวตรงอยู่บนพื้นที่เปียกชื้นด้วยสายตาจริงจัง

ความกระหายเลือดยังคงกระตุ้นอยู่ในใจของฉื่อหยานมันดูคล้ายกับหมอกควัน เขาพยายามที่จะขับมันออกไป แต่มันกลับเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ มันเป็นเรื่องยากมากที่เขาจะกลั่นพลังปราณลึกลับที่เขาดูดซับมาจากศพของนักฆ่าทั้งสอง เขาจึงเป็นกังวลเล็กน้อย

ลั่วฮ่าว ยืนอยู่ข้างๆ มู่หยู่เตี๋ยตลอดเวลา ด้วยสีหน้าบึ้งตึง ดวงตาของเขามองเพ่งทองไปที่ฉื่อหยาน เกรงว่าฉื่อหยานจะบ้าคลั่งขึ้นมาอีกครั้ง

มู่หยู่เตี๋ยดูไม่แยแสสิ่งใด นางจ้องไปที่ฉื่อหยานสักพัก และเมื่อนางสังเกตุเห็นถึงความก้าวร้าวบนใบหน้าของเขา นางนั่งขัดสมาธิลงเบา ๆ และวางพิณโบราณเตรียมพร้อมบนขาของนาง แล้วนางก็เริ่มบรรเลง

เมื่อฉื่อหยานได้ยินเสียงบรรเลงของพิณที่ไพเราะความกระหายเลือดที่เข้มข้อยู่ในจิตใจดูเหมือนค่อยๆฟื้นฟู และค่อยๆ จางหายไป

เขากลั้นลมหายใจและตั้งสมาธิไปที่ความคิดของเขา ฉื่อหยานโคจรพลังปราณลึกลับของเขาอย่างสงบ

หนึ่งชั่วโมงต่อมา กระแสที่อบอุ่น ก็ทะลักออกมาจากเส้นชีพจรมาอยู่บนร่างกายของเขา

ร่างของฉื่อหยานสั่นสะท้าน

ทันใดนั้น ฉื่อหยานรู้สึกกระหายน้ำขึ้นมาอย่างรุนแรง พลังประหลาดพุ่งออกมาจากเส้นชีพจรของเขา มันดูดซึมไปที่กล้ามเนื้อและกระดูก และมันก็ผสมกับพลังปราณลึกลับในช่องท้องของเขา กระแสอบอุ่นไหลเข้าไปในกล้ามเนื้อและกระดูกของเขาและมันสร้างเป็นรากฐานของกล้ามเนื้อและเลือด

ภายในไม่กี่ลมหายใจ กระแสอบอุ่นประหลาดก็ไหลออกมาจากเส้นชีพจร มันอบอวลไปทั่วเส้นเลือด กล้ามเนื้อ และกระดูกทั่วร่างกายของเขา นั่นทำให้เขาแปลกใจเป็นอย่างมาก

ตอนนั้นเอง ฉื่อหยานเริ่มรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่ไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือด กล้ามเนื้อ และกระดูก

" ปัง ! "

เหมือนมีบางอย่างที่หนักหน่วงจู่โจมมาที่หัวของเขา และช่วงเวลาต่อมา เขารู้สึกถึงบางอย่างที่แปลกประหลาดในร่ายกายของเขา

ใบหน้าของเขาซีดเซียวเต็มไปด้วยความกลัว เขาลืมตาขึ้นทันทีและมองไปที่แขนที่เปลือยเปล่าของเขาซึ่งตอนนี้มันกลายเป็นสีเทาและบิดไปบิดมา

จิตวิญญานกายาแข็ง !

ฉื่อหยาน ตกใจเป็นอย่างมาก เขาสนใจไปที่การเปลี่ยนแปลงในร่างกายของเขาเขาไม่คาดคิดว่ามันจะเปลี่ยนแปลงอย่างไปอย่างฉับพลันเช่นนี้

ตามความคิดของเขา ร่างกายก็กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว

ด้วยความกังวล , ฉื่อหยานมองไปที่ ลั่วฮ่าว มู่หยู่เตี๋ยและคนอื่นๆที่กำลังคุยกันอยู่หลังต้นไม้ไม่ไกลจากเขา เมื่อเขาสังเกตุว่าไม่มีใครเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของเขา

เขารู้สึกโล่งใจ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสุข เขาแอบมีความสุขและเพลิดเพลินกับมันในเวลานี้

ร่างกายของเขาเริ่มที่จะแข็งขึ้น ซึ่งนั่นหมายความว่าจิตวิญญานกายาแข็งของเขาได้ถูกปลุกขึ้นมาแล้ว !

จิตวิญญานกายาแข็งเป็นพลังพิเศษของตระกูลฉื่อ หากระดับของเขาเพิ่มขึ้น มันก็จะแข็งแกร่งและแข็งแรงขึ้นตาม เขาจะไม่ได้รับความเสียหายใดๆในระดับหนึ่งจากอาวุธและคลื่นกระแทกจากพลังปราณลึกลับ

ก่อนหน้านี้ ฉื่อหยานคิดว่าเจ้าของร่างกายคนเก่านั้นไม่ได้ครอบครองจิตวิญญาณต่อสู้ แต่นี่มันช่างประหลาดนักที่มันถูกปลุกขึ้นในตอนที่เขาบรรลุเข้าสู่ระดับก่อตั้ง เขามีความสุขเป็นอย่างมาก

จิตวิญญานกายาแข็ง เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างมากในการต่อสู้ หลังจากการทำให้กายาแข็งแล้ส ร่างกายเขาจะแข็งเหมือนหินผา แต่มันยังค่องแคล่วว่องไวเช่นเดิมหรืออาจจะมากกว่าเดิม ซึ่งมันได้เพิ่มความสามารถให้เขาอย่างมหาศาล

นอกเหนือจากจิตวิญญานกายาแข็งแล้ว , ฉื่อหยาน ยังได้ครอบครองจิตวิญญาณอมตะซึ่งสามารถฟื้นฟูอาการบาดเจ็บต่างๆได้ด้วยตัววเองอีก ด้วยความช่วยเหลือของจิตวิญญานต่อสู้เหล่านี้และเมื่อเขาฝึกฝนด้วยการสนับสนุนของพวกมัน เขาไม่สามารถที่จะจินตนาการได้เลยว่า ร่างกายของเขาจะแข็งแกร่งขึ้นมากเท่าใด

" เดี๋ยวก่อน ! " ฉื่อหยาน ขมวดคิ้ว และคิดว่า " จิตวิญญานการต่อสู้มิใช่ว่าได้รับสืบทอดหลังจากที่เกิดงั้นรึ ? ตอนนี้ร่างกายนี้อายุ 17 ปีแล้ว , แต่ก็ยังสามารถปลุกจิตวิญญานต่อสู้ขึ้นมาได้ ? นี่มันแปลกเกินไป ! หรือมันเป็นเพราะพลังงานประหลาดพุ่งออกมาจากเส้นชีพจรกัน ? "

ความคิดนี้แวบขึ้นมาในหัวของเขาทันที การที่จิตวิญญานต่อสู้ทั้งสองของเขาถูกกระตุ้น ; ทั้งกายาแข็งและอมตะ มันต้องเป็นเพราะบ่อโลหิตนั่นแน่ๆที่เปลี่ยนแปลงร่างกายของเขา

 

ฉื่อหยาน เดาว่า กระแสพลังประหลาดที่พุ่งออกมาจากเส้นชีพจรของเขา มันสามารถกระตุ้นจิตวิญญานต่อสู้ที่อยู่ในร่างกายให้ตื่นขึ้นมาได้ ด้วยความคิดเช่นี้นี้ ทำให้เขาตื่นเต้นมาก เขาอยากจะร้องออกมาดัง ๆและเฉลิมฉลอง !

จิตวิญญาณการต่อสู้เป็นมรดกที่ต้องได้รับสืบทอดเท่านั้น โดยทั่วไป มันจะแข็งแกร่งขึ้นเมื่อระดับพลังเพิ่มขึ้น มันแทบจะไม่มีหนทางอื่นที่สามารถเพิ่มพลังของจิตวิญญานการต่อสู้ได้เลย

จิตวิญญาณการต่อสู้ คือ ของขวัญที่นักรบภูมิใจมากที่สุด และยัง เป็นสิ่งสำคัญที่กำหนดความสามารถของนักรบอีกด้วย นักรบต่างฝึกฝนกันอย่างหนักก็เพื่อที่จะเพิ่มพลังให้กับจิตวิญญานของตน

นอก ระดับพลังที่เพิ่มขึ้นแล้ว มันยังมีข้อจำกัดอื่นอีกที่สามารถเพิ่มระดับของจิตวิญญาณการต่อสู้ได้

ในแผ่นดินรุ่งเรือง แม้แต่นักกลั่นสกัดในตำนานซึ่งอยู่ในระดับพระเจ้า ก็ยังแทบจะไม่สามารถกลั่นยาที่สามารถเพิ่มพลังของจิตวิญญานต่อสู้ได้เลย เม็ดยาเหล่านั้นหายากและมีค่าเป็นอย่างมากในแผ่นดินรุ่งเรือง และทุกคนต่างก็เชื่อว่ามันมีอยู่เพียงในตำนวนเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เม็ดยาเหล่านั่นก็ย่อมมีข้อจำกัดของมัน เพราะเนื่องจาก จิตวิญญาณการต่อสู้เป็นพรจากสวรรค์ที่ต้องได้รับจากการสืบทอดเท่านั้นถึงจะได้รับครอบครอง ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะเปลี่ยนแปลง

ขณะนั้นเอง จู่ ๆ ก็มีกระแสอบอุ่นประหลาดพุ่งออกมาจากเส้นชีพจรของฉื่อหยาน ดูเหมือนว่ามันกำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้ง นี่ดูเหมือนว่ามันอาจช่วยกระตุ้นและเพิ่มความสามารถของจิตวิญญาณการต่อสู้ให้เขาอีกครั้งก็เป็นได้

––––––––––––––––––––––––

ห่างหายไปนานในการลงเว็ปนี้ ปัจจุบันเรื่องนี้แต่งไปจนถึงตอนที่ 1183 แล้วนะคะ หากสนใจอ่านติดตามได้ที่เพจด้านล่างเลยค่ะ

ติดตามข่าวสารต่าง ๆ ได้ที่ กดตรงนี้ >>GOS เทพเจ้าล่าสังหาร << ฝากกดไลท์กดแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้แปลด้วยครับ

จบบทที่ บทที่ 19 จิตวิญญานกายาแข็ง

คัดลอกลิงก์แล้ว