- หน้าแรก
- บุปผาฤดูใบไม้ผลิ หนึ่งจอกชะตาข้ามภพ
- บทที่ 20 - ธรรมเนียมโลก
บทที่ 20 - ธรรมเนียมโลก
บทที่ 20 - ธรรมเนียมโลก
บทที่ 20 - ธรรมเนียมโลก
สำหรับเรื่องการฝึกฝีมือ
หยางเกอมีความกระตือรือร้นมากขึ้นเรื่อยๆ
นี่อาจจะเป็นเพราะว่าเขามีพรสวรรค์ในเรื่องการฝึกฝีมือจริงๆ ถึงขนาดที่ว่าเขาสามารถมองเห็นแถบความก้าวหน้าของการฝึกฝีมือได้
อาจจะเป็นเพราะว่ากิจกรรมบันเทิงในต้าเว่ยมันขาดแคลนเกินไป นอกจากเรื่องการฝึกฝีมือแล้ว เขาก็หาอย่างอื่นมาฆ่าเวลาไม่ได้
หรืออาจจะเป็นเพราะว่าสภาพแวดล้อมที่เขาอยู่ในตอนนี้ มันจำเป็นต้องใช้ทักษะนี้ในการป้องกันตัว เพื่อความอยู่รอดจริงๆ
หรืออาจจะเป็นเพราะว่าฝีมือของเขาที่เก่งกาจขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เขาเริ่มที่จะสัมผัสได้ถึงเสน่ห์ที่แท้จริงของวิชาฝีมือ
สรุปก็คือ เรื่องการฝึกฝีมือค่อยๆ เอาชนะ "การปรับปรุงบ้าน" กลายเป็นงานอดิเรกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาในต้าเว่ย
สิ่งที่ควรพูดถึงก็คือ
ตั้งแต่ที่เขารู้ว่านายกองกองปักภูษาได้เงินเดือนเดือนละแปดตำลึงเงิน เขาก็วางแผนที่จะเช่าบ้านร้างที่อยู่หลังบ้านเขามาด้วย ทะลุกำแพงให้ถึงกัน แล้วก็ทำสวนผักเล็กๆ เลี้ยงไก่เลี้ยงเป็ดบ้าง จะทำยังไงเขาก็ร่างแบบไว้หมดแล้ว รอแค่กองปักภูษาจ่ายเงินเดือนเท่านั้น
หลายวันต่อมา
หยางเกอเก็บตัวอยู่ในลานบ้านเล็กๆ ไม่ได้ออกไปไหน ตั้งหน้าตั้งใจยกระดับฝีมือของตัวเอง
เสริมสร้างพลังภายใน
ฝึกฝนเส้นเอ็นและกระดูก
ขัดเกลาเพลงเตะ
ปรับปรุงการออกแรง
ทุกขั้นตอน เขาใช้เวลาไปมากมายในการศึกษาและลงรายละเอียด
เพลงเตะที่เมื่อก่อนยังดูสะเปะสะปะอยู่บ้าง หลังจากที่เขาขัดเกลาอย่างเต็มที่ ก็ค่อยๆ กลายเป็นเฉียบขาด คล่องแคล่ว พลิ้วไหวดั่งสายน้ำ พลังก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
บางครั้งที่ฝึกจนเหนื่อยล้า หรือเบื่อหน่าย เขาก็จะหยิบแบบร่างสวนผักออกมา แก้ไขเพิ่มเติมต่อไป
เล้าไก่จะต้องสร้างตรงไหน ถึงจะระบายอากาศได้ดี บังแดดได้ และไม่กระทบกับการใช้ชีวิตในลานหน้าบ้าน
แปลงผักจะต้องปลูกผักอะไรบ้าง ถึงจะรับประกันได้ว่าจะมีผักสดกินตลอดทั้งสามฤดู ใบไม้ผลิ ร้อน และใบไม้ร่วง
น้ำจะมาจากไหน แล้วจะระบายน้ำออกไปทางไหน
ชีวิตที่น่าเบื่อหน่าย เขากลับใช้มันอย่างมีความสุข
ในช่วงเวลานี้ ที่ลานบ้านเล็กๆ ก็มีแขกมาเยือนทุกวัน
หวังต้าลี่มาครั้งหนึ่ง
มาบ่นกับเขาว่า ข้าวสารในตลาดขึ้นราคาอีกแล้ว เรือในแม่น้ำเปี้ยนก็น้อยลงไปเยอะเลย ทางการก็เริ่มเก็บภาษีเพิ่มอีกแล้ว บอกว่าบ้านเขาแทบจะไม่มีอะไรจะกินอยู่แล้ว โรงเตี๊ยมก็ไม่เปิด พ่อเขาก็เอาแต่หาเรื่องด่าเขาทุกวัน
สุดท้ายก็ไถหมั่นโถวแป้งข้าวโพดจากเขาไปสองลูก กลับไปอย่างพึงพอใจ
ทำเอาเจ้าเหลืองโกรธจนยืนถ่างขา เห่าด่าเขาที่หน้าประตูบ้านอยู่นานถึงหนึ่งเค่อ หมั่นโถวแป้งข้าวโพดสองลูกนั้น เดิมทีมันเป็นอาหารของมัน
เจ้าหมาตัวนี้ตั้งแต่เล็กก็หวงบ้าน แถมยังขี้เหนียวอีกด้วย
ถ้าใครเอาอะไรมาให้ที่ลานบ้าน มันก็จะยิ้มหน้าบานจนปากแทบฉีกถึงหู หางก็กระดิกจนแทบจะกลายเป็นกังหันลม
แต่ถ้าใครเอาอะไรออกจากลานบ้านไป ถ้าหยางเกอไม่ห้ามมันก็จะพุ่งเข้าไปกัด ถ้าหยางเกอห้ามมันก็จะยืนเห่าด่าอยู่ที่หน้าประตูบ้าน
และรับรองได้เลยว่าครั้งที่สองที่คุณมา มันก็จะยังจำได้ว่าคุณเคยเอาของออกจากลานบ้านไป ยังไม่ทันก้าวเข้าประตูมันก็จะเห่าด่าคุณก่อนเลย
หลิวหม่างมาครั้งหนึ่ง
เจ้าหมอนี่ตาเขียวเป็นหมีแพนด้าจนดูไม่น่าเชื่อถือเลยสักนิดเดินเข้ามา แต่กลับตบอกรับปากอย่างมั่นใจว่าเขาใกล้จะเถียงชนะพ่อเฒ่าแล้ว ถ้าหากตอนนี้พ่อเฒ่ามาหาเขาเพื่อเจรจา ขอให้เขาสนับสนุนความคิดที่จะเปิดสำนักมวยของเขา ขอเพียงแค่ผ่านด่านนี้ไปได้ วันเวลาที่ "คู่หูหมัดเตะ" ของพวกเขาจะหมัดล้มบ้านพักคนชรา เตะกวาดโรงเรียนอนุบาล ก็อยู่ไม่ไกลแล้ว
แต่ในสายตาของหยางเกอแล้ว ยาก
โรงเตี๊ยมเย่ว์ไหลคือแก้วตาดวงใจของเถ้าแก่หลิว ตอนนี้โรงเตี๊ยมซ่อมแซมเสร็จมาเกือบเดือนแล้ว เถ้าแก่หลิวกลับไม่พูดถึงเรื่องการเปิดร้านเลยสักคำ แสดงให้เห็นชัดเจนว่าต้องการจะเถียงชนะหลิวหม่างเจ้าลูกผลาญเงินคนนี้ ให้เขาล้มเลิกความคิดที่จะเปิดสำนักมวยที่ไม่มีอนาคตนี้เสีย แล้วมาสืบทอดกิจการของตระกูลหลิวเฒ่าอย่างสงบเสงี่ยม เป็นเถ้าแก่โรงเตี๊ยมที่มีกินมีใช้ไม่ขาดมือ
โชคดีที่หลิวหม่างถึงแม้จะผลาญเงิน แต่ก็ยังไม่ถึงกับอกตัญญู ไม่อย่างนั้นด้วยร่างกายที่แค่ขึ้นบันไดยังหอบของเถ้าแก่หลิว คงไม่มีปัญญาไปซัดเจ้าหมอนี่จนตาเขียวเป็นหมีแพนด้าได้หรอก
ฟางเค่อมาสองครั้ง
ครั้งแรก มาส่งบัญชีรายชื่อบุคลากรให้หยางเกอ
หลังจากที่หยางเกออ่านประวัติของทุกคนอย่างละเอียดแล้ว ก็เลือกทหารสี่คนที่อ่านหนังสือออก เคยเป็นนายหมู่และนายสิบในกองทัพชายแดนมาก่อน แต่งตั้งให้เป็น "ว่าที่นายหมู่" รวมกับฟางเค่อที่เป็นนายหมู่ตัวจริงอีกคน ก็แบ่งกันนำทหารกลุ่มหนึ่งไปลากเรือที่แม่น้ำเปี้ยน
ครั้งที่สอง เอาบัญชีรายชื่อบุคลากรที่กองปักภูษาส่งมาเพิ่มให้หยางเกอ
หลังจากการเสริมกำลังรอบที่สองนี้ นายกองอย่างหยางเกอก็ถือว่ามีชื่อเสียงสมกับตำแหน่งแล้ว ใต้บังคับบัญชารวมเขาด้วยก็มีทั้งหมดห้าสิบเอ็ดคน และแต่ละคนก็ล้วนเป็นพวกใจเหี้ยมที่เคยฆ่าคน เห็นเลือดมาแล้ว
เรื่องนี้ หยางเกอเตรียมใจไว้ตั้งนานแล้ว ย่อมไม่รู้สึกอะไร
แต่เขาไม่รู้ว่า สถานการณ์แบบเขา ในกองปักภูษาจริงๆ แล้วไม่ค่อยมี
ในสถานการณ์ปกติ ขุนนางระดับล่างสี่ระดับในกองปักภูษาอย่าง นายหมู่ นายกอง ว่าที่ร้อยครัวเรือน และร้อยครัวเรือน ถึงแม้ว่าจะมีตำแหน่งทางการทหาร แต่ส่วนใหญ่แล้ว พวกเขาจะไม่ได้ควบคุมทหาร
แต่จะนำแค่คนสนิทไม่กี่คน ออกไปลาดตระเวนและจับกุมข้างนอก จะต้องใช้กำลังคนจำนวนมากถึงจะยื่นคำร้องขอตราประทับ เรียกใช้กำลังทหารชั่วคราวเพื่อปฏิบัติภารกิจ เมื่อภารกิจเสร็จสิ้น ก็จะต้องคืนตราประทับและกำลังทหารทันที
อารมณ์ประมาณตำรวจสืบสวนคดีเสร็จแล้ว โทรเรียกตำรวจในเครื่องแบบมาจับผู้ต้องหานั่นแหละ
แต่ภารกิจที่เฉิ่นฝามอบให้กองกำลังของหยางเกอนี้ คือการสร้างฐานลับในอำเภอลู่ถิง หรือก็คือการสร้าง "สถานีข่าวกรองอำเภอลู่ถิง" ต่อไปนี้พวกเขาจะประจำการอยู่ที่อำเภอลู่ถิง ปฏิบัติภารกิจสืบสวน สนับสนุน และจับกุมทั้งหมดของกองปักภูษาในอำเภอลู่ถิงด้วยตัวเอง
ดังนั้นถึงได้เติมคนให้หยางเกอจนครบในครั้งเดียว ไม่ใช่ให้เขาแบกชื่อนายกอง แต่กลับทำงานเหมือนมือปราบ
นี่แน่นอนว่าเป็นเรื่องดี
มีคน มีอำนาจ มีพื้นที่ ไม่จำเป็นต้องทำผิดกฎหมาย รับสินบน ขอเพียงแค่รู้จักพลิกแพลงสถานการณ์บ้างเล็กน้อย ปีหนึ่งหาเงินซื้อบ้านหลังใหญ่ได้สักเจ็ดแปดหลัง หาสาวงามสักสิบเจ็ดสิบแปดคน ก็เหมือนกับเล่นๆ
ส่วนสำหรับหยางเกอแล้ว จะเป็นเรื่องดีหรือไม่
นั่นก็คงมีแต่หยางเกอเท่านั้นที่รู้
แน่นอนว่า เฉิ่นฝาก็อยากจะรู้เหมือนกัน
หลังจากที่ฟางเค่อส่งบัญชีรายชื่อฉบับสมบูรณ์มาให้ได้สามวัน เขาก็เอาของมาส่งอีก
ครั้งนี้ของที่เอามาส่งมีไม่น้อยเลย ทั้งที่แบกอยู่บนหลังและที่หิ้วอยู่ในมือ เดินมาก็มีเสียงดัง "ก๊อกแก๊ก"
เจ้าเหลืองเห็นเขาก็ยิ้มจนปากแทบฉีกถึงหู ทำหูลู่ไปข้างหลังวิ่งเข้าไปหาอย่างประจบประแจง
แต่ครั้งนี้หยางเกอกลับไม่ยอมให้เขาเข้าบ้านด้วยซ้ำ นั่งอยู่บนเก้าอี้โยกใต้เพิงองุ่น ชี้คางไปทางฟางเค่อ "อะไรน่ะ เปิดดูซิ"
ฟางเค่อยิ้มแหยๆ "นายกอง ข้าน้อยอุตส่าห์มาไกลขนาดนี้ ท่านจะไม่ให้น้ำข้าน้อยดื่มสักชามเลยรึ"
หยางเกอใบหน้าไร้อารมณ์ เสียงเย็นชา "เปิดดู"
ฟางเค่อจึงได้แต่อิดออดวางห่อผ้าที่หนักอึ้งในมือลงก่อน แล้วก็หยิบกล่องที่แบกอยู่บนหลังลงมา วางบนพื้นเปิดออกอย่างระมัดระวัง
ก็เห็นชุดขุนนางแขนแคบลายปลาคาร์ปสีทองบนพื้นสีดำปรากฏขึ้นท่ามกลางแสงแดด ปลาคาร์ปตัวนั้นกระโดดข้ามคลื่น หลังมีปีกสองข้าง ดูราวกับมีชีวิต หรูหราและสง่างาม
ใต้ชุดขุนนาง กดทับดาบหางวัวลายทองแดงที่ฝักดาบและที่จับดาบประดับด้วยเครื่องทองเหลืองจำนวนมาก ไม่เหมือนกับดาบหางวัวฝักดำของทางการทั่วไป ดาบหางวัวลายทองแดงเล่มนี้มีขนาดใหญ่กว่าหนึ่งเบอร์ แถมยังมีเครื่องประดับทองเหลืองจำนวนมากอีกด้วย ดูแล้วให้ความรู้สึกที่หรูหราสง่างามและน่าเกรงขาม
ฟางเค่อยิ้มแหยๆ ชี้ไปที่ชุดขุนนางและดาบขุนนางแนะนำให้หยางเกอฟัง "นายกองโปรดดู นี่คือชุดเครื่องแบบและดาบประจำตำแหน่งของท่าน บนนั้นสลักชื่อและตำแหน่งของนายกองไว้ หากทำหาย ในหน่วยจะตามสืบสวน"
"อย่าพูดไร้สาระ"
สายตาของหยางเกอจ้องมองห่อผ้าที่หนักอึ้งที่อยู่ข้างเท้าเขา ชี้คางอีกครั้ง "เปิดดู"
"ท่านขุนนาง"
ฟางเค่อมองซ้ายมองขวา "พวกเราเข้าไปคุยกันในบ้านดีกว่า"
ในที่สุดหยางเกอก็ขมวดคิ้ว "จะให้ข้าลงมือเองรึ"
ฟางเค่อรีบประสานมือ "ไม่กล้ารบกวนท่านขุนนางลงมือ"
เขาขัดหยางเกอไม่ได้ จึงได้แต่หันไปมองหยางเกอซ้ำๆ ค่อยๆ แกะห่อผ้าออกอย่างอิดออด
ชั่วพริบตา แสงสีเงินวาววับก็สาดเข้าตาหยางเกอจนพร่ามัว
ในห่อผ้าเต็มไปด้วยแท่งเงิน
เงินแท่งรูปหยวนเป่าขนาดเท่าไข่ไก่ สีเงินขาวบริสุทธิ์
เงินแท่งหนึ่งหนักสิบตำลึง ห่อใหญ่นี้ อย่างน้อยก็สี่ห้าสิบแท่ง
ราคาเงินในต้าเว่ยมั่นคง หนึ่งตำลึงเงินเท่ากับหนึ่งพันสองร้อยกว่าเหรียญทองแดง
เมื่อเทียบกับตอนที่หยางเกอเป็นลูกจ้างร้านเหล้าที่โรงเตี๊ยมเย่ว์ไหล ได้เงินเดือนเดือนละหนึ่งร้อยห้าสิบเหรียญทองแดง
เงินห่อนนี้ เขาอย่างน้อยก็ต้องไม่กินไม่ดื่ม ทำงานที่โรงเตี๊ยมเย่ว์ไหลสามร้อยปี ถึงจะเก็บเงินก้อนนี้ได้
หยางเกอค่อยๆ หรี่ตาลง มองฟางเค่อด้วยรอยยิ้มที่เหมือนไม่ยิ้ม "นายหมู่ฟาง นี่มันหมายความว่าอย่างไร"
ฟางเค่อรวบรวมสติ ยิ้มกว้าง "นี่เป็นเงินเดือนเดือนแรกที่ในหน่วยจ่าย พี่น้องซาบซึ้งในบุญคุณช่วยชีวิตและชุบชีวิตของท่านขุนนาง ดึงดันที่จะแสดงน้ำใจให้ท่านขุนนาง ก็เลยรวบรวมกันมา ก็ไม่มากเท่าไหร่หรอกครับ พี่น้องยังเกรงว่าจะน้อยเกินไปด้วยซ้ำ เป็นข้าที่ห้ามไว้ ถึงได้มีแค่เท่านี้ ต่อไปนี้พวกเราพี่น้องปิดประตูบ้านก็เป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว ท่านขุนนางอย่าได้เกรงใจพวกเราเลย"
ถ้าพูดถึงอาวุโส เขาจริงๆ แล้วก็ไม่ได้กลัวหยางเกอเจ้านายคนนี้
แต่จะทำยังไงได้ ในเมื่อหยางเกอเป็นคนโปรดของท่านพันครัวเรือนนี่นา เขาจะไม่ประจบประแจงได้อย่างไร
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องไกลตัว คนทั่วไปจะมีปัญญาได้เห็นสำนวนคดีจากห้องเก็บสำนวนสำนักระงับอุดรฝ่ายเหนือที่นอกเมืองหลวงรึ
"อย่างนั้นรึ"
หยางเกอยังคงยิ้ม "พี่น้องรวบรวมกันมาเองจริงๆ รึ ไม่ใช่พวกเจ้านายหมู่ไปรีดไถมาจากพี่น้องรึ"
เขาเคยดูมาตรฐานเงินเดือนของกองปักภูษาที่ต่ำกว่าเขา ทหารม้าหลวงเงินเดือนเดือนละสามตำลึง นายหมู่เงินเดือนเดือนละหกตำลึง นายกองแปดตำลึง
เมื่อเทียบกับมาตรฐานเงินเดือนของโรงเตี๊ยมเย่ว์ไหลแล้ว มาตรฐานเงินเดือนของกองปักภูษาย่อมสูงกว่าสามสี่เท่า
แต่เมื่อคิดถึงสถานะของกองปักภูษา และงานที่กองปักภูษาทำ มีมาตรฐานเงินเดือนขนาดนี้ก็พอเข้าใจได้
อย่างไรเสียก็เป็นงานที่ทำดีหรือไม่ดี ก็มีสิทธิ์ถูกตัดหัวได้ทั้งนั้น
ฟางเค่อได้ยินดังนั้น ก็รีบสาบานทันที "ท่านขุนนางโปรดพิจารณา หากพวกข้าน้อยรีดไถเงินจากพี่น้องแม้แต่เหรียญทองแดงเดียว ท่านขุนนางตัดหัวข้าน้อยได้เลย"
เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ รอยยิ้มที่มุมปากของหยางเกอก็หายไปในที่สุด เขาพยักหน้า พูดเบาๆ "ข้าจะเชื่อพวกเจ้าสักครั้ง แต่พวกเจ้าต้องจำไว้เป็นบทเรียน ห้ามทำอีกเด็ดขาด ต่อไปนี้พวกเราทุกคนก็ล้วนเป็นพี่น้องที่กินข้าวหม้อเดียวกันแล้ว เงินที่แลกมาด้วยเลือดเนื้อและชีวิตแบบนี้ข้ายังกล้าเอา พี่น้องจะไม่แอบแทงข้างหลังข้าได้อย่างไร"
ฟางเค่อยิ้มแหยๆ พลางโบกมือปฏิเสธว่าเขาคิดมากไป
หยางเกอขี้เกียจจะสนใจเขา โบกมือ "น้ำใจของพี่น้อง ข้าขอรับไว้ แต่เงินของพวกเขา เจ้าช่วยข้าเอากลับไปคืนให้พวกเขาด้วย แล้วก็ขอบคุณพวกเขาแทนข้าด้วย"
"ต่อไปนี้ที่นี่ของข้า ไม่อนุญาตให้มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก ถ้าหากใครคิดว่าข้าขวางทางรวยของเขา ก็เชิญไปหานายใหม่ได้เลย ถ้าหากไม่พอใจ จะถีบข้าลงจากตำแหน่งก็ได้ ข้าจะขอบคุณเขาจากใจจริง"
"แต่ถ้าหากใครที่ไม่ยอมไป แล้วยังแอบดูดเลือดทหารลับหลัง ก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ"
สีหน้าของฟางเค่อเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่ก็ยังลังเลอยู่ อิดออดอยู่ครู่ใหญ่ ถึงได้ก้าวเข้ามาข้างหน้าพูดเสียงต่ำ "ท่านขุนนาง ท่านขุนนางคนอื่นๆ ในหน่วย จริงๆ แล้วก็ทำแบบนี้กันทั้งนั้น"
หยางเกอขัดจังหวะเขา "ท่านเฉิ่นก็ทำแบบนี้รึ"
ฟางเค่อรีบส่ายหน้า "ท่านพันครัวเรือนย่อมไม่ลดตัวลงมาเอาเงินที่แลกมาด้วยเลือดเนื้อแบบนี้"
หยางเกอชี้ไปที่ท้องฟ้า "งั้นก็จบแล้ว มีเรื่องอะไรท่านเฉิ่นก็จะรับผิดชอบเอง"
ฟางเค่อยอมแพ้ หันไปหยิบห่อเงินขนาดใหญ่นั้นขึ้นมา ดึงชายเสื้อขึ้นมานับเงินออกมาจากในนั้นยี่สิบแท่ง แล้วก็ยื่นเงินที่เหลืออีกครึ่งห่อให้หยางเกอด้วยสองมือ
หยางเกอมองเงินอีกครึ่งห่อนี้ก็ขมวดคิ้วอีกครั้ง "จำนวนมันไม่ถูกนะ"
ฟางเค่อรีบพูด "ท่านขุนนาง นี่มันก็คือของท่านแล้ว ถ้าท่านไม่เชื่อกลับไปตรวจสอบที่หน่วยได้เลย"
หยางเกอหัวเราะจนหมดคำพูด "ตกลงว่าเจ้าไม่รู้จักนับเลข หรือว่าข้าไม่รู้จักนับเลขกันแน่"
ฟางเค่อได้ยินดังนั้น สีหน้าก็ขมขื่นขึ้นมาบ้าง เจอกับเจ้านายที่ไม่รู้ธรรมเนียมโลกแบบนี้ เขาก็ทั้งจนปัญญาและปวดหัว
เขาอ้ำๆ อึ้งๆ อยู่ครู่ใหญ่ ถึงได้พูดเสียงต่ำ "ท่านขุนนาง เงินในนี้ ล้วนเป็นเงินโจรที่พวกเราพี่น้องยึดมาได้ตอนทำคดี ส่วนใหญ่ไปไหนพวกเราก็ไม่รู้หรอกครับ เอาเป็นว่าพวกเราพี่น้องก็ได้กินแค่เศษอาหารที่คนอื่นเขาไม่เอาแล้ว ไม่อย่างนั้นแค่เงินเดือนที่กรมคลังจ่ายให้ มันไม่พอให้พวกเราพี่น้องซ่อมชุดเกราะเลี้ยงม้าหรอกครับ"
"เงินนี้ไม่ใช่แค่ท่านที่มี พี่น้องทุกคนที่เกี่ยวข้องก็ได้กันทั้งนั้น เพียงแต่จะได้มากหรือน้อยเท่านั้น"
"เงินนี้ถ้าท่านไม่เอา พี่น้องข้างล่างใครจะกล้าเอา ท่านขุนนางข้างบนถึงแม้จะเอาไปแล้ว ใครจะไปสบายใจได้ล่ะครับ"
หยางเกอฟังคำอธิบายของเขาจบ ก็เผลอคิดจะถามออกไปว่า กองกำลังของพวกเขายังไม่ได้เปิดทำการเลย จะไปมีคดีที่ไหน
แต่คำพูดยังไม่ทันออกจากปาก เขาก็ไหวตัวทัน ถาม "คดีของตระกูลเซี่ย"
ฟางเค่อพยักหน้าเล็กน้อย "คดีนี้ถึงแม้จะยังค้างอยู่ที่สามศาลยังไม่ตัดสิน แต่ก็เป็นที่แน่นอนแล้ว คนตระกูลเซี่ยหนีไม่พ้นสักคน เงินนี้ท่านรับไปได้เลยครับ ไม่มีปัญหาตามมาทีหลังแน่นอน"
หยางเกออยากจะถามอีกคำว่า 'ท่านเฉิ่นรู้เรื่องนี้หรือไม่' แต่คำพูดยังไม่ทันออกจากปาก เขาก็กลืนมันกลับลงไป
เรื่องที่ทุกคนที่เกี่ยวข้องต่างก็แอบตอดเล็กตอดน้อย แถมยังรู้จักแบ่งปันผลประโยชน์อย่างทั่วถึงแบบนี้ ต่อให้เฉิ่นฝาจะรู้แล้วจะทำอย่างไร ต่อให้จะไม่รู้แล้วจะทำอย่างไร เขาจะไปขวางทางรวยของกองปักภูษาทั้งหมดได้รึ
เขาเงียบไปครู่ใหญ่ ถึงได้พูดออกมาเบาๆ สามคำ "มีเท่าไหร่"
ฟางเค่อได้ยินดังนั้น ก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก รีบตอบ "พอดีเลยครับ รวมกับเงินเดือนของท่านก็เป็นสามร้อยตำลึงพอดี"
'ช่างเป็นการปัดเศษที่ลงตัวจริงๆ'
หยางเกอรับห่อผ้ามาอย่างจนปัญญา นับเงินออกมาจากในนั้นสิบห้าแท่ง ยัดใส่มือฟางเค่อ
ฟางเค่อตกใจหน้าซีด กำลังจะพูดห้าม ก็ได้ยินหยางเกอพูด "เงินนี้เอาไว้เป็นค่าอาหารของกองกำลังเรา เจ้าเอากลับไปซื้อเนื้อ ต่อไปนี้พี่น้องในกองกำลังของเรา ทุกมื้อต้องมีเนื้อกิน"
ฟางเค่ออ้าปากค้าง พูดไม่ออก ลังเลอยู่ครู่ใหญ่ ถึงได้ถอนหายใจออกมาอย่างชื่นชม ประสานมือ "ข้าน้อยขอขอบคุณท่านขุนนางแทนพี่น้องในความเมตตาครั้งนี้ด้วย"
หยางเกอโบกมือ "เกรงใจไปแล้ว ถ้าไม่มีอะไรแล้วเจ้าก็กลับไปเถอะ"
ฟางเค่อประสานมือลา ก่อนไปก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ พูด "ท่านขุนนาง สำนวนคดีลาดตระเวนและจับกุมปีก่อนๆ ที่ท่านยื่นคำร้องต่อท่านพันครัวเรือนส่งมาถึงแล้ว ข้าน้อยปิดผนึกเก็บไว้ที่บ้านแล้ว และได้จัดส่งคนเฝ้าไว้โดยเฉพาะ สะดวกให้ท่านขุนนางกลับไปอ่านได้ทุกเมื่อ"
หยางเกอลุกขึ้นตบไหล่เขา "เจ้าช่างคิดได้รอบคอบจริงๆ พรุ่งนี้ข้าจะกลับบ้าน"
ฟางเค่อพึมพำในใจ 'นั่นมันสำนวนคดีจากห้องเก็บสำนวนนะ ข้าจะไม่รอบคอบได้อย่างไร' ประสานมือลา
[จบแล้ว]