- หน้าแรก
- บุปผาฤดูใบไม้ผลิ หนึ่งจอกชะตาข้ามภพ
- บทที่ 9 - ธนูดอกเดียว
บทที่ 9 - ธนูดอกเดียว
บทที่ 9 - ธนูดอกเดียว
บทที่ 9 - ธนูดอกเดียว
บนถนนเต็มไปด้วยผู้คนที่มุ่งหน้าไปในทิศทางเดียวกัน
หยางเกอกับหวังต้าลี่เดินฝ่าฝูงชนที่เริ่มหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ เดินไปเดินมาก็กลับมาถึงโรงเตี๊ยมเย่ว์ไหล
หยางเกอมองเห็นเถ้าแก่หลิวยืนอยู่ที่ประตูโรงเตี๊ยมที่เปิดอยู่ครึ่งหนึ่งจากระยะไกล รอบๆ มีเจ้าของร้านค้าแถวนั้นยืนล้อมอยู่
พอเห็นหยางเกอกลับมา เถ้าแก่หลิวก็ดีใจจนออกนอกหน้า รีบออกมาต้อนรับ "พวกเจ้ามากันเสียที"
หยางเกอเดินเข้าไปถามอย่างงุนงง "เถ้าแก่ครับ เกิดอะไรขึ้น"
ปากของหวังต้าลี่นั่น เวลาคุยเรื่องซุบซิบก็คล่องแคล่วเหมือนไม้ตบ แต่พอต้องพูดเรื่องจริงจังก็เหมือนคนติดอ่าง อ้ำๆ อึ้งๆ อยู่ครึ่งค่อนวันก็ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก
หยางเกอฟังเขาพูดมาตลอดทาง ก็ยังไม่เข้าใจว่ามันเรื่องอะไรกันแน่
เถ้าแก่หลิวจัดการไล่เพื่อนบ้านที่มามุงดูอยู่หน้าประตูโรงเตี๊ยมไปก่อน จนกระทั่งในโรงเตี๊ยมเหลือแค่พวกเขาสามคน เขาถึงได้พูดขึ้น "คนร้ายที่มาปล้นโรงเตี๊ยมของเราเมื่อคืนก่อนถูกจับได้แล้ว ทางการให้พวกเรามารออยู่ที่โรงเตี๊ยม เดี๋ยวเขาจะคุมตัวคนร้ายมาที่นี่เพื่อชี้ตัว"
'กองปักภูษาทำงานมีประสิทธิภาพขนาดนี้เลยรึ'
หยางเกอเข้าใจในใจทันที แล้วก็ชี้ไปที่ฝูงชนข้างนอก "แล้วคนพวกนั้นบนถนนคือ"
เถ้าแก่หลิว "มาดูคนคึกคัก ทางการกำลังคุมตัวคนร้ายแห่ประจานอยู่"
"แห่ประจาน"
หยางเกอนิ่งไปสองวินาทีถึงได้เข้าใจในทันที ชื่นชมในใจ 'สมกับเป็นคนทำการใหญ่ วิสัยทัศน์ช่างกว้างไกล'
ตอนแรกเขานึกว่า เฉิ่นฝาจะส่งคนไปปล่อยข่าวลือ โยนเรื่อง "คัมภีร์วิทยายุทธ์ที่เจี่ยงขุยทิ้งไว้" ไปให้ชายชุดดำเมื่อคืนก่อนเสียอีก
ไม่นึกว่าเฉิ่นฝาจะตีฆ้องร้องเป่าเรื่องนี้ใหญ่โตขนาดนี้ และไม่เสียดายที่จะผลักดันเรื่องนี้ให้กลายเป็นเรื่องการเมืองระดับเชือดไก่ให้ลิงดู
แบบนี้ก็
ทั้งแก้ปัญหาของเขาได้อย่างเด็ดขาดถาวร
ทั้งเชือดไก่ให้ลิงดูเพื่อคุมความสงบเรียบร้อยในช่วงสอบยุทธ์
แถมยังเป็นการแสดงแสนยานุภาพของราชสำนักและกองปักภูษาให้พวกชาวยุทธ์ที่ไร้กฎเกณฑ์พวกนั้นได้เห็นอีกด้วย
เรียกได้ว่ายิงหินก้อนเดียวได้นกสามตัว
เมื่อเทียบกับวิธีของเฉิ่นฝา วิธีของเขาไม่เพียงแต่ตั้งรับและดูใจแคบ แถมยังไม่สามารถแก้ปัญหาที่ต้นตอได้
เถ้าแก่หลิวดูเหมือนจะคิดถึงจุดนี้เช่นกัน ถามอย่างคาดหวัง "เจ้าหนุ่ม คราวนี้ เรื่องนั้นถือว่าจบแล้วใช่หรือไม่"
หยางเกอพยักหน้าอย่างมั่นใจ "จบแน่นอนครับ ทางการถึงกับออกหน้าเอง ใครยังกล้ามาหาเรื่องพวกเราอีก นั่นมันก็เท่ากับตบหน้าทางการไม่ใช่รึ ไม่คุ้มหรอก"
เมื่อได้ยินคำรับรองที่หนักแน่นของหยางเกอ ก้อนหินใหญ่ที่ถ่วงใจเถ้าแก่หลิวอยู่ก็ตกลงพื้นเสียที
เขาลูบอก ถอนหายใจอย่างโล่งอก "จบก็ดีแล้ว จบก็ดีแล้ว สองวันนี้ข้านอนไม่หลับทั้งคืนเลย กลัวว่าเรื่องนี้จะเป็นอันตรายต่อเจ้า ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ชีวิตนี้ข้าก็คงอยู่อย่างไม่สงบสุข"
เมื่อเรื่องนี้จบลง เขาก็กล้าพูดความกังวลในใจออกมาเสียที
หยางเกอรู้สึกซาบซึ้งใจเล็กน้อย ฝืนยิ้มปลอบใจ "ท่านก็แค่คิดมากไปเอง เมื่อวานข้าก็บอกท่านแล้วว่าไม่มีอะไรมาก ท่านก็ยังไม่เชื่อข้าอีก"
เถ้าแก่หลิวหันไปลากเก้าอี้มาตัวหนึ่ง ค่อยๆ นั่งลง ได้ยินดังนั้นก็ยิ้มโบกมือ "ใช่หรือไม่ใช่ ในใจข้าย่อมมีตาชั่ง"
หยางเกอยิ้ม ไม่พูดอะไรต่อ หันไปพูดกับหวังต้าลี่ "พี่หวัง ไปต้มน้ำร้อนชงชาร้อนๆ สักสองสามกากับข้าเถอะ เดี๋ยวพวกท่านขุนนางมาถึง พวกเราจะไม่มีแม้แต่น้ำร้อนต้อนรับก็ดูจะเสียมารยาทเกินไป"
คำพูดนี้ทำเอาเถ้าแก่หลิวถึงกับนั่งไม่ติด ตบหน้าผากลุกขึ้นยืน "เผลอเรอไป เผลอเรอไป พวกเจ้ารีบไปต้มน้ำ ข้าจะไปเอาชาดีที่ข้าเก็บไว้มา"
ช่างบังเอิญจริงๆ ที่ทั้งสามคนในโรงเตี๊ยมเพิ่งจะชงชาเสร็จ ก็ได้ยินเสียงฆ้องดังลั่น
ทั้งสามคนรีบออกไปต้อนรับ
ก็เห็นใจกลางถนนที่เต็มไปด้วยผู้คน มีคนของทางการกว่ายี่สิบคนที่ดูองอาจ สวมชุดรัดกุมสีดำปักลายยาจื้อที่แขนเสื้อ เอวคาดดาบหางวัวประดับเงิน กำลังคุมตัวชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือด มือเท้าถูกล่ามโซ่ตรวน ตีฆ้องตีกลองเดินมาทางนี้
หยางเกอเตรียมใจมาแล้ว กวาดสายตามองพวกกองปักภูษาที่สวมชุดลายยาจื้อแวบหนึ่ง แล้วก็หันไปมองชายวัยกลางคนที่ถูกล่ามโซ่ตรวน รู้สึกว่ารูปร่างของคนคนนี้คล้ายกับชายชุดดำที่ย่องเข้ามาในโรงเตี๊ยมเมื่อคืนก่อนมาก
เถ้าแก่หลิวไม่ได้เตรียมใจมา พอเห็นเครื่องแบบของกองปักภูษาชัดๆ ก็ถึงกับขาอ่อน "โอ้ แม่เจ้า กองปักภูษา"
หยางเกอไวเท่าความคิดรีบคว้าตัวเขาไว้ "ท่านไม่ต้องกลัว พวกเราเป็นคนดี กองปักภูษามาเพื่อทวงความยุติธรรมให้พวกเรา ท่านจะกลัวอะไร"
"ใช่ๆๆ"
เถ้าแก่หลิวพยักหน้าหงึกๆ "พวกเราเป็นคนดี บรรพบุรุษแปดชั่วโคตรก็เป็นคนดี"
แม้ปากจะพูดอย่างนั้น แต่ขาทั้งสองข้างของตาเฒ่าก็ยังสั่นเหมือนเจ้าพ่อเพลงอีดีเอ็ม
เมื่อเห็นท่าทางของเถ้าแก่หลิว หยางเกอก็พอจะเข้าใจถึงความน่าเกรงขามของกองปักภูษาได้อย่างชัดเจน
ขบวนกองปักภูษาคุมตัวชายวัยกลางคนมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูโรงเตี๊ยมเย่ว์ไหล นายทหารที่เป็นหัวหน้ายกมือขึ้น ทั้งขบวนก็หยุดลง
"พวกเจ้าคือผู้เสียหายจากโรงเตี๊ยมเย่ว์ไหลใช่หรือไม่"
นายทหารกองปักภูษากุมด้ามดาบ กวาดสายตาที่เย็นเยียบดุจลมหนาวมองคนทั้งสามที่หน้าประตูโรงเตี๊ยม
เถ้าแก่หลิวตัวสั่นงันงกเดินออกมา ประสานมือไหว้ไม่หยุด "ท่าน ท่าน ท่านขอรับ พวกข้า พวกข้า พวกข้า"
เมื่อเห็นเถ้าแก่หลิวตื่นเต้นจนลิ้นพันกัน หยางเกอก็ก้าวออกมาข้างหน้า ประสานมือคารวะ "เรียนท่านขุนนาง พวกข้าชาวบ้านเป็นคนของโรงเตี๊ยมเย่ว์ไหล เมื่อคืนก่อนมีคนร้ายย่องเข้ามาทำร้ายคนในโรงเตี๊ยมของพวกข้าจริง เป็นข้าน้อยเองที่พบคนร้าย"
"เช่นนั้นก็ดี"
นายทหารกองปักภูษาหันไป ชี้ไปที่ชายวัยกลางคนด้านหลัง "เจ้าดูให้ชัดๆ ว่าคนผู้นี้ ใช่คนร้ายที่ก่อเหตุเมื่อคืนก่อนหรือไม่"
"ขอรับ"
หยางเกอรับคำ ท่ามกลางสายตาของคนนับไม่ถ้วน เขาจำต้องเดินหน้าเข้าไปดูชายวัยกลางคนอย่างละเอียด
ชายวัยกลางคนถูกอุดปากด้วยผ้า พูดไม่ได้ เมื่อเห็นหยางเกอเดินเข้ามาจ้องมองตัวเองใกล้ๆ ก็ร้อง "อู อู" ออกมาอย่างหวาดกลัว
สภาพผมเผ้ายุ่งเหยิง น้ำมูกน้ำตาไหลนองหน้า ดูทั้งน่ากลัวและน่าสงสาร
"อยู่นิ่งๆ"
นายทหารกองปักภูษาไม่รู้ว่ากลัวหยางเกอจะถูกชายวัยกลางคนข่มขู่ หรือกลัวว่าหยางเกอจะกังวลเรื่องอื่น หันไปเตะชายคนนั้นจนคุกเข่าลงกับพื้น
ใครจะรู้ว่าชายวัยกลางคนกลับฉวยโอกาสนี้ล้มตัวลงนอนกับพื้น ร้องโหยหวนดิ้นทุรนทุรายไปมา ราวกับว่าได้รับความไม่เป็นธรรมอย่างแสนสาหัส
ฝูงชนที่มุงดูเริ่มมีเสียงฮือฮาเล็กน้อย
เห็นได้ชัดว่าไม่มีเสียงพูดคุย แต่ในอากาศกลับเหมือนมีแมลงวันบินว่อนอยู่
นับไม่ถ้วน
หยางเกอเงยหน้ามองนายทหารกองปักภูษา
กลับพบว่านายทหารกองปักภูษาก็กำลังมองเขาอยู่เช่นกัน มองเขาตาไม่กะพริบ
เขาก้มหน้าลง เหยียบไปที่คอของชายวัยกลางคนคนนี้ ก้มลงดึงเสื้อผ้าของเขาออก ก็เห็นว่าที่ไหล่ซ้ายใกล้กับหน้าอกมีผ้าพันแผลพันไว้
เขาเปิดผ้าพันแผลออก บาดแผลยาวครึ่งฉื่อ กรีดจากซ้ายไปขวา เนื้อแบะออกทั้งสองข้าง แม้จะทายาห้ามเลือดไว้หนาเตอะ แต่ก็ยังมีเลือดสีดำซึมออกมาไม่หยุด ปรากฏอยู่ตรงหน้าเขา
เมื่อเห็นบาดแผลนี้ หยางเกอก็แน่ใจในตัวตนของคนที่อยู่ใต้เท้าเขาทันที
เมื่อคืนก่อนชายชุดดำลงมือปุ๊บก็คว่ำโต๊ะ ดับตะเกียงน้ำมันบนโต๊ะ
ดังนั้นเบาะแสเดียวที่หยางเกอจะใช้ยืนยันตัวตนของชายชุดดำได้ ก็คือขวานเล่มแรกที่เขาฟันเข้าไปในความมืด นั่นคือขวานที่เขาอาศัยความทรงจำสุดท้ายก่อนที่แสงจะดับ และทิศทางที่เสียงของชายชุดดำดังออกมา ฟันออกไป
เขาจำได้ชัดเจนว่า ขวานเล่มนั้นฟันเข้าที่หน้าอกของชายชุดดำ
ส่วนการต่อสู้หลังจากนั้น ก็คือการฟันมั่วซั่วไปหมด แม้เขาจะรู้สึกว่าฟันโดนไปหลายครั้ง แต่โดนตรงไหนบ้าง เขาก็ไม่รู้เหมือนกัน
"เรียนท่านขุนนาง คนผู้นี้คือคนร้ายที่ย่องเข้ามาทำร้ายคนในโรงเตี๊ยมเย่ว์ไหลเมื่อคืนก่อนไม่ผิดแน่ คืนนั้นข้าน้อยถูกบังคับให้ต่อสู้กับคนร้าย เคยใช้ขวานผ่าฟืนของโรงเตี๊ยมฟันเข้าที่หน้าอกของคนร้าย ท่านขุนนางโปรดดู บาดแผลนี้คือหลักฐานขอรับ"
สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่หน้าอกของชายวัยกลางคนตามคำพูดของหยางเกอ
ฝูงชนค่อยๆ เงียบลง เสียงแมลงวันที่เหมือนจะมีเหมือนจะไม่มีในอากาศก็ค่อยๆ หายไป
นายทหารกองปักภูษามองบาดแผลแวบหนึ่ง เงยหน้าขึ้น "มีหลักฐานวัตถุหรือไม่"
หยางเกอประสานมือ "มีขอรับ พี่หวัง ขวานผ่าฟืนซ่อนอยู่บนหลังคาส้วม รบกวนท่านไปเอามาที"
หวังต้าลี่ที่ตัวสั่นเป็นเจ้าเข้าได้ยินดังนั้น ก็ราวกับได้รับอภัยโทษ รีบทิ้งท้าย "ข้าจะรีบไปเอาเดี๋ยวนี้" แล้วก็วิ่งเข้าไปในโรงเตี๊ยม
นายทหารกองปักภูษาเห็นดังนั้นก็โบกมือ กองปักภูษาสองนายก็กุมด้ามดาบเดินตามเข้าไปทันที
ไม่นาน กองปักภูษาสองนายก็หนีบหวังต้าลี่ออกมา พร้อมกับขวานขึ้นสนิมที่คมขวานยังมีคราบเลือดติดอยู่เล็กน้อย ยื่นให้นายทหารกองปักภูษา
นายทหารกองปักภูษารับขวานมา เดินไปนั่งยองๆ อยู่หน้าชายวัยกลางคน เอาขวานไปเทียบกับบาดแผลบนหน้าอกของเขา
ไม่นาน เขาก็โบกมือให้หยางเกอโดยไม่หันกลับมามอง
หยางเกอเข้าใจ ยกเท้าออกจากคอของชายวัยกลางคน โค้งตัวถอยหลังไปหนึ่งก้าว
ชายวัยกลางคนได้ยินบทสนทนาระหว่างหยางเกอกับนายทหารกองปักภูษาตลอด พอถูกปล่อยเป็นอิสระก็ร้อง "อู อู อู" โขกหัวให้นายทหารกองปักภูษาไม่หยุด
นายทหารกองปักภูษาดึงผ้าอุดปากของเขาออก ลุกขึ้นยืนมองเขาจากมุมสูงตวาด "ติงหม่าน เจ้าบุกรุกโรงเตี๊ยมเย่ว์ไหลในยามวิกาล ทำร้ายร่างกายผู้อื่น และพยายามกระทำการมิชอบเมื่อคืนก่อน เจ้ายอมรับหรือไม่"
หลักฐานมัดตัวแน่นหนาขนาดนี้ ชายวัยกลางคนที่ไหนจะกล้าต่อกรกับกองปักภูษาที่โหดเหี้ยมเลื่องชื่อได้อีก ร้องไห้โฮอ้อนวอนเสียงดัง "เรียนท่านขุนนาง คืนนั้นข้าน้อยแค่คิดจะปล้น"
นายทหารกองปักภูษาพูดขัดจังหวะอย่างเย็นชา "เจ้ายอมรับผิดก็ดีแล้ว"
ชายวัยกลางคนชะงักไป ยืดตัวขึ้นอย่างแรงกำลังจะตะโกน
แต่น่าเสียดาย ที่สายไปแล้ว
"เคร้ง"
เกิดแสงสว่างวาบจนแสบตา
หยางเกอที่ยืนอยู่ด้านหลังชายวัยกลางคนยังไม่ทันรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ถูกของเหลวอุ่นๆ สาดเข้าเต็มหน้า
เขาลูบแก้มตัวเองโดยสัญชาตญาณ พอก้มลงมอง สีแดง เหนียวหนืด
พอก้มหน้าลงอีกครั้ง ก็เห็นศีรษะของชายวัยกลางคนกลิ้งอยู่บนพื้น เหมือนลูกบอลที่กระดอนบนพื้นสองสามครั้ง แล้วก็กลิ้งมาหยุดอยู่ที่เท้าเขา หงายหน้าขึ้น ดวงตาที่เบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว จ้องมองมาที่เขาเขม็ง
หยางเกอสะท้านขึ้นมาทันที ความรู้สึกชาเหมือนถูกไฟฟ้าช็อตแผ่ซ่านจากปลายกระดูกก้นกบ วิ่งขึ้นไปถึงหนังศีรษะในชั่วพริบตา กลายเป็นขนลุกไปทั้งตัว
"ตุบ"
ร่างไร้หัวล้มลงอย่างแรง เลือดสีแดงสดพุ่งออกมาเหมือนก๊อกน้ำที่เปิดทิ้งไว้ ไหลนองพื้นจนกลายเป็นสีแดงฉาน
ในที่สุดหยางเกอก็ได้สติ ถอยหลังกรูดไปเจ็ดแปดก้าว ก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้น สองมือเกาไปทั่วตัวอย่างบ้าคลั่ง
เขาหลับตาแน่น ไม่กล้าแม้แต่จะมองภาพนองเลือดตรงหน้า
แต่ภาพของศีรษะมนุษย์และร่างไร้หัวที่ลอยอยู่บนพรมสีแดง กลับสลักลึกเข้าไปในสมองของเขา
ทำให้เขาขนลุกซู่ไปทั้งตัว เกาเท่าไหร่ก็ไม่หายคัน
นายทหารกองปักภูษาเหลือบมองเขาอย่างดูแคลน หันไปเผชิญหน้ากับฝูงชนที่มุงดูอยู่รอบๆ ใช้ดาบในมือชี้ไปที่ร่างไร้หัวของชายวัยกลางคน ตะโกนเสียงดัง
"ติงหม่าน พ่อค้าคุ้มภัยสำนักคุ้มภัยหู่เวยแห่งไท่หยวนฝู่ ไม่เคารพกฎหมายบ้านเมือง เหิมเกริมอุกอาจ ก่อเหตุบุกรุกทำร้ายร่างกายผู้อื่น ปล้นชิงทรัพย์สินและพยายามฆ่าคนตายในช่วงเตรียมการสอบยุทธ์ ทำลายพระมหากรุณาธิคุณของฝ่าบาท ทำลายความบริสุทธิ์ยุติธรรมของการสอบยุทธ์ โทษสมควรตาย ไม่อาจให้อภัยได้ จึงได้ทำการประหารชีวิตในที่สาธารณะ เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง"
ฝูงชนเงียบไปครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็มีคนตะโกนขึ้น "ท่านขุนนางช่างปรีชา"
"ท่านเปาบุ้นจิ้น"
"ท่านขุนนางมาแล้ว อำเภอลู่ถิงก็มีท้องฟ้าที่สดใสแล้ว"
ฝูงชนระเบิดเสียงเฮลั่น เสียงโห่ร้องยินดีดังขึ้นไม่ขาดสาย ราวกับกำลังฉลองเทศกาล
มีเพียงหยางเกอ ที่ยังคงนั่งอยู่ที่เดิมเกาหูเกาหัวอย่างบ้าคลั่ง "ฝันร้าย ฝันร้ายชัดๆ"
ในขณะนั้นเอง ที่ชั้นสองของบ้านหลังหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงเตี๊ยมเย่ว์ไหลนัก
เฉิ่นฝานั่งอยู่หน้าหน้าต่าง จ้องมองฉากอวสานของละครโรงใหญ่ที่หน้าประตูโรงเตี๊ยมเย่ว์ไหลตาไม่กะพริบ
ด้านหลังเขา มีร่างกว่าสิบร่างที่แต่งกายซอมซ่อเหมือนพ่อค้าแม่ค้าตามท้องถนน เดินไปเดินมาอย่างเร่งรีบ
"จิตรกร แขกนั่งเกาหูเกาหัวอยู่กับพื้น หลับตาไม่กล้ามองศพที่ถูกตัดหัว ปากก็พึมพำว่า 'ฝันร้าย ฝันร้าย' 'คนบ้า พวกมันบ้ากันไปหมดแล้ว' เอ่อ ข่าวล่าสุด แขกอ้วกแล้ว"
"สมุห์บัญชี วันที่สิบแปดเดือนหก แขกซื้อข้าวฟ่างหกถัง ข้าวสาลีสองถัง เนื้อหมูสองชั่ง เกลือเถื่อนสามตำลึง ที่ตลาดตะวันออกลู่ถิง ใช้เงินไปหนึ่งร้อยยี่สิบเจ็ด"
"ผู้ใหญ่บ้าน กู่หยิงชุนลูกสาวคนเดียวของเศรษฐีกู่แห่งตลาดตะวันออก พอมีหน้ามีตาอยู่บ้าง ตั้งใจจะรับแขกเป็นลูกเขยแต่งเข้าบ้าน วานเถ้าแก่ไปสู่ขอสามครั้ง แต่ก็ถูกปฏิเสธทั้งหมด บอกว่ายังไม่มีความคิดที่จะสร้างครอบครัว กู่หยิงชุนโกรธมาก เคยแอบไปหาแขกที่โรงเตี๊ยม แต่แขกหลบหน้าไม่ยอมพบ"
"อาจารย์ เมื่อสามเดือนก่อนมีพ่อค้าชาวตงอิ๋งมาพักที่โรงเตี๊ยม หวังต้าลี่ได้เงินรางวัลสามเหรียญ ดีใจจนเนื้อเต้น รีบไปบอกแขกให้ไปขอรางวัลด้วยกัน แขกพูดว่า 'พวกตงอิ๋๋งตัวเล็ก มีมารยาทแต่ไร้คุณธรรม หน้าคนแต่ใจสัตว์' เตือนหวังต้าลี่อย่าให้ถูกภาพลวงตาหลอก หวังต้าลี่สงสัยว่าแขกอิจฉาที่ตนได้รางวัล จึงนำไปเล่าให้เพื่อนบ้านฟัง"
เฉิ่นฝาฟังรายงานทีละเรื่องๆ ภาพของหยางเกอในใจของเขาก็ค่อยๆ ชัดเจนขึ้น
[จบแล้ว]