เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1

บทที่ 1

บทที่ 1


"คนเราตายแล้วไปไหนกันนะ?"

"ใครจะไปรู้ล่ะ ฉันไม่เคยตายนี่"

ผมตอบเพื่อนอย่างไม่ใส่ใจนัก เขาจู่ๆ ก็เอ่ยถามขึ้นมาระหว่างที่เรากำลังนั่งดื่มกันอยู่

มันไม่ใช่หัวข้อที่ผมเคยเก็บมาใส่ใจเลยสักนิด สำหรับผมแล้ว การใช้เวลาลับคมดาบของตัวเองดูจะเป็นประโยชน์กว่าการมานั่งครุ่นคิดเรื่องพรรค์นี้เป็นไหนๆ

"เขาว่ากันว่าบางคนก็ได้เกิดใหม่นะ"

"ถ้างั้น... ก็หวังว่าชาติหน้าฉันจะได้เกิดในครอบครัวธรรมดาๆ ก็แล้วกัน อยากใช้ชีวิตอย่างสงบสุขดูบ้าง"

เขาหัวเราะเบาๆ กับคำพูดของผมที่ว่าอยากมีชีวิตอันสงบสุข ก่อนจะถามย้ำอีกครั้ง

"พูดจริงรึเปล่าเนี่ย?"

"อืม"

"ตอนนี้ผู้คนมากมายก็กำลังทุกข์ทรมานจากมหันตภัยอยู่แล้วนะ ถ้านายเคลื่อนไหวล่ะก็ จะมีคนตายเพิ่มขึ้นอีกมากโขเลย"

"ฉันไม่สน"

"ไม่ยักรู้ว่าเพื่อนที่ดูร่าเริงของฉันจะมีความเจ็บปวดเก็บไว้มากขนาดนี้"

"ใครๆ ก็มีอดีตที่เจ็บปวดกันสักเรื่องสองเรื่องทั้งนั้นแหละ"

เขาพยักหน้าเห็นด้วย แล้วจึงยกแก้วขึ้น

"ไว้เรื่องทั้งหมดนี้จบลงเมื่อไหร่ เราไปล่ามอนสเตอร์กันอีกนะ"

"ก็หาคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อมาให้ฉันหน่อยก็แล้วกัน"

เขาหัวเราะร่า ก่อนจะกระดกเครื่องดื่มในแก้วรวดเดียวจนหมดแล้ววางมันลง

"ขอให้โชคดีนะ ต้องให้ฉันสวดภาวนาให้ไหม?"

"ฉันไม่เชื่อในพระเจ้า ฉันเชื่อในสิ่งนี้เท่านั้น"

ผมชูดาบของตัวเองขึ้นแล้วหัวเราะ ทำให้เขาได้แต่ส่ายหัวขณะลุกขึ้นยืน

"ลาก่อนนะ คงไม่ได้ไปไหนไกลหรอก"

"พูดเหมือนแกเคยไปไหนไกลอย่างนั้นแหละ"

ฟุ่บ...

วงแหวนมิติสีดำปรากฏขึ้น ร่างของเขาก็ถูกดูดหายเข้าไปในนั้นจนลับสายตา

"เป็นทักษะที่สะดวกดีจริงๆ"

เมื่อถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพัง ผมจึงยกแก้วขึ้นดื่ม

หนึ่ง... สอง... สามแก้ว

ความทรงจำในอดีตผุดขึ้นมาอีกครั้ง

'ฉันเสียใจ'

แคว้นเฟอร์เดียมตั้งอยู่ทางตอนเหนือของอาณาจักรริทาเนีย

มันเป็นดินแดนที่ยากจนและรกร้างซึ่งตั้งอยู่บนชายแดนของอาณาจักร ต้องต่อสู้กับพวกคนเถื่อนอยู่ตลอดเวลา

และผมเกิดมาในฐานะทายาทของแคว้นแห่งนั้น

'ฉันมันน่าสมเพช'

ผมใช้ชีวิตอยู่กับความคับข้องใจ เอาแต่เปรียบเทียบสภาพแวดล้อมของตัวเองกับลูกหลานขุนนางคนอื่นๆ

การเปรียบเทียบนำมาซึ่งปมด้อย

และปมด้อยก็ถูกระบายออกมาเป็นการกระทำที่บ้าบิ่นจนนำไปสู่อุบัติเหตุ ผู้คนต่างชี้นิ้วเยาะเย้ยผมไม่หยุดหย่อน

ไอ้สารเลว, ไอ้คนบ้า, ปรมาจารย์ดาบบ้าเลือด…

ผมใช้ชีวิตอยู่กับฉายาที่น่าอัปยศสารพัด จนกระทั่ง... ในที่สุดผมก็หนีออกจากตระกูลไปอย่างน่าอดสู

หลายปีผ่านไปขณะที่ผมร่อนเร่ไปในฐานะทหารรับจ้าง

อาจจะเพราะโชคดี ผมถึงเอาชีวิตรอดมาได้แม้จะต้องคลุกคลีอยู่กับสมรภูมินับครั้งไม่ถ้วน

เมื่อผมเก่งกาจขึ้นจากการเฉียดตายครั้งแล้วครั้งเล่า ชื่อเสียงของผมก็เริ่มขจรขจาย และความปรารถนาที่จะกลับบ้านก็เพิ่มพูนขึ้นเช่นกัน

'ตอนนั้นฉันคิดว่าถ้าได้กลับไป ทุกอย่างคงจะดีขึ้น'

ด้วยความเสียใจและรู้สึกผิดต่อความโง่เขลาในวัยเยาว์ ผมคิดว่าตัวเองจะสามารถกลับบ้านและช่วยเหลือครอบครัวได้อย่างใหญ่หลวง

แต่...

กว่าที่ผมจะได้กลับไป ครอบครัวและดินแดนของผมก็เหลือแต่เพียงเถ้าถ่านเสียแล้ว

ผมทำอะไรไม่ได้เลย สิ่งเดียวที่ทำคือการวิ่งหนี

ผมต้องหลบซ่อนตัว ทิ้งแม้กระทั่งนามของขุนนางไป เพราะกลัวอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับตัวเอง

'ฉันต้องแข็งแกร่งขึ้น'

เป้าหมายใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้นในใจผม

ผมอดทนต่อความเจ็บปวดแสนสาหัสมานานหลายปี เคี่ยวกรำตนเองประดุจคมดาบ ผมต่อสู้อย่างไม่หยุดยั้งกับมหันตภัยนับไม่ถ้วนที่ทำลายล้างทวีป

เมื่อถึงจุดหนึ่ง ผู้คนก็เริ่มเรียกผมด้วยชื่อใหม่

ราชันย์ทหารรับจ้าง

และในที่สุด ผมก็ได้ยืนหยัดอยู่ท่ามกลางเจ็ดผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ในตำแหน่งอันรุ่งโรจน์ที่รู้จักกันในนาม 'เจ็ดผู้แข็งแกร่งแห่งทวีป'

ณ ตอนนั้น ผมไม่ขาดสิ่งใดในชีวิตอีกแล้ว มีทั้งลูกน้องนับไม่ถ้วน ชื่อเสียงที่ไม่มีใครเทียบ และฝีมือที่สมกับตำแหน่งนั้น

'แต่มันก็ยังไม่พอ'

อย่างไรก็ตาม ผมกลับรู้สึกกระหายอยู่เสมอ

ความล่มสลายของตระกูล ความเสียใจในวัยเยาว์ และการตระหนักรู้ที่มาช้าเกินไป

ทุกค่ำคืน อดีตของผมตามมาหลอกหลอนจนนอนไม่หลับหากไม่ได้ดื่ม

ครอบครัวและเพื่อนพ้องที่จากไปนานแล้ว ผู้คนในดินแดนของผม... พวกเขาจะไม่มีวันกลับมา

'ฉันเสียใจ'

สงครามยังไม่จบสิ้น

มหันตภัยที่พัดถล่มทั่วทั้งทวีปอาบแผ่นดินให้ชุ่มโชกไปด้วยเลือด และเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของผู้คนก็ไม่เคยจางหาย

แต่หัวใจของผมไม่สามารถรองรับเสียงกรีดร้องเหล่านั้นได้อีกต่อไปแล้ว

'ถึงเวลาแล้ว'

ถึงเวลาที่จะต้องพักความเสียใจเอาไว้ข้างๆ แม้จะเป็นเพียงชั่วครู่ก็ตาม ผมยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่ต้องทำ

เพราะผมยังอ่อนแอเกินไป ยังไม่ดีพอ ยังระมัดระวังเกินไป... ยัง... ยัง...

ผมเอาแต่หาข้ออ้าง เลื่อนสิ่งที่ต้องทำออกไปเสมอ

'การแก้แค้น'

ใช่แล้ว ถึงเวลาที่จะต้องชำระแค้นกับพวกที่ทำลายครอบครัวของผมแล้ว

ความว่างเปล่ากัดกินผมจากภายใน ผมไม่อาจรีรอได้อีกต่อไป

เลือดของพวกมันจะเติมเต็มความว่างเปล่าในใจผม

ผมวางแก้วเหล้าลงแล้วกุมดาบของตัวเองไว้

* * *

ราชันย์ทหารรับจ้าง 'กิสเลน' ได้รวบรวมกองทัพ

ข่าวที่ว่าหนึ่งในเจ็ดผู้แข็งแกร่งแห่งทวีปกำลังเคลื่อนทัพเข้าสู่สงครามสร้างความตกตะลึงให้กับทุกคน

แม้ว่ากิสเลนจะถูกจัดอยู่ในอันดับต่ำที่สุดในบรรดาเจ็ดคน แต่คุณค่าทางยุทธศาสตร์ของราชันย์ทหารรับจ้างนั้น กล่าวกันว่าเทียบเท่ากับกำลังทหารของทั้งประเทศ

― เหตุใดราชันย์ทหารรับจ้างถึงได้ตัดสินใจเช่นนี้!

ด้วยสงครามที่กำลังดำเนินอยู่ การกระทำของกิสเลนจึงปลุกเร้าความโกรธแค้นจากผู้คนมากมาย

ทำไมถึงต้องมาสร้างความขัดแย้งภายในกันในเวลาแบบนี้ด้วย?

เพื่อตอบโต้ข้อสงสัยนั้น เขาได้เปิดเผยชื่อและสายเลือดที่เขาซ่อนไว้มาเป็นเวลานาน

"สำหรับข้าแล้ว การล้างแค้นให้ครอบครัวสำคัญกว่า"

เป้าหมายในการล้างแค้นของเขาคืออาณาจักรที่ครอบครัวของเขาเคยอาศัยอยู่ — อาณาจักรริทาเนีย

กิสเลนชี้ดาบของเขาไปยังบ้านเกิดที่เขาจากมานานแสนนาน

ด้วยชื่อเสียงอันโด่งดังของเขา ผู้คนจำนวนมากต่างหลั่งไหลเข้ามาร่วมในสงครามครั้งนี้

ในหมู่พวกเขามีทั้งลูกน้องผู้ภักดีของกิสเลนและผู้ที่กระตือรือร้นที่จะคว้าโอกาสในความโกลาหล ทุกคนต่างชูดาบขึ้นเคียงข้างเขา

"เป้าหมายเดียวของข้าคือการทำลายล้างริทาเนีย"

ริทาเนียเป็นที่รู้จักในฐานะมหาอำนาจทางทหาร แต่กิสเลน หนึ่งในเจ็ดผู้แข็งแกร่งแห่งทวีป ก็น่าเกรงขามไม่แพ้กัน

กิสเลนอาละวาดไปทั่วอาณาจักร ทลายทุกสิ่งที่ขวางหน้าด้วยพลังอันท่วมท้น ทว่า การรุกคืบของเขากลับต้องเผชิญกับการต่อต้านอย่างดุเดือดในทันที

'แปลก'

ยอดฝีมือที่ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเริ่มปรากฏตัวขึ้นทีละคนเพื่อขวางทางเขา แต่คนเหล่านี้ไม่ได้มาจากริทาเนีย

ทำไมคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับอาณาจักรถึงมายืนขวางทางกิสเลน?

'มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล'

กิสเลนปัดความสงสัยทิ้งไป แล้วสังหารพวกมันลงทีละคนอย่างใจเย็นขณะที่เขารุกคืบต่อไป เขาจำเป็นต้องจบสงครามให้เร็วที่สุดหากต้องการชัยชนะ แต่การปรากฏตัวอย่างกะทันหันของยอดฝีมือที่ซ่อนเร้นเหล่านี้ ทำให้แผนการของเขาต้องปั่นป่วน

เมื่อสงครามยืดเยื้อ สถานะทางการเงินของอาณาจักรก็ย่ำแย่ลงอย่างรวดเร็ว ทหารรับจ้างจำนวนมากของเขา สมกับที่เป็นทหารรับจ้าง เริ่มตีจากเมื่อคำนวณแล้วว่าผลประโยชน์ที่ได้นั้นลดน้อยลง

จากนั้น เหตุการณ์ชี้ขาดที่ตัดสินผลของสงครามก็เกิดขึ้น

'อัศวินผู้สูงศักดิ์' เอเดนหนึ่งในเจ็ดผู้แข็งแกร่งแห่งทวีป ได้เข้าร่วมสมรภูมิ

ตาชั่งแห่งชัยชนะก็เอนเอียงไปยังฝั่งอาณาจักรอย่างรวดเร็ว ในท้ายที่สุด กิสเลนก็ถูกบังคับให้คุกเข่าลงต่อหน้าศัตรูในการต่อสู้ครั้งสุดท้าย

"คาร์โตสินะ... ไม่สิ ชื่อจริงของเจ้าคือกิสเลนใช่หรือไม่? จบลงแบบนี้นี่เอง"

เอเดนกล่าวพร้อมกับหัวเราะอย่างขบขัน

ชายรูปงามผมสีทองในชุดเกราะแวววาวกำลังยืนอยู่เบื้องหน้าเขา แม้ว่าชุดเกราะของเขาจะมีรอยร้าวหลายแห่งและผมเผ้ายุ่งเหยิง ซึ่งเป็นหลักฐานของการต่อสู้ที่ดุเดือด แต่เขาก็ไม่ได้รับบาดเจ็บถึงชีวิต

ในทางกลับกัน กิสเลนที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้า ถูกหอกและดาบนับสิบเล่มแทงทะลุจนแทบหาที่ว่างบนร่างกายไม่เจอ

แม้จะอาบไปด้วยเลือด กิสเลนก็ยังแยกเขี้ยวและยิ้มให้เอเดน

"บัดซบเอ๊ย... ไม่คิดว่าแกจะเข้ามายุ่งด้วย"

เอเดนหัวเราะอีกครั้งขณะกวาดตามองไปรอบๆ สมรภูมิ

พื้นที่โดยรอบถูกทำลายจนพินาศย่อยยับจากการต่อสู้อันรุนแรง ศพกองสูงเป็นภูเขา และแม่น้ำโลหิตไหลนองไปทั่วพื้นดิน

"คนของเจ้าหนีไปหมดแล้ว สมกับเป็นพวกสุนัขชั้นต่ำที่ไร้ซึ่งศักดิ์ศรี"

"แค่ก... ทหารรับจ้างที่เก่งกาจย่อมรู้จักหาทางรอด ถ้ามีชีวิตอยู่ได้ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องตาย"

เอเดนแค่นเสียงหยามหยัน เขาชูดาบขึ้นแล้วจ่อไปที่ลำคอของกิสเลน

"มีอะไรจะสั่งเสียไหม?"

"ไม่มี ข้าเสียใจแค่เรื่องเดียวที่ทำลายอาณาจักรนี้ให้สิ้นซากไม่ได้ เอาเลย รีบฆ่าข้าซะ ไอ้สารเลวหน้าเลี่ยน"

"ปากดีไม่เข้าเรื่อง"

ริมฝีปากของเอเดนบิดเบี้ยวด้วยความไม่พอใจต่อท่าทีท้าทายของกิสเลน

"ข้าไม่เคยชอบแกอยู่แล้ว แค่ทหารรับจ้างสกปรกที่ถูกเอ่ยชื่อในระดับเดียวกับข้า"

"แกคิดว่าข้าชอบนักรึไง?"

"แต่ไม่คิดเลยว่าแกจะเป็นผู้รอดชีวิตจากตระกูลเคานต์แห่งเฟอร์เดียม... นั่นน่าประหลาดใจจริงๆ"

คิ้วของกิสเลนกระตุก

มีบางอย่างแปลกๆ ในน้ำเสียงของเอเดน ราวกับว่ามันเป็นมากกว่าแค่การพูดคุยเรื่อยเปื่อยเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ใครๆ ก็รู้

เมื่อเห็นความสับสนในดวงตาของกิสเลน เอเดนก็ยิ้มอย่างพึงพอใจ เขาโน้มตัวเข้าไปใกล้ แล้วกระซิบข้างหูกิสเลน

"ไม่นึกเลยว่าแกรนด์ดยุคแห่งเฟอร์เดียมจะเป็นแก หลังจากพี่สาวของแกตาย แกก็หายตัวไปเลยนี่นา? มีช่วงหนึ่งที่พวกเราตามหาแกอยู่เหมือนกัน"

"แก... แกรู้เรื่องนั้นได้ยังไง?"

เอเดนไม่ได้มาจากอาณาจักรริทาเนีย เขาไม่มีเหตุผลที่จะต้องรู้เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้วในประเทศอื่น

แล้วยังจะมาบอกว่าเคยตามหาเขาอีก?

"ข้าย่อมต้องรู้อยู่แล้ว 'พวกเรา' ต่างหากที่เป็นคนทำลายตระกูลของแกโดยร่วมมือกับดัชชีเดลฟีน"

"ว่ายังไงนะ?"

คำพูดของเอเดนฟาดใส่ความคิดของกิสเลนราวกับค้อนปอนด์

ดัชชีเดลฟีนที่ทำลายล้างเฟอร์เดียม ได้ก่อกบฏและยึดครองอาณาจักรไปนานแล้ว

นั่นคือเหตุผลที่กิสเลนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากตั้งเป้าหมายการแก้แค้นไปที่ตัวอาณาจักรเอง

แต่ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีคนจากชาตอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย!

กิสเลนไม่อาจทำความเข้าใจสถานการณ์ได้ ร่างกายของเขาแข็งทื่อ เขาตะโกนถามอย่างร้อนรน ใบหน้าเต็มไปด้วยความสับสน

"'พวกเรา'? แกจะบอกว่ามีคนหนุนหลังดัชชีอยู่งั้นรึ?"

"หนุนหลัง... ไม่ใช่คำที่ข้าชอบเท่าไหร่ ข้าว่า... ไม่สิ อธิบายให้คนอย่างแกฟังไปก็ไร้ประโยชน์ เอาเป็นว่าแค่คิดซะว่าทุกคนอยู่ข้างเดียวกันก็พอ"

เอเดน ผู้หยิ่งยโสและน่ารังเกียจเหมือนเคย เป็นชายที่เอาแต่พร่ำสอนเรื่องความยุติธรรม นั่นคือเหตุผลที่เขาถูกเรียกว่า 'อัศวินผู้สูงศักดิ์'

มันเป็นเรื่องที่ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคนอย่างเขาจะเข้าไปพัวพันกับแผนการสมคบคิดเพื่อทำลายล้างเฟอร์เดียม

"ทำไมคนอย่างแกถึงต้องเข้ามายุ่งกับตระกูลของข้าด้วย...! มันไม่ใช่ดินแดนในประเทศของแกด้วยซ้ำ!"

"โลกนี้มันไม่ได้ดำเนินไปอย่างเรียบง่ายขนาดนั้นหรอก แต่ก็นะ ทหารรับจ้างชั้นต่ำอย่างแกคงไม่มีทางเข้าใจเหตุผลที่ซับซ้อนแบบนี้ได้หรอก"

"ถ้างั้น... การที่แกเข้ามายุ่งกับสงครามครั้งนี้ก็...?"

"ถูกต้อง เพื่อเก็บกวาดให้เรียบร้อยยังไงล่ะ ข้าจะปล่อยให้ชื่อเสียงของตัวเองต้องมีรอยด่างพร้อยไม่ได้"

ทันทีที่เอเดนพูดจบ เขาก็ชูดาบขึ้น ในวินาทีที่ดาบนั้นฟาดลง ศีรษะของกิสเลนก็จะหลุดจากบ่า

"ไอ้สารเลว! ข้าไม่มีวันให้อภัยแก!"

กิสเลนพยายามดิ้นรนเพื่อลุกขึ้น แต่ร่างกายที่แหลกสลายของเขาไม่สามารถรวบรวมมานาได้อย่างที่เคย

"เจ้าคนโง่ นี่คือจุดจบของแกแล้ว แกควรจะใช้ชีวิตในฐานะทหารรับจ้างต่อไปอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว"

ด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันอันเย็นชา เอเดนเหวี่ยงดาบลงอย่างรวดเร็ว

ฉัวะ!

ชั่วขณะหนึ่ง เวลาดูเหมือนจะหยุดนิ่ง

ความรู้สึกเย็นเยียบเฉียดผ่านลำคอของเขา

ภาพตรงหน้าเริ่มหมุนคว้าง

ท่ามกลางโลหิตที่สาดกระเซ็น กิสเลนรู้สึกได้ถึงอารมณ์ทั้งหมดที่เคยทรมานเขามาตลอดชีวิตพลุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง

ความเสียใจ, ความว่างเปล่า, ความโหยหา, ความโศกเศร้า...

แต่ในท้ายที่สุด สิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่คือความโกรธแค้นที่ลุกโชนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

—เขาว่ากันว่ามีเรื่องการเกิดใหม่ด้วยนี่นา?

ทำไมคำพูดสุดท้ายของเพื่อนถึงได้แวบเข้ามาในหัวของเขาได้นะ?

'ถ้าข้าได้เกิดใหม่อีกครั้งจริงๆ ล่ะก็! ข้าจะฉีกพวกแกทุกคนเป็นชิ้นๆ!'

ตุบ

ศีรษะที่ขาดกระเด็นของเขากลิ้งไปบนพื้น

ด้วยดวงตาที่เบิกกว้างอย่างขมขื่น ราชันย์ทหารรับจ้าง กิสเลน ได้พบกับจุดจบอันว่างเปล่าของเขา

* * *

'ฉันยังมีชีวิตอยู่?'

เขาแน่ใจว่าศีรษะของตัวเองถูกตัดไปแล้ว หรือว่ามันเป็นเพียงภาพลวงตา?

กิสเลนค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างระมัดระวังโดยไม่ขยับร่างกาย

'กระโจม?'

สิ่งที่เขาเห็นคือกระโจมทหารธรรมดาๆ แบบที่ใช้กันในค่ายพักแรม

'โดนจับมางั้นรึ?'

ดูจากที่ไม่มีใครอยู่รอบๆ เหมือนว่าเขาจะอยู่ในกระโจมนี้เพียงคนเดียว

ยิ่งไปกว่านั้น เขาก็ไม่ได้ถูกมัดไว้ด้วย

'ช่างหยิ่งยโสกันนัก ที่ทิ้งข้าไว้แบบนี้?'

ดูเหมือนพวกมันจะประเมินเขาต่ำเกินไปมาก ที่ทิ้งเขาไว้ที่นี่โดยไม่แม้แต่จะมัดตัวไว้

เขาลองรวบรวมมานาอย่างระมัดระวัง แต่มานาอันมหาศาลที่เขาเคยครอบครองราวกับมหาสมุทรกลับไม่สามารถสัมผัสได้เลยแม้แต่น้อย

'พวกมันทำอะไรกับข้าเข้าแล้วสินะ?'

เขาค่อยๆ ยันตัวขึ้นนั่งแล้วสำรวจไปรอบๆ

'ดาบ?'

มีดาบเล่มหนึ่งพิงอยู่ข้างเตียงเรียบๆ

"เหอะ พวกมันคงเห็นข้าเป็นตัวตลกจริงๆ สินะ"

แม้ว่าจะใช้มานาไม่ได้ แต่เพลงดาบที่เขาฝึกฝนมาหลายปีก็ไม่ได้หายไปไหน เพียงแค่มีดาบเล่มเดียว เขาก็สามารถสังหารทหารธรรมดาได้เป็นร้อย

'ไม่รู้ว่าพวกมันคิดอะไรอยู่ แต่ข้าจะทำให้พวกมันต้องเสียใจ'

มานาน่ะ เดี๋ยวพอหนีออกไปได้ก็ค่อยฟื้นฟูเอา

ซวบซาบ

ทันใดนั้น เขาก็สัมผัสได้ว่ามีคนกำลังเดินเข้ามาใกล้ทางเข้ากระโจม

กิสเลนรีบล้มตัวลงนอนแล้วหลับตาลงอย่างรวดเร็ว

ทหารคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมกับถือบางอย่างมาด้วย เมื่อพิจารณาจากกลิ่นหอมของซุป ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังนำอาหารมาให้เขา

กลิ่นของอาหารทำให้เขารู้สึกหิวขึ้นมานิดหน่อย แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาวอกแวกกับเรื่องพวกนี้

ขณะที่ทหารคนนั้นหันหลังให้เพื่อเตรียมอาหาร กิสเลนก็ชักดาบออกมาอย่างรวดเร็วและเคลื่อนไหวราวกับสายฟ้า

"ชู่ว์... ถ้าตอบคำถามของข้าดีๆ ข้าจะไว้ชีวิต"

หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เสริมเบาๆ ว่า

"อาจจะนะ"

ทหารที่ตกใจเมื่อมีดาบมาจ่อที่คอ ไม่นานก็มีท่าทีอ่อนลงราวกับยอมจำนน

ขณะที่กิสเลนกำลังจะเอ่ยปากถาม ทหารคนนั้นก็ถอนหายใจออกมาด้วยท่าทีรำคาญใจแล้วพึมพำว่า:

"เฮ้อ... นายน้อยอีกแล้วนะครับ ทำไมถึงทำแบบนี้อีกแล้วล่ะครับ? ท่านเบื่อมากหรือไง? กลับปราสาทไปดีๆ ไม่ได้หรือครับ?"

"...หา?"

กิสเลนถึงกับพูดไม่ออก งุนงงไปหมด ต่อให้เขาเป็นนักโทษ ทหารธรรมดาๆ กล้าดียังไงมาพูดจาแบบนี้กับราชันย์ทหารรับจ้าง?

แต่แล้ว...

ความรู้สึกรำคาญใจนี่... มันช่างคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด

จบบทที่ บทที่ 1

คัดลอกลิงก์แล้ว