- หน้าแรก
- ก็เกิดใหม่ทั้งที ใครจะยอมเป็นคนซื่ออีกล่ะ
- บทที่ 271 หัวใจของแม่ยายแทบแหลกสลาย
บทที่ 271 หัวใจของแม่ยายแทบแหลกสลาย
บทที่ 271 หัวใจของแม่ยายแทบแหลกสลาย
ก่อนหน้านี้ที่หงเสี่ยวหลงมาคุยกับฟางโจว ว่าจะเริ่มทำธุรกิจ ตอนนี้ก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาบ้างแล้ว ก็ทำตามที่ฟางโจวเคยแนะนำไว้
ทำการค้าระหว่างประเทศ สำหรับหงเสี่ยวหลงแล้ว เรื่องนี้ไม่ยากเลย ยังไงบริษัทหงกรุ๊ปที่บ้านเขาก็ทำธุรกิจเดินเรืออยู่แล้ว มีบริษัทส่งออกอยู่ในเครือ ซึ่งตรงสายงานพอดี หงเสี่ยวหลงแค่ใช้ชื่อบริษัทของครอบครัวก็พอ
ในมุมมองของฟางโจว ด้วยพื้นฐานแบบนี้ แค่หงเสี่ยวหลงทำไลฟ์ขายของไปเรื่อย ๆ ตามขั้นตอน โอกาสสำเร็จก็สูงมาก
หงเสี่ยวหลงเองก็เชื่อในการตัดสินของฟางโจวทุกขั้นตอน และก็ทำตามคำแนะนำของฟางโจวทั้งหมด แต่พอจะเริ่มทำจริง ๆ หงเสี่ยวหลงกลับรู้สึกไม่มั่นใจนัก ถึงกับต้องลากฟางโจวมาร่วมลงทุนด้วย
ฟางโจวรู้ดีที่หงเสี่ยวหลงบอกว่าไม่มั่นใจน่ะเป็นแค่ข้ออ้าง บริษัทส่งออกยังมีธุรกิจเดินเรือของพ่อเขาหนุนอยู่ ต่อให้ไม่มีกำไร ก็ไม่ถึงกับขาดทุนหรอก แค่เสียเวลาเท่านั้นเอง
หงเสี่ยวหลงจะดึงเขามาร่วมหุ้นด้วยก็เพราะความภาคภูมิใจในใจลึก ๆ ของเจ้าตัว ก็ไอเดียทำไลฟ์ขายของนั่นน่ะ เป็นของฟางโจวเอง แผนการปฏิบัติก็ฟางโจวเป็นคนวางให้ สำหรับหงเสี่ยวหลงแล้ว เขาก็เป็นแค่คนลงมือทำ ความรู้สึกในใจมันก็เลยติดค้าง ต้องให้ฟางโจวมาร่วมด้วย
เดิมทีเขายังตั้งใจจะมอบหุ้นให้ฟางโจวเลย ให้นับว่าเป็นการลงทุนด้วย "เทคโนโลยี" ของฟางโจว อย่างน้อยเทคนิคการขายก็ถือว่าเป็นเทคโนโลยีอย่างหนึ่งเหมือนกัน แต่ฟางโจวไม่อยากได้ของฟรี พอเห็นหงเสี่ยวหลงยืนยันขนาดนั้น ก็เลยลงทุนไปสองล้าน ได้หุ้น 40%
หงเสี่ยวหลงคิดไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่านี่มันเป็นแผนของฟางโจว ถ้าได้กำไร ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ฟางโจวสมควรได้รับ แต่ถ้าคราวนี้ฟางโจวพลาดจริง ๆ ขาดทุนขึ้นมา เจ้าตัวก็ไม่เสียดายต้นทุนส่วนนั้นหรอก
ชื่อของบริษัทการค้านี้ก็เอาตัวอักษรจากชื่อทั้งสองคนมารวมกัน เรียกว่า "หลงโจวเทรดดิ้ง"
ถึงฟางโจวจะไม่ใส่ใจเรื่องเงินมากนัก แต่หงเสี่ยวหลงน่ะลำบากสุด ๆ เงินทุนตั้งต้นยังต้องขอจากคุณพ่อหงเลย แต่พอรู้ว่าไอเดียบริษัทนี้มาจากฟางโจว คุณพ่อหงก็รีบตกลงให้ทุนทันที
นอกจากเพราะมีฟางโจวแล้ว อีกเหตุผลหนึ่งก็คือเขาแทบไม่เคยเห็นหงเสี่ยวหลงจริงจังกับอะไรขนาดนี้ ในฐานะพ่อ หงจงกั๋วก็ปลื้มมาก ก็เลยให้การสนับสนุนเต็มที่
วันนี้แพลตฟอร์ม “ต้วยฉวี่” เปิดฟีเจอร์ไลฟ์สดอย่างเป็นทางการ หงเสี่ยวหลงก็เลยเลือกวันนี้เปิดไลฟ์ครั้งแรก แต่ในใจก็ยังประหม่าอยู่ เลยชวนฟางโจวมาช่วยตั้งแต่เช้า
--
สวนเสวียนอู่ เป็นหมู่บ้านริมทะเลสาบเสวียนอู่
ถึงแม้บ้านที่นี่จะไม่หรูหรามาก แต่ก็ไม่ใช่ที่ที่คนธรรมดาจะซื้ออยู่ได้ง่าย ๆ
เวลานี้ในบ้านสองชั้นที่ตกแต่งอย่างมีรสนิยม ภายในกระจกบานใหญ่แบบพื้นถึงเพดาน มีคนสามคนนั่งดื่มชาและกินขนมอยู่ข้างโต๊ะชา
หญิงวัยกลางคนในชุดเสื้อโค้ทผ้าทวีดสีแดง มองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ:
“เด็กผู้หญิงโตขึ้นเปลี่ยนไปจริง ๆ เลยนะ”
“ฉันยังจำได้อยู่เลยว่าเมื่อสองปีก่อนยังเห็นถังถังอยู่ ตอนนี้เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลย ถ้าเจอกันบนถนน ฉันคงจำไม่ได้หรอก”
“จือหย่า เธอนี่ก็จริง ๆ เลย”
“ถังถังมาเรียนที่ซูจิงทั้งที ทำไมไม่พามาหาฉันที่บ้านบ้างเลยล่ะ”
ระหว่างที่คุณน้าโจวคุยกับแม่ เรื่องพวกนี้ถังถังก็ไม่ได้สนใจอะไร นั่งกินขนมจิบชาอย่างสงบ จะว่าไปแล้ว ขนมบ้านคุณน้าโจวก็อร่อยใช้ได้เลย
โรงเรียนปิดเทอมฤดูหนาวแล้ว ถังถังยังไม่ได้กลับหนานอู๋เพราะติดธุระ หลานจือหย่าก็คิดถึงลูกสาวมาก แต่เธอก็รู้ดีว่าตอนนี้ลูกสาวมีงานสำคัญที่ต้องทำด้วย
แม้ช่วงปลายปีงานธนาคารจะยุ่งแค่ไหน หลานจือหย่าก็ยังปลีกเวลามาเยี่ยมลูกที่ซูจิงอยู่ดี แล้วก็ถือโอกาสมาเยี่ยมเพื่อนเก่าด้วย ซึ่งก็คือคุณน้าโจวที่อยู่ตรงหน้า ตามชื่อที่ถังถังเรียก
พอมีคนชมลูกสาวของตัวเอง หลานจือหย่าก็ปลื้มใจมาก แต่ด้วยมารยาทก็ต้องแสดงท่าทีเหมือนไม่ใส่ใจว่า:
“เป็นเรื่องปกติ”
“บางคนกว่าจะรู้จักดูแลตัวเองก็อาจจะช้าไปหน่อย”
“ตอนนั้นถังถังยังเด็ก ยังไม่สนใจเรื่องพวกนี้”
“พอถึงวัยหนึ่ง ก็เริ่มใส่ใจ ก็เปลี่ยนไปเองนั่นแหละ”
ก่อนหน้านี้ หลานจือหย่าก็เคยหนักใจเรื่องรูปร่างของถังถังเหมือนกัน ยังมีเรื่องเรียนอีกด้วย
แต่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดแล้ว ลูกสาวของเธอดีขึ้นจนนึกไม่ออกว่านี่คือลูกคนเดิม
เมื่อมองถังถังด้วยความทึ่งอยู่นาน จูหลิงก็ยิ้มแล้วพูดว่า:
“ตอนนี้ถังถังก็เข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ไม่ต้องตามใจแบบตอนมัธยมอีกแล้วนะ ควรให้รู้จักเข้าสังคมมากขึ้น”
“ฉันมีหลานชายคนหนึ่ง เรียนอยู่คณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยซูจิง”
“ตอนนี้เรียนปริญญาโทแล้ว”
“เด็กคนนี้เก่งมาก”
“ยังหนุ่มสาวเหมือนกัน”
“ให้ถังถัง ลองคุยกับหลานชายฉันดูไหม?”
“หลานฉันก็หน้าตาดีด้วยนะ”
เจตนาของคุณน้าโจว เขียนไว้ชัดบนหน้าผากเลย
พอได้ยินแบบนี้ ถังถังก็มองคุณน้าโจวก่อน แล้วหันไปมองแม่ คิดว่าจะปฏิเสธยังไงดี
หลานจือหย่ารู้ใจลูกสาวดี จึงยิ้มตอบว่า:
“เอาเถอะ”
“ถังถังยังเด็ก และเพิ่งเข้ามหาวิทยาลัย ควรโฟกัสที่การเรียนก่อน”
“ช่วงนี้ก็มีเรื่องต้องทำเยอะ”
“เห็นไหม แม้แต่ช่วงปิดเทอม เธอยังไม่มีเวลากลับบ้านเลย”
“ดูสิ ฉันต้องตามมาหาถึงซูจิงนี่ไง”
จูหลิงไม่รู้ว่าไม่ข้าใจการปฏิเสธเป็นนัยๆของหลานจือหย่าหรือแกล้งทำเป็นไม่รู้
จึงยังพูดด้วยน้ำเสียงหวังดีว่า:
“พูดแบบนั้นก็ไม่ถูกนะ”
“สมัยมัธยมไม่ควรเสียสมาธิเพราะจะสอบมหาวิทยาลัย”
“แต่ตอนนี้ถังถังเรียนที่มหาวิทยาลัยครูซูจิงแล้ว ถึงจะสู้มหาวิทยาลัยซูจิงไม่ได้ แต่ก็เป็นมหาวิทยาลัยที่ดีระดับหนึ่ง อย่างนี้ก็ถือว่าดีแล้ว”
“เข้าเรียนมหาวิทยาลัย ก็เหมือนก้าวเข้าสังคมครึ่งหนึ่ง”
“เรียนหนังสือก็สำคัญแน่นอน”
“แต่การเข้าสังคมก็สำคัญเช่นกัน ควรหาเพื่อนไว้ให้มากๆ”
“หลานชายฉันน่ะเก่งจริง ๆ เป็นเด็กหัวกะทิของมหาวิทยาลัยซูจิง ถึงจะอายุมากกว่าสองสามปี……”
เห็นจูหลิงแกล้งไม่รู้ทั้งที่รู้ หลานจือหย่าก็เลยพูดตรง ๆ ไปเลยว่า:
“เด็กผู้หญิงก็มีหัวใจของตัวเองนะ”
“ความจริงแล้ว”
“ตอนนี้ถังถังมีเพื่อนผู้ชายที่คุยกันถูกคออยู่แล้ว”
“เรื่องแบบนี้ พวกเราเข้าไปยุ่งมากก็ไม่ดี”
จูหลิงตกใจ:
“ถังถังมีแฟนแล้วเหรอ?”
“จือหย่า เธอต้องระวังนะ”
“ถังถังดูเป็นเด็กเรียบร้อยว่านอนสอนง่าย แบบนี้แหละที่โดนหลอกได้ง่าย”
“บางที เขาอาจจะมองแค่ฐานะของพวกเธอ พอเห็นถังถังสวย ก็เลยหลอกถังถังไว้ก่อน”
“ถังถัง”
“การมีแฟนน่ะ”
“ต้องระวังให้ดี อย่าโดนหลอกเชียวนะ”
ถังถังค่อย ๆ วางถ้วยชาลง มองไปทางคุณน้าโจวตรงหน้า
“คุณน้าโจวคะ”
“ตอนเราเจอกันเมื่อครู่ คุณน้าก็มองหนูอยู่นาน”
“จากสีหน้าคุณ หนูเดาว่าคุณน้าคงจำหนูได้แล้ว แล้วก็น่าจะรู้เรื่องของหนูในซูจิงบ้าง”
“งั้นก็คงรู้ด้วยว่าหนูกำลังคบกับใครอยู่ และน่าจะเคยได้ยินเรื่องของเขามาบ้าง”
“เมื่ออยู่เงียบ ๆ ควรหันกลับมามองตัวเอง ไม่ใช่พูดจาเสียหายลับหลังคนอื่น”
“การพูดให้ร้ายแฟนของหนูต่อหน้าหนูเอง แบบนี้ไม่น่าใช่สิ่งที่ผู้ใหญ่ที่มีคุณธรรมควรทำใช่ไหมคะ?”
จูหลิงถึงกับหน้าเจื่อน อยากจะปฏิเสธคำพูดของถังถังเมื่อครู่นี้ แต่พอมองเห็นสายตาจริงจังของถังถัง จู่ ๆ ก็พูดอะไรไม่ออก
ทำได้แค่ยิ้มแห้ง ๆ อย่างกระอักกระอ่วน
“ฉันไม่ได้หมายความว่าแบบนั้นหรอก”
“น้าก็แค่เป็นห่วง กลัวว่าหนูยังเด็ก กลัวจะมองคนไม่ขาด”
ถังถังยังอยากจะพูดอะไรต่อ แต่หลานจือหย่าก็ยื่นมือมาตบหลังมือลูกสาวเบา ๆ แล้วแกล้งทำเสียงดุว่า:
“ยัยหนูตัวแสบ จะพูดอะไรไม่ดูเลยนะ”
“น้าโจวของหนูน่ะ ขึ้นชื่อเรื่องเป็นคนใจกว้างชอบช่วยเหลือคนอื่นมาตลอด”
พูดจบ หลานจือหย่าก็หันไปมองจูหลิง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด:
“ถังถังปากไวไปหน่อยน่ะจ้ะ เป็นนิสัยติดตัวมาแต่เด็ก ยังไม่ยอมเปลี่ยนสักที”
“พวกเราก็รบกวนคุณตั้งนานแล้ว”
“ชาในบ้านคุณนี่อร่อยจริง ๆ”
“ว่าง ๆ แวะไปเที่ยวหนานอู๋บ้างนะ”
“ตอนนั้นฉันจะได้ทำหน้าที่เจ้าบ้านบ้าง พาไปชิมของอร่อยจากหนานอู๋”
“วันนี้เอาแค่นี้ก่อนแล้วกัน ถังถังยังต้องพาฉันเดินเที่ยวซูจิงต่ออีก”
สีหน้าของจูหลิงยิ่งกระอักกระอ่วนขึ้นไปอีก คำพูดของหลานจือหย่า เรียกได้ว่าไม่เกรงใจเลยสักนิด
แถมยังบอกว่าถังถัง “พูดตรงเกินไป” นั่นมันเท่ากับบอกว่า สิ่งที่ถังถังพูดเมื่อกี้…มันคือความจริงทั้งหมดนั่นแหละ!
หลังจากหลานจือหย่ากับถังถังออกจากบ้านไป จูหลิงก็ขมวดคิ้ว วางถ้วยชาลงโต๊ะเสียงดัง "กึก"
“พวกแม่ค้าหาบเร่ ยังไงก็ไม่เหมาะจะเข้าวงในจริง ๆ”
จูหลิงทำเสียงฮึดฮัดในลำคอ จากนั้นก็หันไปมองวิวด้านนอกอย่างเฉยเมย เหมือนกับว่าเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่ได้กระทบกระเทือนเธอเลยสักนิด
--
#หน้าหมู่บ้านเสวียนอู่
ทันทีที่เห็นหลานจือหย่ากับถังถังเดินออกมา ลุงติงก็รีบลงจากรถ เปิดประตูหลังให้
หลังขึ้นรถแล้ว ถังถังก็ถามขึ้นว่า:
“แม่คะ”
“ที่หนูพูดไปเมื่อกี้ จะไม่กระทบความสัมพันธ์ของแม่กับน้าโจวใช่ไหมคะ?”
แม้จะพูดแบบนี้ แต่สีหน้าของถังถังก็ไม่ได้รู้สึกผิดเท่าไร
หลานจือหย่ามองลูกสาวออก ตอนนี้ถังถังดูมั่นใจในตัวเองมากกว่าเดิมเยอะ นิสัยก็ดูนิ่งขึ้น เวลาเจอเรื่องแบบนี้ก็ไม่หวั่นไหว แสดงว่าในใจเธอมีหลักยึดเป็นของตัวเองแล้ว ถ้าเป็นเมื่อก่อน ถังถังคงรู้สึกไม่สบายใจแน่นอน
หลานจือหย่าพูดแบบไม่ใส่ใจว่า:
“ไม่เป็นไรหรอก”
“เธอคนนั้นก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว”
“เรารู้จักกันตั้งแต่เด็ก แต่ตลอดมาก็แข่งกันอยู่เงียบ ๆ”
“ไม่งั้น”
“พอลูกมาเรียนที่ซูจิง”
“แม่จะไม่พาลูกไปหาเธอที่บ้านเลยเหรอ?”
“เมื่อกี้ที่เธอพูดแบบนั้น ก็ถือว่าเสียมารยาทของผู้ใหญ่ไปก่อนแล้ว ลูกตอบโต้กลับไปบ้าง ก็ไม่เห็นจะแปลก ถ้าไม่อย่างนั้น เธอคงจะยิ่งหลิงไปกันใหญ่”
“ช่างเธอเถอะ”
“คืนนี้พ่อของลูกก็จะมาด้วย”
“เดี๋ยวลูกเรียกฟางโจวมาด้วย กินข้าวด้วยกันตอนเย็น”
ถังถังถามด้วยความอยากรู้:
“เมื่อกี้หนูเห็นที่บ้านน้าโจวมีหนังสือพิมพ์เยอะเลย”
“แถมเป็นหนังสือพิมพ์สายการเมืองด้วย วางเรียงกันเป๊ะใต้โต๊ะชา ดูแล้วน่าจะอ่านประจำเลย”
“สมัยนี้ไม่ค่อยมีคนอ่านหนังสือพิมพ์แล้วนะคะ”
“บ้านน้าโจว…”
“หรือว่ามีใครเป็นข้าราชการอยู่ในบ้าน?”
หลานจือหย่าหันมามองลูกสาวด้วยแววตาแปลกใจ!
การมาครั้งนี้ เธอสัมผัสได้ชัดเจนเลยว่าลูกสาวของเธอไม่เหมือนเมื่อก่อน เหมือน…มีความคิดเป็นของตัวเองมากขึ้น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะการทำธุรกิจร้านชิงเหอถังหรือเปล่า
รู้สึกว่าลูกโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะเลย แต่เธอไม่แน่ใจว่านี่เป็นเรื่องดีหรือเปล่าด้วยซ้ำ
อยู่ ๆ หลานจือหย่าก็รู้สึกว่างเปล่าในใจขึ้นมา เธอพูดพลางเหม่อเล็กน้อย:
“ลูกเดาถูกแล้ว”
“สามีของจูหลิงเป็นผู้อำนวยการสำนักงานพาณิชย์”
“เมื่อกี้ที่เธอพูดด้วยท่าทีราชการก็คงเพราะสภาพแวดล้อมในบ้านนั่นแหละ”
“ตอนแม่กับพ่อของลูกแต่งงานกัน เธอก็แต่งกับข้าราชการที่มีตำแหน่งแล้ว ในใจเลยมองครอบครัวเราแบบเหยียด ๆ หน่อยก็ไม่แปลก”
รถเคลื่อนตัวออก บทสนทนายังไม่จบ
ถังถังหยิบมือถือออกมา พอฟังที่แม่พูดก็อดพึมพำเบา ๆ ไม่ได้:
“หนูนึกว่าเป็นคนระดับใหญ่กว่านั้นซะอีก”
“ก็แค่ผู้อำนวยการคนหนึ่ง จะหยิ่งอะไรนักหนา”
หลานจือหย่าหันมามองลูกสาวอย่างงง ๆ แล้วเอานิ้วจิ้มหน้าผากลูกเบา ๆ
พูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า:
“หนูนี่นะ”
“ไปเรียนจากฟางโจวมาใช่ไหม”
“เรื่องดี ๆ ไม่เอา ไปเอาแต่เรื่องแบบนี้มาพูด”
“เขาก็ผู้อำนวยการนะ ถึงพ่อของหนูเจอเขาก็ต้องให้ความเคารพ”
“แต่นี่หนูกลับมาพูดเหมือนว่าเขาไม่มีค่าอะไรเลย”
ถังถังหดคอเล็กน้อย พึมพำว่า:
“ก็หนูพูดตามจริงนี่นา!”
“ในหนานอู๋ เจอคนแบบนี้ไม่ง่ายหรอก แต่ซูจิงเป็นเมืองหลวงของมณฑลน ยังมีผู้นำระดับจังหวัดอีกตั้งเยอะ”
“ผู้อำนวยการแค่นี้ มันไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรเลย”
“อย่างเมิ่งปินนั่นน่ะ ฐานะบ้านเขาใหญ่ขนาดไหน สุดท้ายก็ยังโดนฟางโจวไล่ออกจากซูจิงเลย”
หืม?
หลานจือหย่าชะงัก...
เธอพอรู้ว่าฟางโจวกับถังถังมีเรื่องอะไรบางอย่างกันที่ซูจิง แต่เรื่องที่เป็นเบื้องหลังหรือไม่เปิดเผย เธอไม่มีทางรู้ได้ เช่น ความขัดแย้งระหว่างฟางโจวกับบางคน ตอนที่ถังถังพูดถึงเรื่องนี้ ก็เหมือนกับว่าฟางโจวมีเรื่องกับใครบางคน แถมฟังจากน้ำเสียงของถังถัง ดูเหมือนอีกฝ่ายจะมีภูมิหลังไม่ธรรมดา หลานจือหย่าก็เลยรีบถามเรื่องราวว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
จริง ๆ แล้ว นอกจากคนที่อยู่ในเหตุการณ์ เวลาคนอื่นเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้ฟัง มันก็มักจะมีการใส่สีตีไข่เข้าไปบ้าง เพราะพฤติกรรมของฟางโจวในตอนนั้น ไม่ว่าจะเป็นความกล้า หรือทักษะการขับรถ มันดูเกินจริงมาก ทำให้คนที่อยู่ในเหตุการณ์รู้สึกตกตะลึงสุด ๆ พอเอาไปเล่าต่อก็เลยหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะใส่ความคิดเห็นส่วนตัวเข้าไป
ที่ถังถังรู้เรื่องนี้ เพราะจ้าวเสี่ยวถงเป็นคนเล่าให้ฟัง ในสายตาของจ้าวเสี่ยวถงตอนนั้น พฤติกรรมของฟางโจวก็ไม่ต่างจากเทพลงมาเกิด ตอนเล่าให้ถังถังฟังก็เลยใส่ “เครื่องปรุง” ไปเยอะพอควร แต่ภาพรวมของเหตุการณ์ก็ไม่ได้เพี้ยนจากความจริงมากนัก
จากที่ถังถังเล่าให้ฟัง แม้จะตัดแต่งเติมเรื่องเวอร์ ๆ ออกไปบ้าง หลานจือหย่าก็พอเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น สำหรับเรื่องที่ถังถังเล่าว่าฟางโจวเก่งกล้าเด็ดเดี่ยวแค่ไหน หลานจือหย่าก็แค่ฟัง ไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไรนัก
แต่เรื่องนี้…หลานจือหย่ามองลูกสาวด้วยสายตาประหลาด ฟางโจวทำไปเพราะปกป้องผู้หญิงคนอื่น แล้วตอนเล่าเรื่องนี้...ทำไมลูกสาวเธอถึงดูภาคภูมิใจขนาดนั้น แถมยังยิ้มแบบไม่รู้ตัวอีก?
หลานจือหย่าก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี...แต่ก็เถอะ นิสัยแบบฟางโจวในอนาคตอาจเป็นปัญหาได้นะ
“เรื่องนี้ แม่ไม่ได้จะบอกว่าถูกหรือผิดหรอกนะ”
“แต่หนูอยู่ใกล้ชิดกับฟางโจว เห็นนิสัยการทำงานของเขา ถ้ามีโอกาส ก็ควรเตือน ๆ เขาบ้าง”
“ครอบครัวเมิ่งไม่ใช่ธรรมดาเลยนะ”
“ครั้งนี้เขาโชคดี ที่ครอบครัวเมิ่งไม่ถือสา”
“บางที พวกเขาอาจมองว่าเป็นบททดสอบเล็ก ๆ ให้ลูกหลานก็ได้ ถ้าคราวหน้าเจอคนจริงจังขึ้นมา วิธีแบบฟางโจวจะทำให้เขาเดือดร้อนได้แน่นอน”
“เตือนให้เขาคิดให้รอบคอบเวลาจะทำอะไรด้วยนะ”
“นี่ก็เพื่อเขาเองแหละ!”
----------
(จบบทที่ 271)