- หน้าแรก
- ก็เกิดใหม่ทั้งที ใครจะยอมเป็นคนซื่ออีกล่ะ
- ตอนที่ 57 สถานสงเคราะห์เด็ก
ตอนที่ 57 สถานสงเคราะห์เด็ก
ตอนที่ 57 สถานสงเคราะห์เด็ก
#ตอนเที่ยง
.
ที่เชิงเขาหูฉิว
รถบรรทุกเล็กคันหนึ่งค่อยๆ จอดลงหน้าสถานสงเคราะห์เด็กแห่งหนึ่ง ฟางโจวกระโดดลงมาจากเบาะข้างคนขับ เดินไปถึงหน้าประตูสถานสงเคราะห์ พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ด้านในสองสามคำ ไม่นานเขากับคนขับรถบรรทุก และเจ้าหน้าที่ของสถานสงเคราะห์ ก็ช่วยกันขนของจากหลังรถลงมา
ของเยอะทีเดียว หลากหลายประเภท มีทั้งข้าวสาร แป้ง น้ำมัน เสื้อผ้าและของเล่นหลายอย่าง รวมถึงนมผงและผ้าอ้อม ราวสิบกว่านาที ทุกอย่างก็ถูกขนลงหมด ฟางโจวกำลังจะจ่ายค่าโดยสาร แต่คนขับรถกลับโบกมือปฏิเสธ
.
“พี่น้อง นายก็บอกบนรถแล้วว่านี่เป็นของบริจาคจากนายเอง”
“คนหนุ่มแบบนายเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีแล้ว บอกตามตรงฉันก็เพิ่งมาส่งของที่นี่เป็นครั้งแรก ค่าโดยสารไม่ต้องหรอก ถือว่าเป็นน้ำใจจากฉันก็แล้วกัน”
พี่คนนี้ก็มีมุมที่น่ารักดี...
ฟางโจวไม่ได้ยัดเยียดอะไร หยิบซองบุหรี่ซูเหยียนที่เหลืออยู่ครึ่งซองให้คนขับ
.
สถานสงเคราะห์แห่งนี้อยู่ในเมืองหนานอู๋ ผู้อำนวยการคือคุณยายสูงวัยวัยราวหกสิบปี ท่าทางกระฉับกระเฉง ใบหน้าใจดี แซ่อู๋
ผู้อำนวยการอู๋เดินเข้ามา
“คุณฟางใช่ไหมคะ”
“มาคนเดียวเหรอคะ”
“ในนามของเด็กๆ และเจ้าหน้าที่ทุกคน ขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่งค่ะ”
.
เธอดูซาบซึ้งใจจริงๆ และก็อดรู้สึกสงสัยไม่ได้ แม้สถานสงเคราะห์จะได้รับบริจาคจากผู้คนในสังคมอยู่เรื่อยๆ แต่คนหนุ่มแบบนี้น้อยมาก แล้วยังมาคนเดียวอีก ยิ่งไม่เคยเจอเลย
พูดตามตรงผู้บริจาคที่มาที่นี่ก่อนหน้านี้มักจะมาเป็นกลุ่ม บางคนพานักข่าวโทรทัศน์มาด้วย บางคนก็พาทีมงานมาถ่ายวิดีโอเอง ไม่ว่าจุดประสงค์จะเป็นอะไร แต่ถ้าทางสถานสงเคราะห์ได้รับของบริจาคจริง เด็กๆ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สำหรับผู้อำนวยการอู๋ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี
อีกฝ่ายต้องการ ‘ภาพลักษณ์’ ทางนี้ก็ยินดีให้ความร่วมมือ ก่อนหน้านี้ผู้อำนวยการอู๋ก็ยืนรออยู่หน้าประตูพร้อมเจ้าหน้าที่หลายคน ไม่คาดคิดว่าผู้บริจาคกลับเป็นคนหนุ่ม แถมยังมาคนเดียว ดูเหมือนเป็นนักเรียนด้วยซ้ำ จะไม่ให้เธอรู้สึกสงสัยได้ยังไง
.
ฟางโจวมองพวกเจ้าหน้าที่ที่ยืนอยู่ข้างๆ เปิดกระเป๋าสะพายหลัง ข้างในเต็มไปด้วยขนมและของหวานหลากยี่ห้อ
“พวกนี้ ฝากแบ่งให้เด็กๆ ทานด้วยนะครับ”
ผู้อำนวยการอู๋มองแล้วแอบใจหาย
“ขนมพวกนี้เป็นของดีเลยนะ”
“ถ้าเปลี่ยนเป็นข้าวผักเนื้อ ยังได้ของอีกเยอะเลย”
ใบหน้าหนึ่งผุดขึ้นในความคิดของฟางโจว
เขายิ้มเบาๆ
“นี่…”
“ถือเป็นน้ำใจจากเด็กสาวคนหนึ่งครับ”
เมื่อเห็นสายตาครุ่นคิดของฟางโจว ผอ.อู๋ก็ยิ้ม ความคิดของเด็กหนุ่มมักจะเต็มไปด้วยความรัก!
ฟางโจวบอกให้เจ้าหน้าที่เอาขนมไป
“พี่ๆ ป้าๆ ทุกคน เชิญตามสบายครับ”
“ผมขอเดินดูรอบๆ นิดหน่อย”
“ไม่ต้องห่วงนะครับ”
“เงินที่บริจาคไปก่อนหน้านี้ เป็นเงินอั่งเปาที่เก็บสะสมไว้หลายปี พร้อมดอกเบี้ย ถูกกฎหมายแน่นอนครับ”
.
ก่อนมาที่นี่ ฟางโจวยังได้บริจาคเงินก้อนหนึ่ง เป็นเงินอั่งเปาที่เจ้าของร่างเดิมเก็บไว้มาหลายปี รวมทั้งหมดราวๆสองแสนกว่าหยวน ส่วนใหญ่เป็นฟางอวี้หรูให้มา ในเมื่อเขาอยากตัดขาดจากอดีตของเจ้าของร่าง บางอย่างก็ไม่อยากเก็บไว้
จะให้เอาคืน? ก็คงไม่ต้องหรอกเพราะฟางอวี้หรูเองก็ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน ดังนั้นฟางโจวเลยตัดสินใจบริจาคเงินนี้
ตอนผู้อำนวยการอู๋เห็นเงินบริจาคที่มีเศษไม่เต็มจำนวนยังรู้สึกแปลกใจอยู่เลย ตอนนี้พอได้ฟังคำอธิบายก็เข้าใจทุกอย่าง
คนอื่นแยกย้ายกันไป ผู้อำนวยการอู๋พาฟางโจวเดินดูรอบสถานสงเคราะห์ ในชาติก่อน ฟางโจวเคยไปสถานสงเคราะห์เด็กเพื่อหาแรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือ ไปเพียงครั้งเดียว
.
สถานสงเคราะห์ไม่เหมือนในทีวีที่เต็มไปด้วยแสงแดด ดอกไม้ เด็กๆ วิ่งเล่นอย่างร่าเริงบนสนามหญ้า ในความเป็นจริง...ภาพเหล่านั้นไม่มีอยู่จริง พูดได้ว่าสถานสงเคราะห์จริงๆ เต็มไปด้วยความกดดัน เสียงร้องไห้ การตะโกน การทะเลาะ
ฟางโจวเดินตามผู้อำนวยการอู๋ ทุกครั้งที่ผ่านห้องหนึ่ง เด็กโตนิดหน่อยที่อยู่ข้างในได้ยินเสียงคนแปลกหน้าก็รีบนั่งตัวตรง แสดงท่าทีดีสุดเท่าที่จะทำได้
พวกเขาจะมองไปที่ประตูด้วยสายตาตื่นเต้นและเต็มไปด้วยความหวัง แต่พอเห็นว่าเป็นแค่เด็กหนุ่มอายุสิบกว่าปี ไม่ใช่คนมารับไปเลี้ยงก็คอตกลงทันที แล้วก็กลับไปแย่งของเล่นกับเพื่อนในห้องต่อ
.
แค่นี้ก็ถือว่าดีแล้ว ในห้องมีอีกหลายคนที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ นอนนิ่งอยู่บนเตียง สมัยนี้คนมีปัญหามีบุตรยากมีมาก ถ้าเด็กแข็งแรงก็จะถูกครอบครัวที่มีความพร้อมรับไปอุปการะแล้ว
ที่ยังอยู่ในสถานสงเคราะห์ ส่วนใหญ่มีปัญหาแต่กำเนิด เช่น ดาวน์ซินโดรม โรคหัวใจแต่กำเนิด เยื่อหุ้มสมองอักเสบ บางคนพิการ หรือมีปัญหาทางจิต เหมือนโรงพยาบาลผู้ป่วยโรคหนัก โรคหรือความผิดปกติที่เจอน้อยนอกสถานสงเคราะห์ กลับเป็นเรื่องธรรมดาที่นี่
ตอนฟางโจวมาถึง เป็นช่วงเที่ยงพอดี เห็นเจ้าหน้าที่บางคนกำลังป้อนข้าวให้เด็กๆ บางคนเหมือนยัดเข้าไปแบบเร่งรีบ ฟางโจวก็พอเข้าใจ เจ้าหน้าที่มีไม่มาก เด็กจำนวนมากไม่สามารถดูแลตัวเองได้ และหลายคนก็ไม่ให้ความร่วมมือ ถ้าไม่ป้อนแบบนี้ เด็กคนอื่นอาจรอนานกว่าจะได้กิน เมื่อเห็นทุกอย่าง ในใจฟางโจวรู้สึกหดหู่
.
หลังจากเดินรอบหนึ่งแล้วก็ตามผู้อำนวยการอู๋เข้ามาในห้องทำงานของเธอ ห้องทำงานของผู้อำนวยการเรียบง่ายมาก โต๊ะไม้เก่าๆ ตู้เอกสารไม้ข้างผนัง โซฟาไม้เก่าอีกตัวพิงกำแพง
...
พอเข้าห้องมา ผู้อำนวยการอู๋ก็ถามด้วยท่าทีสงบ
“หนูฟาง เรียกแบบนี้ก็แล้วกันนะ”
“ที่มาที่นี่ คงมีเรื่องอยากพูดใช่ไหม ลองเล่าให้ยายฟังหน่อยสิ”
.
มองคุณยายที่ใจดีและมีแววตาเฉลียวฉลาดตรงหน้า
ฟางโจวไม่อ้อมค้อม
พูดตรงๆ
“ผู้อำนวยการอู๋ ผมอยากสอบถามเรื่องคนคนหนึ่งครับ”
“เมื่อสิบเจ็ดปีก่อนปีก่อน ในคืนวันส่งท้ายปี หิมะตก มีเด็กหญิงทารกถูกทิ้งไว้หน้าสถานสงเคราะห์ หลังจากนั้นประมาณปีเศษก็มีคนมารับไปเลี้ยง”
“ไม่ทราบว่ามีข้อมูลของพ่อแม่แท้ๆ ของเด็กคนนั้นบ้างไหมครับ”
.
สีหน้าผู้อำนวยการอู๋สงบนิ่ง ราวกับไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับคำถามนี้เลย เธอมองฟางโจวด้วยสายตาแหลมคม เธอไม่ได้ตอบทันที เหมือนกำลังครุ่นคิด ฟางโจววางกระดาษที่เตรียมไว้บนโต๊ะของเธอ
“เด็กคนนั้นคือ น้องสาวผมครับ”
“ไม่นานนี้ ตรวจพบว่าเธอมีพันธุกรรมแฝงของลูคีเมียเฉียบพลัน”
“ที่บ้านก็เลยอยากหาเบาะแสของพ่อแม่แท้ๆ ไว้ เผื่อในอนาคตเกิดเรื่องไม่คาดฝัน จะได้ติดต่อได้ทัน”
.
ใช่แล้ว!
ผู้ชายที่ฟางโจวเจอในสวนคือคนรับทำบัตรปลอม เขาให้ทำใบรายงานผลตรวจโรงพยาบาล โดยใช้ชื่อฟางชิงหลิน ฟางโจวก็รู้ดีว่าคำพูดของเขาเต็มไปด้วยช่องโหว่
แต่ในกรณีที่พ่อแม่บุญธรรมอยากตามหาพ่อแม่แท้ๆ ของเด็ก เหตุผลก็มีมากมายหลากหลาย อยู่ที่ว่าผู้ที่รู้ข้อมูลจะยินดีช่วยเหลือไหม
.
ผู้อำนวยการอู๋มอง ‘ผลตรวจ’ บนโต๊ะ
นิ่งคิดสักพักแล้วพูดว่า
“เด็กคนนั้นที่คุณว่า...”
“เพราะเหตุการณ์ในวันนั้นค่อนข้างพิเศษ ฉันยังจำได้ลางๆ”
“พ่อแม่ที่ทิ้งลูกไว้ แน่นอนว่าไม่ทิ้งเบาะแสอะไรไว้เลย และตอนนั้นก็ยังไม่มีกล้องวงจรปิด”
“เรียกได้ว่าไม่มีเบาะแสเลย”
“เด็กทารกที่แข็งแรงถูกทิ้งไว้หน้าสถานสงเคราะห์
“ความเป็นไปได้ที่จะมาจากคนในพื้นที่ค่อนข้างต่ำ”
.
ฟางโจวขมวดคิ้ว
ผลลัพธ์นี้เขาก็พอเดาได้ แต่พอได้ยินจริงๆ ก็ยังรู้สึกผิดหวังไม่น้อย
---
(จบบทที่ 57)