- หน้าแรก
- ก็เกิดใหม่ทั้งที ใครจะยอมเป็นคนซื่ออีกล่ะ
- บทที่ 40 ความห่วงใยที่ไม่คาดคิด มักจะซึ้งใจที่สุด
บทที่ 40 ความห่วงใยที่ไม่คาดคิด มักจะซึ้งใจที่สุด
บทที่ 40 ความห่วงใยที่ไม่คาดคิด มักจะซึ้งใจที่สุด
ปรากฏว่า…
ฟางจิ่วโจวยังไม่รู้เรื่องทั้งหมดเลย เขาเพิ่งจะถามฟางเสวี่ยหรู ถึงได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่บ้าน รวมถึงเรื่องชาติกำเนิดของฟางโจวด้วย เขาก็เลยพาคนมาทันที แถมยังเรียกสาวๆ มาด้วยสองสามคน ตั้งใจว่าจะมาพาฟางโจวไปผ่อนคลาย
ระหว่างที่กำลังวุ่นวายกันอยู่นั้น...เป่ยชิงเหยาและจ้าวเสี่ยวถงก็มาถึงพอดี พอเห็นหนุ่มหล่อคนหนึ่งทำท่าจะลุกหนี แต่กลับถูกหงเสี่ยวหลงรั้งไว้ จ้าวเสี่ยวถงที่เป็นสายชอบความสนุกสนานก็รีบถามขึ้นทันที
“คุณชายหง นี่เพื่อนนายเหรอ”
“ดูท่าทางเขาจะกลับแล้วนี่ พึ่งจะมาเองไม่ใช่เหรอ จะรีบไปไหนล่ะ”
...
หงเสี่ยวหลงได้ที รีบแนะนำ
“พี่ชิงเหยา พี่เสี่ยวถง นี่เพื่อนผมเอง เพื่อนซี้ด้วย ชื่อฟางโจว เป็นอัจฉริยะของโรงเรียนเราเลยนะ”
“สอบครั้งนี้ได้ที่หนึ่งของเมืองในวิชาภาษาจีนเลยนะครับ”
ฟางโจวได้แต่ยกมือขึ้นกุมหน้าผาก เหนื่อยใจกับหงเสี่ยวหลงจริงๆ
สองสาวนี่ชัดเจนว่าผ่านโลกมาพอสมควร ใครจะสนใจเรื่องเล็กน้อยในโรงเรียนของนายกัน พูดแบบนี้ก็ชัดเลยว่า เจ้านี่มันอ่อนหัดเรื่องผู้หญิงจริงๆ
“ไม่ใช่แค่ภาษาจีนนะ ฟางโจวยังเขียนบทความเก่งด้วย ส่งต้นฉบับแล้วก็เตรียมจะตีพิมพ์แล้วนะ!”
หงเสี่ยวหลงยังไม่รู้ตัวว่าสถานการณ์ไม่ค่อยดี
ฟางโจวได้แต่ส่งสายตาเอือมๆ ไปให้เขา
พี่ชาย...
นี่นายจีบสาวหรือช่วยฉันจีบแทนกันแน่?
แล้วยังจะทำหน้าเหมือนภูมิใจแทนผมอีก คืออะไรครับ? โดนถังถังเข้าสิงเหรอ?
...
แต่ก็ว่าไม่ได้...
เพราะประโยคนั้นเอง นอกจากหงเสี่ยวหลงแล้ว คนอื่นๆรอบข้างต่างก็มองฟางโจวด้วยความประหลาดใจ
ยังไงก็ตาม...การเขียนบทความจนได้ตีพิมพ์เนี่ย ไม่ใช่สิ่งที่นักเรียนทั่วไปทำกันได้บ่อยๆ เหมือนพวกเตะบอลหรือเล่นบาส ใครไม่เข้าใจก็ยังรู้สึกว่าน่าสนใจ
ไม่แปลกเลยที่เขาจะบอกว่า...นักเขียนมักเป็นพวกเจ้าชู้ประตูดิน!
...
พอเห็นทุกคนจ้องมาที่ตัวเอง ฟางโจวก็ไอแห้งๆ แล้วพูดเบาๆ พร้อมเอามือปิดปากว่า:
“พอดีเป็นหวัด เพิ่งกินยาแก้ไขหวัดไป เลยดื่มไม่ได้ จะให้อยู่ตรงนี้ก็เกรงใจเลยว่าจะกลับก่อนครับ”
พูดจบก็ส่งสายตาดุๆ ไปทางหงเสี่ยวหลง ทำตาเป็นสัญญาณ
เป่ยชิงเหยาได้ยินแบบนั้นก็มีสีหน้าแปลกใจ มองฟางโจวอย่างงุนงง ส่วนจ้าวเสี่ยวถงก็ยังงงๆ
หงเสี่ยวหลงถึงแม้ไม่รู้ว่าฟางโจวพูดแบบนี้ทำไม แต่ก็พอจะเข้าใจความหมายได้ เขาก็เลยปล่อยฟางโจวไป แล้วหันมาแนะนำสองสาวต่อ
“นี่น้าชายของฟางโจว ถือว่แป็นน้าชายของผมด้วย ‘ฟางจิ่วโจว’ ทำธุรกิจโฆษณาอยู่”
“คนนี้...แฟนของคุณน้าผมครับ”
“ส่วนสองคนนี้...เป็นเพื่อนของคุณน้าครับ”
เมื่อกี้ฟางโจวเรียกเสี่ยวถิงถิงว่า “น้าสะใภ้” ไปแล้ว หงเสี่ยวหลงก็เลยจำแนกสถานะของเธออย่างชัดเจน พอพูดถึงตรงนี้...สาวผมหน้าม้า ยังมีสีหน้าปกติ แต่ผู้หญิงในชุดเดรสแดงกลับมีสีหน้ากระอักกระอ่วนและแข็งทื่อนิดๆ แอบเหลือบตามองเสี่ยวถิงถิงแวบนึง
...
เป่ยชิงเหยาและจ้าวเสี่ยวถงร่วมหุ้นกันเปิดบาร์ การสังเกตอารมณ์คนไม่ใช่เรื่องยากสำหรับพวกเธอ พอเห็นสีหน้าท่าทางของทุกคน ก็เดาออกเลยว่าความสัมพันธ์เป็นยังไง
ฟางโจวเองก็คอยแอบสังเกตสีหน้าของสองสาวอยู่ พอเห็นแบบนี้ก็รู้ว่าถ้าไม่รีบไปตอนนี้ ต้องโดนจับโป๊ะแน่ เลยรีบขอตัวออกจากบาร์ชิงกั๋วไปทันที
เป่ยชิงเหยาและจ้าวเสี่ยวถงก็คุยทักทายกับหงเสี่ยวหลงแป๊บนึง แล้วก็แยกย้ายกลับไป
...
พอทุกคนแยกกันไปหมด ฟางจิ่วโจวก็หันไปมองประตูทางออก แล้วก็หันกลับมามองหงเสี่ยวหลง พูดทีเล่นทีจริงว่า
“บอกน้าสิ ว่าถูกใจคนไหน น้าจะช่วยวางแผนให้”
เห็นหงเสี่ยวหลงหน้าแดงนิดๆ
ฟางจิ่วโจวก็โบกมือว่า
“อายุต่างกันนิดหน่อยจะเป็นไรไป”
“ถ้าชอบก็จีบเลย อย่าไปแคร์ว่าเขาชอบเรารึเปล่า หรือมีแฟนหรือเปล่า ทีมฟุตบอลมีผู้รักษาประตู ลูกบอลยังเข้าประตูได้เลย”
"ขอแค่มีจอบขุดให้ดี ไม่มีกำแพงไหนพังไม่ลง"
หงเสี่ยวหลง: “...”
สมกับเป็นน้ากับหลานกัน พูดจาเหมือนกันเป๊ะ
...
หลังจากทักทายสาวข้างๆแล้ว หงเสี่ยวหลงก็ถามฟางจิ่วโจวเบาๆ:
“สืบได้เรื่องหรือยังครับ”
“ฟางโจวเขา...”
หงเสี่ยวหลงเห็นได้ชัดว่า วันนี้อารมณ์ของฟางโจวดูแปลกไป
ฟางจิ่วโจวยกแก้วขึ้นดื่มแล้วพูดว่า
“เรื่องมันค่อนข้างซับซ้อน”
"ก็เรื่องปัญหาครอบครัวนั่นแหละ"
“ไว้มีเวลาจะเล่าให้ฟัง แต่ไอ้หมอนั่นเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนเยอะจริงๆใช่ไหม”
...หงเสี่ยวหลงก็เลยเริ่มเล่าเรื่องการเปลี่ยนแปลงของฟางโจวให้ฟัง
...
#ที่บ้านตระกูลฟาง
หลังจากกินข้าวเย็นกันแล้ว ครอบครัวสี่คนก็ออกไปเดินเล่นด้วยกัน ฟางอวี้หรูกับแม่ของเธอเดินนำหน้า ทั้งสองคุยอะไรกันที่ด้านหน้าฟังไม่ชัด คงเป็นเรื่องเกี่ยวกับฟางอวี้หรูอย่างไม่ต้องสงสัย
ฟางชิงหลินเดินคู่กับคุณตาด้านหลัง เห็นหลานสาวก้มหน้าเงียบ คุณตาก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงมั่นใจมากๆว่า
“ยังงอนพี่อยู่ใช่ไหม”
ฟางชิงหลินชะงักไปนิด ส่ายหน้า ไม่ได้พูดอะไร
ฟางซูซานก็ถอนใจแล้วพูดว่า
“เจ้านั่นเมื่อก่อนก็ทำตัวเป็นเด็กไม่เอาไหน แต่คราวนี้ดูเหมือนจะโตขึ้นเยอะ”
"อาจจะเป็นเพราะเรื่องนี้มีผลกระทบต่อเขาไม่น้อยด้วย"
“เอาล่ะ…”
“ดูนี่สิ”
พูดจบ...
ฟางซูซานก็หยิบมือถือขึ้นมา เปิดข้อความหนึ่งส่งให้ฟางชิงหลินดู
...
ฟางชิงหลินยื่นหน้าไปดูด้วยความสงสัย
ข้อความมีแค่สี่ตัวอักษรแต่พอเห็นเข้าเท่านั้น
ร่างของเธอก็สั่นสะท้าน น้ำตาไหลออกมาทันที
“ชิงหลินยังอยู่!”
ผู้ส่ง: เสี่ยวโจว
เวลาส่ง: ประมาณหนึ่งชั่วโมงก่อน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ฟางโจวกำลังออกจากบ้านพอดี
ตอนนั้นทุกคนมัวสนใจแต่เรื่องทะเลาะกันระหว่างฟางอวี้หรูกับฟางโจว ไม่มีใครสังเกตว่าฟางชิงหลินยืนก้มหน้าอยู่เงียบๆ ข้อความสั้นๆ ที่ฟางโจวส่งก่อนออกจากบ้าน ทำให้คุณตาเริ่มตระหนักถึงปัญหาหนึ่ง
...
ใช่แล้ว ฟางชิงหลินเป็นลูกบุญธรรม ตลอดเวลาที่ผ่านมา ทุกคนเอาแต่ถกกันว่า ‘สายเลือดสำคัญ’ แค่ไหน แต่ไม่เคยคิดเลยว่า คำพูดพวกนี้จะสร้างแรงกดดันให้ฟางชิงหลินมากแค่ไหน ถึงแม้จะเถียงกันตามประเด็นที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมาก็ตามที
แต่ลองนึกดูดีๆ ฟางชิงหลินไม่มีสิทธิ์พูดเรื่องนี้เลย เพราะเธอไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับใครในที่นั้นเลย จะมีสิทธิ์มาพูดเรื่องนี้ได้อย่างไร
ถ้าบอกว่าสายเลือดสำคัญ? แล้วเธอล่ะ เป็นลูกบุญธรรม จะนับเป็นอะไร?
ถ้าบอกว่าสายเลือดไม่สำคัญ? นั่นเท่ากับไปเข้าข้างฟางโจว ปฏิเสธความสัมพันธ์ของคนอื่นหมด
พูดออกมาแบบนั้น...คนอื่นจะมองว่าเธอกำลังพยายามปกป้องตัวเองอยู่หรือเปล่า?
ฟางชิงหลินเลยเลือกที่จะเงียบทั้งๆที่รู้สึกเจ็บปวด
ไม่มีใครสังเกต
แต่มีคนหนึ่ง...
ฟางโจว
เขาสังเกตเห็น...ฟางชิงหลินคือ ‘คนที่อยู่ตรงนั้น’
...
เธอเห็นแค่ข้อความสั้นๆ นี้ ก็เข้าใจทันทีว่าฟางโจวต้องการจะบอกอะไร นึกถึงเรื่องราวทั้งหมดที่ผ่านมาในสองสามวันนี้ ฟางชิงหลินก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น น้ำตาไหลไม่หยุดเลยจริงๆ
ฟางซูซานเก็บมือถือ แล้วพูดยิ้มๆ ว่า
“ตาก็รู้…”
“ตลอดหลายปีที่ผ่านมาหมอนั่นมันไม่เอาไหน แกล้งเราตลอด”
“แม่เธอก็เคยดุเขา พ่อเธอก็เคยสั่งสอน”
“แต่ตอนนี้ดูเหมือนเขาจะคิดอะไรได้บ้างแล้ว เริ่มโตแล้วล่ะ”
“เขากำลังพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเอง”
“เด็กผู้ชายก็งี้แหละ มักไม่เก่งเรื่องการแสดงออก”
“ผู้ใหญ่ในบ้าน ก็อยากให้ลูกหลานดี อยากให้พวกเธอรักกันเข้าใจซึ่งกันและกัน”
ฟังคุณตาพูดแบบนี้แล้ว ฟางชิงหลินก็สูดน้ำมูกนิดๆ แล้วบอกว่า
“คุณตาคะ อาทิตย์นี้มีการสอบจำลอง พรุ่งนี้ยังมีการประชุมผู้ปกครองด้วย...”
(จบบท)