- หน้าแรก
- ก็เกิดใหม่ทั้งที ใครจะยอมเป็นคนซื่ออีกล่ะ
- บทที่ 12 นักเขียนเหรอ สงสัยเธอกำลังด่าฉัน
บทที่ 12 นักเขียนเหรอ สงสัยเธอกำลังด่าฉัน
บทที่ 12 นักเขียนเหรอ สงสัยเธอกำลังด่าฉัน
โลกใบนี้ให้ความสำคัญกับลิขสิทธิ์มาก
และในขณะเดียวกัน...
ผู้คนก็เปิดรับเรื่องการจ่ายเงินเพื่อความรู้ได้มากกว่าเดิมเยอะ
----------
ตอนเช้า ฟางโจวพลิกอ่านแมกกาซีนพวกนั้น
ที่จริงก็เพื่อดูว่าเล่มไหนออกโดยสำนักพิมพ์เชิงพาณิชย์
สไตล์งานเขียนแบบไหนที่แต่ละเล่มชอบ
เขาไม่อยากทำสงครามโดยไม่มีการเตรียมตัว
จริงๆ แล้ว ถ้าอยากดังไวๆ
ไปสายสำนักพิมพ์ของหน่วยงานราชการ จะไปได้เร็วกว่าด้วยซ้ำ
แต่ฟางโจวมาเพื่อหาเงินเลี้ยงปากท้อง
แน่นอนว่า...ต้องเลือกที่ได้เงินเยอะไว้ก่อน
วรรณกรรมเยาวชนสินะ
แถมต้องเป็นแนวที่คนในวัยนี้ชอบอ่านด้วย
หนีไม่พ้นเรื่องรักใสๆ หวานซึ้ง และอารมณ์ความรู้สึกสับสนประมาณนั้นแหละ
----------
โลกของนิยายออนไลน์ที่นี่ ถ้าเทียบกับยุคที่ฟางโจวข้ามมิติมา...
ก็เหมือนยุคบุกเบิกยังไงยังงั้น เพิ่งเริ่มต้นไม่มีรูปแบบอะไรทั้งนั้น
จะเขียนแนวรักวัยใสแบบดราม่าเล่นใหญ่ ก็เหมือนเสือจับหมูเลยล่ะ
ต้องเป็นแนวที่ ‘ทรมานใจ’ คนอ่านแบบสุดๆ นั่นแหละถึงจะเวิร์ก
ใส่จุดขาย แทรกฉากบีบคั้นหัวใจเข้าไปอีกนิด
รับรองน้ำตาวัยรุ่นทั้งชายหญิงมีไหลพรากแน่
ต้นฉบับคิดค่าตามจำนวนตัวอักษร
ฟางโจวเลยกะไว้ว่าแต่ละเรื่องต้องเริ่มที่สองหมื่นคำ
วางพล็อตให้มีอุปสรรคเยอะๆ มีปัญหาเยอะๆ
จะได้ยืดเรื่องได้ยาวๆ
แบบนี้เขาไม่ได้เรียก ‘น้ำเยอะ’ นะ
เขาเรียกว่า พล็อตพลิกไปพลิกมาอย่างเข้มข้นต่างหาก!”
----------
ตอนนี้ยังไม่มีคอมพิวเตอร์
ฟางโจวเลยได้แค่ร่างโครงเรื่องออกมาเป็นแนวทางก่อน
แต่ละเรื่องค่อยๆ ผุดขึ้นมาในหัว
พอโครงเรื่องมา...เรื่องราวก็มาเอง
หนึ่งเรื่อง สองเรื่อง……
ตอนที่ฟางโจวกำลังร่างโครงเรื่องที่ห้า
ถังถังก็เดินเข้ามา
----------
พอเธอนั่งลงก็วางโค้กไว้บนโต๊ะของฟางโจว
บนโต๊ะตัวเองวางน้ำเปล่าไว้ขวดหนึ่ง
แล้วเธอก็เริ่มเล่า:
"ตอนเที่ยงฉันกินข้าวไปแค่ครึ่งชามเองนะ"
"ไม่ได้กินของที่แคลสูงเลยด้วย”
“หลักๆ ก็บร็อคโคลี่กับสลัดผักนั่นแหละ แต่แม่ฉันบังคับให้กินน่องไก่อันหนึ่ง”
"ตอนบ่ายมีเรียนแค่สองคาบเอง"
"กะว่าจะเลยไปออกกำลังที่ฟิตเนสสักหน่อย..."
...ฟังดูเหมือนกำลังสรุปรายงานการปฏิบัติงาน
ฟางโจววางปากกา หันไปมองถังถัง แล้วยิ้ม
“จะสอบเข้ามหาลัยแล้ว แค่คุมอาหารพอแล้ว”
“อย่าเพิ่งลดปริมาณอาหารเยอะ เดี๋ยวร่างกายไม่ไหว”
“เรียนก็เหนื่อยอยู่แล้ว ไปฟิตเนสนี่ไม่จำเป็นเลย”
“เธอแค่ลดน้ำหนัก ไม่ได้ไปฟิตหุ่นนะ”
“การออกกำลังมันเผาผลาญน้ำตาล ไม่ใช่ไขมัน”
“ยิ่งออกก็ยิ่งหิว สุดท้ายร่างกายก็ไม่ไหวเหมือนกัน”
“อยากขยับตัวก็แค่เดินเล่นสัก 2-3 กิโลพอ”
“อย่าทำให้สุขภาพพังล่ะ”
“ถ้าอยากหุ่นดีจริงๆ ก็รอหลังสอบเข้าค่อยว่ากัน”
“แล้วอีกอย่าง ผู้หญิงอยากหุ่นดีไม่จำเป็นต้องไปฟิตเนสยกเวตหรอก แค่โยคะหรือพิลาทิสก็พอแล้ว”
ฟางโจวพูดไป เอนหลังพิงโต๊ะด้านหลัง มือหนึ่งพาดบนโต๊ะ
น้ำเสียงไม่ได้ดัง แต่ฟังแล้วรู้สึกน่าเชื่อถือจนเถียงไม่ออก
ถังถังหรี่ตา
“รู้เยอะจังนะ เก่งจริงๆ!”
“อ้อ นี่แม่ฉันบังคับให้เอาลูกอมพวกนี้มาให้ด้วยแหละ”
ถังถังเปิดกระเป๋าเล็กของตัวเอง ดวงตากลมโตเป็นประกาย
-----------
จู่ๆ ก็ได้ยินเสียง...
“ฮือ ฮือ…”
ฟางโจวที่กำลังเขียนโครงเรื่องเรื่องสุดท้ายต้องหยุดมือ
หันไปมองถังถังที่กำลังซับน้ำตาด้วยกระดาษทิชชู่
ตาเธอแดงเถือกเลย
“ฮืออออ ทำไมตอนจบของสองคนนี้ต้องเป็นแบบนี้ด้วย”
“ก็แค่เข้าใจผิดกันไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงเคลียร์กันไม่ได้แล้วจบแบบแฮปปี้ล่ะ!”
เอ่อ~~~
ฟางโจวก็แอบหมดคำจะพูดเหมือนกัน
เมื่อกี้ถังถังเห็นโครงเรื่องที่เขาร่างไว้ แล้วก็หยิบไปอ่าน
ใครจะคิดว่าเธอคนนี้จะอินขนาดนี้
ถึงจะมีแค่ประมาณพันคำ แต่ก็เล่าคร่าวๆ ถึงจุดเด่นของเรื่อง
คล้ายกับพวกคลิปสปอยหนังห้านาทีจบ
เขายังไม่ทันคิดชื่อตัวละครด้วยซ้ำ
แค่ร่างโครงเรื่องเฉยๆ ก็ทำเอาอีกฝ่ายน้ำหูน้ำตาไหลพรากได้ขนาดนี้
แค่พล็อตคร่าวๆ เองนะ ถ้าเขียนจริงจะขนาดไหน?
เห็นถังถังจมูกแดง ตาแดง เหมือนโดนโลกทั้งใบทำร้ายมา
ฟางโจวก็อดแซวไม่ได้
“รู้ไหม ทำไมเจ้าชายกับเจ้าหญิงในนิทานถึงได้อยู่กันอย่างมีความสุขตลอดไป?”
ถังถังตาปริบๆ แล้วส่ายหน้า
ฟางโจวว่า
"เหตุผลหลักคือ: คนหนึ่งสวย อีกคนรวยมาก"
“มันก็แค่นิทานน่ะ อย่าซีเรียสไปเลย”
“ความรักที่สวยงามน่ะ ใครก็อยากได้ทั้งนั้นแหละ แต่ในความจริงมักจะมาพร้อมกับความผิดหวัง… ซึ่งนั่นแหละ ที่ทำให้มันตราตรึง”
“ฉันเขียนเพื่อหาเงิน ก็ต้องเลือกทางที่ดึงอารมณ์คนให้ได้มากที่สุด”
“จากที่ดูเธอ… น่าจะเวิร์กนะ”
“หาเงินน่ะ ไม่ใช่เรื่องน่าอายหรอก”
ถังถังค้อนใส่
วางกระดาษคืนโต๊ะ
ถึงอยากอ่านโครงเรื่องอื่นด้วย แต่ก็กลัวว่าจะอินจนเสียอารมณ์
แต่ก็แอบเหลือบมองกระดาษแผ่นที่อ่านไปบ่อยๆ
ดูเหมือนยังรู้สึกขัดใจอยู่บ้าง
----------
ไม่นานนัก
ถังถังก็ทนไม่ไหว หันกลับมา
“เธอเขียนดีมากเลยนะ”
“ไม่คิดเลยว่าใกล้ตัวเราจะมี ‘นักเขียน’ อยู่ด้วย เก่งสุดๆ ไปเลย!”
ฟางโจวขนลุกซู่
รีบโบกมือ..
“อย่าเรียกฉันว่า ‘นักเขียน’ เชียวนะ!”
ทุกวงการมันมีลำดับชั้นกันทั้งนั้น
พวกเขียนนิยายออนไลน์ถือเป็นอาชีพงานเขียนที่อยู่ก้นบึ้งของห่วงโซ่การดูถูก
ถึงชาติที่แล้วจะได้เงินจากการเขียนเว็บนิยาย
แต่ก็โดนคนรอบตัวดูถูกอยู่ดี
เวลาออกไปข้างนอกยังไม่กล้าบอกใครเลยว่าทำอาชีพนี้
หลายคนในวงการก็เหมือนกัน
หมกตัวอยู่บ้านทั้งวัน
มีเมีย...คนอื่นจะหาว่ากินแรงเมีย
ไม่มีเมีย...ก็กลายเป็นพวกเกาะพ่อแม่กินชัดๆ
เพราะงี้แหละ ฟางโจวเลยแพ้คำว่า ‘นักเขียน’ หนักมาก
----------
ถังถังรู้สึกแปลกใจกับท่าทีของฟางโจว
แต่ก็ไม่ถามอะไรมาก
แล้วนึกขึ้นได้ว่าแม่เธอกำชับอะไรไว้
“คืนนี้ว่างไหม?”
“ตอนเที่ยงฉันบอกแม่ว่าเธอช่วยฉันไว้ แม่อยากเชิญเธอไปกินข้าวที่บ้าน”
มองหน้าเด็กสาวตาใสปิ๊ง
ฟางโจวก็พอเดาออก
มื้อนี้...ไม่ใช่แค่ขอบคุณธรรมดาแน่นอน
แต่เขาเองก็ไม่ได้ทำอะไรผิด
เลยพยักหน้าตอบ
“ได้สิ”
“บอกที่อยู่ฉันมา เดี๋ยวตอนเย็นฉันไป”
“ว่าแต่…ฉันก็มีเรื่องอยากให้เธอช่วยเหมือนกัน”
“หนังสือเรียน ม.4 กับ ม.5 ของเธอยังอยู่ไหม ถ้ายังเก็บไว้ เอามาให้ยืมหน่อยนะ”
“ยังอยู่สิ!”
ถังถังยิ้มจนตาโค้งเป็นพระจันทร์เสี้ยว
เหมือนการที่ฟางโจวขอความช่วยเหลือจากเธอ ก็เป็นเรื่องที่ทำให้เธอมีความสุขแล้ว
----------
สองคาบผ่านไปเร็วมาก
พอครูประกาศเลิกเรียน
ทั้งห้องก็ส่งเสียงดังโห่ร้องเหมือนสัตว์ในกรงที่ได้รับอิสรภาพ
ก็ห้องนี้มีหลายคนที่มาเรียนแบบไปวันๆ
หงเสี่ยวหลงเดินเข้ามา
“ไอ้โจว เสาร์-อาทิตย์นี้มีแพลนยัง?”
“พ่อแม่ฉันไม่อยู่บ้าน เล่นเกมคนเดียวก็ไม่สนุก ไปเน็ตคาเฟ่ด้วยกันปะ?”
ตอนเที่ยง หงเสี่ยวหลงรู้แล้วว่าพ่อแม่ของฟางโจวหย่ากัน
เรื่องแบบนี้ ยังไงฟางโจวก็ต้องบอกในที่สุด
เลยพูดไปในช่วงกินข้าวเลย แล้วหงเสี่ยวหลงก็ไม่ได้เซ้าซี้ถามต่อ
ตอนนี้เลยมาชวนไปนั่งร้านเกม
หงเสี่ยวหลงเรียนไม่เก่ง
ความหวังสูงสุดคือเข้าวิทยาลัยธรรมดา หรือไม่ก็หาที่เสียเงินแล้วเรียนให้จบเอาวุฒิ
วันหยุดสุดสัปดาห์ที่ได้มาทั้งที
แน่นอนว่า...ไม่มีทางเรียนอยู่แล้ว
ถังถังที่อยู่ข้างๆถึงกับชะงัก
เธอเก็บของในกระเป๋าช้าลงทันที
แล้วก็เงี่ยหูรอฟังให้ชัดเจน
(จบบท)