- หน้าแรก
- ก็เกิดใหม่ทั้งที ใครจะยอมเป็นคนซื่ออีกล่ะ
- บทที่ 11 หมูที่มาคุ้ยผักของแม่!
บทที่ 11 หมูที่มาคุ้ยผักของแม่!
บทที่ 11 หมูที่มาคุ้ยผักของแม่!
ถึงจะมีแค่แม่ลูกสองคนอยู่บ้าน...
แต่หลานจือหย่าก็ลงมือทำกับข้าวถึงหกอย่าง
มีแค่สองจานที่เป็นผัก—บร็อคโคลีในน้ำซุปใส กับสลัดผัก
ส่วนที่เหลือ? ล้วนแล้วแต่เป็นเมนูเนื้อ! แต่ละจานก็ไม่ใช่ว่าจะเยอะมากหรอกนะ
ถังถังล้างมือเสร็จแล้วก็นั่งลง พอเห็นกับข้าวเต็มโต๊ะ
ตาเธอก็เปล่งประกายทันที กลืนน้ำลายอย่างห้ามไม่ได้
...แต่สุดท้าย
ก็ลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก ถือชามข้าวตรงหน้าไปที่หม้อหุงข้าว
แล้วค่อยๆ ตักข้าวที่เต็มชามออกไปครึ่งนึง หลานจือหย่ามองด้วยความแปลกใจ
"วันนี้ไม่อยากกินข้าวเหรอลูก? งั้นก็กินกับข้าวเยอะหน่อยแล้วกัน"
"ลองชิมกระดูกหมูผัดเปรี้ยวหวานของแม่ดูสิ วันนี้แม่ปรับสูตรใหม่—ดูซิว่าอร่อยขึ้นมั้ย
แล้วก็เนื้อตุ๋นในน้ำแดงนี่ด้วยนะ เย็นนี้แม่ยังเตรียมซี่โครงหมูไว้ จะทำซี่โครงเปรี้ยวหวานให้หนู"
แม่รู้อยู่แล้วว่าลูกสาวเป็นสายเนื้อ แถมยังขนมหวานอีกต่างหาก วันนี้ก็เลยจัดเต็ม
เธอใช้ตะเกียบคีบหมูผัดเปรี้ยวหวานจะใส่ในชามถังถัง
"ไม่เอาๆค่ะ เดี๋ยวหนูตักเอง!" ถังถังรีบยกมือมาปิดเหนือชามข้าวไว้
เธอมองหมูผัดเปรี้ยวหวานสีแดงเข้มด้วยแววตาหิวโหย กลืนน้ำลายแล้วพูดอย่างปวดใจ
"จากวันนี้ไป หนูจะลดของที่แคลอรีสูง"
"หนูจะลดน้ำหนัก!"
พูดพลางคีบบร็อคโคลีใส่ชามตัวเองหนึ่งชิ้น แล้วเคี้ยวอย่างดุดันราวกับมีความแค้น
จริง ๆ ฝีมือแม่ก็ไม่ได้แย่หรอกนะ ผักก็อร่อยดี
แต่มันคือความทรมานขั้นสุดสำหรับคนที่รักเนื้ออย่างเธอ!
----------
หลานจือหย่าถึงกับอึ้ง..
เห็นลูกสาวดูจริงจังแบบนั้น ก็ตอบกลับไปโดยไม่ทันคิด
"ลดอะไรลูก หนูไม่ได้อ้วนสักหน่อย"
"แถม..."
"กินเยอะหน่อยจะได้สุขภาพดีไง"
ถังถังเคี้ยวบร็อคโคลีไป บ่นไป:
"ไม่อ้วนได้ไงคะ เพื่อนในห้องยังเรียกหนูว่า ‘เสือเจ้าพลัง’ เลย"
"หนูต้องหยุดกินเยอะละ ไม่งั้นสุขภาพจะแย่ เค้าว่าถ้าหนูผอมลงหนูจะสวยมากเลยนะ!"
หลานจือหย่าขมวดคิ้วเล็กน้อย
เธอมองลูกสาวที่กำลังกินผักเหมือนจะไปสู้รบ แล้วพูดอย่างไม่ให้รู้ว่าเป็นห่วง
"เสือเจ้าพลังอะไรเนี่ย.."
"มีคนรังแกลูกที่โรงเรียนเหรอ"
"แม่ไม่เคยได้ยินหนูพูดถึงเลยนะ ใครกันที่น่ารำคาญขนาดนั้น"
พูดเหมือนไม่ใส่ใจ แต่ในใจของหลานจือหย่ากำลังระแวดระวังไม่น้อย
เธอรู้ดีว่าลูกสาวเป็นคนยังไง ถ้าไม่โดนหนักจริง เธอคงไม่พูดถึงแน่นอน
ถังถังพองแก้มป่อง
"ไม่เห็นมีอะไรต้องพูดถึงเลย"
"ตอนนี้ไม่มีอะไรแล้วค่ะ"
เธอนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ แล้วริมฝีปากก็เผลอยกยิ้มขึ้นมา
โชคดีจริง ๆ ที่มีเขา...
การกลั่นแกล้งมันต่างจากการต่อยตีกันตรงที่
มันเหมือนค่อยๆกัดกินหัวใจข้างในเงียบๆเหมือนอย่างที่เธอเจอ
โดนตั้งฉายาที่น่าอายบ้าง! โดนคนข้างหลังรังแกบ้าง!
เมื่อก่อนเธอไม่เคยคิดจะบอกใคร เพราะคิดว่าแค่ทนๆไป เดี๋ยวมันก็ผ่านไปแล้ว
ถ้าพูดไปอาจจะเป็นเรื่องขึ้นมา เธอเป็นคนกลัวความวุ่นวาย
แต่วันนี้ฟางโจวเป็นคนจัดการให้แล้ว ทุกคนในห้องรู้แล้วว่าฟางโจวต่อยจางเซียวเพราะอีกฝ่ายรังแกเธอ
พอเล่าต่อๆกันไป เรื่องมันก็เปลี่ยนไปกลายเป็นนิทาน "วีรบุรุษช่วยสาวอ้วน" ไปซะแล้ว
----------
ตอนเช้านี้...
ไม่มีใครเรียกเธอว่าเสือเจ้าพลังอีกเลย
เธอไม่ใส่ใจแล้วล่ะ... แถมยังแอบรู้สึกขอบคุณเขาด้วยซ้ำ
ก็เลยพูดเรื่องนี้ให้แม่ฟังได้อย่างไม่ลังเล
เมื่อเห็นแม่จ้องหน้าอยู่ ถังถังรีบบอกว่า
"แม่คะ มันผ่านไปแล้วจริงๆ"
"ฟางโจวจัดการจางเซียวให้ หนูเลยไม่โดนล้ออีกแล้วค่ะ"
ฟางโจว?
ชื่อคุ้นๆนะ หน้าตาดีใช่ไหม?
หลานจือหย่ารู้สึกว่าเคยเห็นเด็กคนนั้นในวันประชุมผู้ปกครอง
ท่าทางโดดเด่นจริงๆ แถมลูกสาวเคยพูดถึงชื่อเขาบ่อยๆด้วย
หลานจือหย่าพอจะเข้าใจแล้ว
ลูกสาวเธอกินเก่งมาตั้งแต่เด็ก เธอกับพ่อของถังถังเคยพยายามคุมอาหาร
แต่ลูกสาวมีความสุขทุกครั้งที่ได้กินของหวาน
แถมญาติผู้ใหญ่ก็ไม่เห็นด้วยที่จะห้าม สุดท้ายก็ปล่อยเลยตามเลย
แต่จู่ๆ มาบอกว่าจะลดน้ำหนัก?
ยังพูดด้วยว่า "มีคนบอกว่าถ้าผอมจะสวย"
หลานจือหย่าก็เดาได้เลยว่า ‘คนๆ นั้น’ คือฟางโจวแน่ๆ
อะไรกัน...
บ้านนี้กำลังจะมีหมูมาคุ้ยผักแล้วเหรอ!
----------
เพราะรู้ว่าลูกสาวขี้อาย
เธอเลยแกล้งทำเป็นไม่รู้ แล้วพูดขึ้นว่า
"ฟางโจว ใช่คนที่ลูกเคยพูดถึง เป็นเพื่อนที่นั่งโต๊ะข้างลูกหรือเปล่า"
"งั้นวันนี้เขาช่วยลูกเหรอ?"
"ถ้าอย่างนั้น เราควรจะเลี้ยงข้าวเขาสักมื้อเพื่อเป็นการขอบคุณ นี่เป็นมารยาทนะ"
เอ๊ะ!...
นั่นสิ ทำไมเราไม่คิดถึงตรงนี้!
เมื่อนึกถึงว่าถ้าจะได้กินข้าวกับฟางโจวจริงๆ ถังถังก็รู้สึกตื่นเต้นแต่ก็ไม่ค่อยมั่นใจ:
"งั้น.."
"ตอนบ่ายหนูลองถามดูค่ะ"
"ไม่รู้ว่าเขาจะว่างมั้ย ช่วงนี้ดูเขายุ่งๆ"
แม่ลูกกินข้าวกันไปพลางคุยกันไป
ในระหว่างที่หลานจือหย่าค่อยๆถามแบบอ้อมๆ
เธอก็เริ่มเข้าใจว่าตอนเช้าเกิดอะไรขึ้น
เรื่องที่ลูกสาวเริ่มมีใจน่ะ ไว้ทีหลัง...
แต่เรื่องที่ลูกโดนตั้งฉายาเนี่ย! ทำให้หลานจือหย่าอดขมวดคิ้วไม่ได้
----------
ในฐานะผู้ใหญ่
เธอย่อมรู้ว่าการรังแกแบบค่อยเป็นค่อยไปนั้นทำร้ายคนได้มากแค่ไหน
ในใจก็อดรู้สึกขอบคุณฟางโจวไม่ได้
แถมยังอยากรู้จักเขาให้มากขึ้นด้วย
เห็นสีหน้าของลูกสาวเวลาพูดถึงฟางโจว
หลานจือหย่าจะไม่รู้ใจของลูกสาวได้อย่างไร
เอาเถอะ เรื่องนี้ให้พ่อของลูกปวดหัวเองแล้วกัน!
----------
แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ
หลานจือหย่าก็ยังเตือนลูกสาว
"อีกแค่สองเดือนก็จะสอบเข้ามหาลัยแล้ว"
"ตอนนี้คะแนนลูกมีลุ้นสอบติดมหาลัยอันดับหนึ่งอยู่นะ อย่าฟุ้งซ่านล่ะ โดยเฉพาะวิชาภาษา..."
"กินน่องไก่เพิ่มอีกน่องก็ได้ ไม่มีไขมันเท่าไหร่ กินไปเหอะ"
#หลังอาหาร
หลานจือหย่าเตรียมตัวจะไปส่งถังถังกลับโรงเรียน
ไม่คิดว่าถังถังจะวิ่งเข้าห้อง เอากระเป๋าใบเล็กสีชมพูออกมา
แล้วหยิบช็อกโกแลตหลายกล่องใส่เข้าไป
หลานจือหย่ามองอย่างสงสัย
"ไหนว่าลดของหวานไง แล้วทำไมยังเอาไปอีกล่ะ"
ถังถังค้นหาอยู่สักพัก
จนเจอช็อกโกแลตชิ้นเล็กที่รสไม่หวานมาก แต่กลิ่นดีมากใส่ไว้ข้างบนสุด
รูดซิปกระเป๋าอย่างเบามือราวกับกลัวว่าของในกระเป๋าจะปะปนกัน
จากนั้นหันมาตอบแม่ว่า
"หนูไม่กินแล้วค่ะ"
"แต่ฟางโจวดูเหมือนจะชอบกินนะ"
"เขาบอกว่า ช่วงเลิกขนมหนูยังสามารถกินได้วันละชิ้นเพื่อลดความอยากค่ะ"
หลานจือหย่า กลอกตาอย่างอดไม่ได้ ลูกสาวแม่ช่างซื่อเสียจริง!
----------
ช่วงกลางวัน
ที่ร้านอาหารเล็กๆหน้าประตูโรงเรียน ฟางโจวนั่งกินข้าวอยู่กับหงเสี่ยวหลง
บ้านหงเสี่ยวหลงทำธุรกิจเรือ พ่อเลยไม่ค่อยได้อยู่หนานอู๋บ่อย
แม่ก็บริหารบริษัทเองจึงไม่มีเวลาทำอาหารให้ลูก กลางวันเขาก็เลยหากินเองตลอด
#กลับถึงห้องเรียน
ยังเหลือเวลาอีกสักพักก่อนเข้าเรียนบ่าย
ฟางโจวหยิบปากกาขึ้นมา เตรียมวางพล็อตนิยายใหม่
ต้องรีบหาเงิน! ไม่อยากใช้เงินเก็บที่มี
เขายังมีเงินอยู่อีกไม่กี่พันหยวน นั่นคือเงินที่หวังฉางเฟิงให้มาก่อนหน้านี้
----------
จะว่าไปก็แปลก เขารู้สึกไม่อยากใช้เงินของตระกูลฟาง
แต่กลับไม่รู้สึกอะไรเลยกับการใช้เงินของหวังฉางเฟิงที่ไม่มีความเกี่ยวพันทางสายเลือดกับเขา
แต่ก็เฉพาะเงินที่หวังฉางเฟิงให้มาก่อนหน้านี้เท่านั้น ตอนนี้ฟางโจวต้องหาวิธีที่จะหาเงินให้ได้มาโดยเร็ว
เลยเล็งไปที่นิตยสารวัยรุ่นพวกนั้น—แนววรรณกรรมสำหรับเยาวชน
ในหัวเขายังพอจำอะไรได้อีกหลายอย่างจากโลกก่อน
ถ้าจะเอามาใช้เลยก็ยังได้—นักวรรณกรรมเขาเรียกว่า "อ้างอิง" ไม่ใช่ "ลอก"
โลกนี้ในแง่ผลงานวรรณกรรมยังล้าหลังกว่าโลกเดิมของเขาเยอะ นี่แหละคือโอกาส!
(จบบท)