- หน้าแรก
- ราชบุตรเขย โง่ อันดับหนึ่ง
- 673 - ทำไมเจ้าถึงดื้อดึงเช่นนี้!
673 - ทำไมเจ้าถึงดื้อดึงเช่นนี้!
673 - ทำไมเจ้าถึงดื้อดึงเช่นนี้!
673 - ทำไมเจ้าถึงดื้อดึงเช่นนี้!
"เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับกลมคลังอีกเล่า? ฉินโม่เจ้าอย่าพยายามเบี่ยงเบนประเด็น" กงซุนอู๋จี้กล่าว เขารู้ดีว่าฉินโม่นั้นชำนาญเรื่องเปลี่ยนประเด็น
"พระมาตุลา แม้กรมการศึกษาอยู่ภายใต้กรมพิธีการ แต่เงินที่ใช้ก็ต้องเบิกจากกลมคลังอยู่ดี!" ฉินโม่กล่าว "กลมคลังควบคุมรายได้ทั้งหมดของแผ่นดิน แต่กลับไม่มีแผนงานใดๆ ใครร้องขอเงินก็ให้ไปเยอะ ใครไม่ขอร้องก็ไม่ได้อะไรเลย
ส่วนหกกรมอื่นๆ ก็เหมือนกัน ไม่มีการวางแผนใดๆ ต้องการเงินเท่าไหร่ก็ไม่รู้ แค่พยายามหาเงินเข้ามาแบบขอไปที!"
"เจ้ากำลังจะบอกว่า พวกเขากล่าวโทษเจ้าเพราะข้าไร้ความสามารถ?" กงซุนอู๋จี้เริ่มเข้าใจ
"ใช่หรือไม่เล่า? ในฐานะเสนาบดีกรมพิธีการ หน้าที่ของเจ้าคืออะไร? การศึกษาเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่ง
เจ้าซึ่งเป็นหัวหน้ากรมพิธีการไม่มีความสามารถใดๆ แล้วข้าแค่เขียนข้อเสนอค่าตอบแทนครูเท่านั้น ทำไมต้องกล่าวโทษข้าด้วย?
เจ้าเป็นหัวหน้ากลับไม่กล้าต่อรองกับเสนาบดีกลมคลัง ถ้าเขาไม่ให้เงิน เจ้าก็ควรไปบีบเขาสิ!
หรือถ้าพระบิดาไม่ให้เงิน เจ้าก็ต้องทวงถาม!" ฉินโม่กล่าวพร้อมพ่นน้ำลายจนแทบกระเด็นใส่หน้ากงซุนอู๋จี้
หลี่ซื่อหลงสีหน้ามืดมนราวกับก้นกระทะ "คลังหลวงไม่มีเงินแล้ว ต่อให้เถียงกันจนเลือดตกยางออกก็ไม่ได้เงินเพิ่มหรอก!"
กงซุนอู๋จี้แค่นเสียง "ข้าไม่อยากเถียงกับเจ้า เอาเป็นว่าเรื่องเงินสามตำลึงสำหรับการรับสมัครเด็กหญิง เจ้าจะว่าอย่างไร? แผ่นดินนี้ไม่มีเงินอยู่แล้ว
พวกเราที่ขอเงินกันมา ยังต้องยึดตามความเป็นจริง ไม่ใช่แค่พูดลอยๆ เหมือนเจ้าที่โยนเงินเล่นราวกับเป็นก้อนหิน!"
"เกี่ยวอะไรกับข้าด้วย ข้าเป็นแค่ผู้ดูแลสถาบัน เรื่องนี้เป็นความคิดของจี้จื่อเซิ่ง เขาเป็นรองหัวหน้าสถาบัน ข้าจะไปสั่งเขาได้อย่างไร?" ฉินโม่กล่าวปฏิเสธทันที "พระบิดา เขากำลังโยนความผิดทั้งหมดให้ข้า ท่านรอจี้จื่อเซิ่งมาก่อน แล้วถามเขาเองเถอะ ข้าโดนรังแกเกินไปแล้ว!"
สีหน้าแสดงความเสียใจของฉินโม่แทบจะทำให้หลี่เยว่เชื่อสนิทใจ
จี้จื่อเซิ่งถึงขั้นคิดได้หรือที่จะทำเรื่องแบบนี้?
"ก็ลองถามดู!" กงซุนอู๋จี้กล่าว เขาไม่ได้อยากเล่นงานฉินโม่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องการรักษาชื่อเสียงในหมู่ขุนนางอนุรักษนิยมด้วย
ในฐานะเสนาบดีกรมพิธีการ หากเขาทำเรื่องนี้ได้สำเร็จ อำนาจคำพูดของเขาจะเพิ่มมากขึ้น
ในตอนนั้นเองจี้จื่อเซิ่งเดินเข้ามาอย่างรีบร้อน "ถวายบังคมฝ่าบาท!"
"จื้อเซิ่ง ข้าถามเจ้า ทำไมเจ้าถึงไปรับสมัครเด็กหญิงด้วยตนเอง และยังให้เงินรางวัลเด็กหญิงปีละสามตำลึงอีก? หรือว่าเป็นเพราะฉินโม่ชักจูงเจ้า?" หลี่ซื่อหลงถาม
"อ้อ ไม่ใช่!" จี้จื่อเซิ่งกล่าว "เป็นความคิดของกระหม่อมเอง สถาบันเขตใต้ที่ใหญ่โตเช่นนี้ กลับไม่มีเด็กหญิงมาเรียนเลย นั่นไม่สอดคล้องกับหลักหยินหยางห้าธาตุ
ตามที่กล่าวไว้ว่า 'หยินเดี่ยวไม่เจริญ หยางเดี่ยวไม่ก่อเกิด' การรับเด็กหญิงมาเรียนจึงเป็นการปฏิบัติตามวิถีแห่งฟ้า!"
กงซุนอู๋จี้ถึงกับตกตะลึง" จี้จื่อเซิ่ง เจ้า เจ้าว่ามาแบบนี้ได้อย่างไร? หรือฉินโม่บังคับให้เจ้าพูด?"
"ไร้สาระ!" จี้จื่อเซิ่งสะบัดแขนเสื้อ "เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับฉินโม่เลย เด็กหญิงก็สามารถเป็นกำลังสำคัญของแผ่นดินได้ เจ้าไม่รู้หรือ?
การศึกษาควรไม่มีการแบ่งแยก หากข้าสอนแต่เด็กชาย แต่ไม่สอนเด็กหญิง นั่นจะเรียกว่าการศึกษาได้อย่างไร?
อย่าใช้สายตาคับแคบของเจ้ามองเรื่องนี้!"
หลี่เยว่เบิกตากว้าง พลางกระซิบถามฉินโม่ "นี่ไม่ใช่ฝีมือเจ้าจริงๆ ใช่ไหม?"
ฉินโม่ยิ้มในใจ เขาตัดสินใจแล้วว่าจะปฏิบัติต่อจี้จื่อเซิ่งอย่างดี
เขายกมือขึ้น "ถ้าไม่ใช่ข้าแล้วจะเป็นใครล่ะ?"
หลี่เยว่เกาศีรษะ "แปลกจริง! จื้อเซิ่งกลับไม่ฉวยโอกาสนี้โจมตีเจ้า!"
"สายตาคับแคบ โง่เขลา ไร้ความรู้!" ฉินโม่แค่นเสียงอย่างเย็นชา
"อย่าโกรธสิ ข้าก็แค่แปลกใจ!" หลี่เยว่รีบกล่าวขอโทษ
กงซุนอู๋จี้ตัวสั่นด้วยความโกรธ "เจ้าว่าข้าสายตาคับแคบ? เจ้ารู้หรือไม่ว่าหากทำเรื่องนี้ จะเกิดผลกระทบอะไรบ้าง?"
"การศึกษาเหมือนคนตาบอดข้ามแม่น้ำ แม้จะล้มลุกคลุกคลาน แต่ก็ต้องค้นหาเส้นทางใหม่จนเจอ!" จี้จื่อเซิ่งกล่าวด้วยความมั่นใจ ราวกับมีแสงสว่างเปล่งออกมาจากร่าง "ฝ่าบาท การรับสมัครเด็กหญิงทั้งหมดเป็นความคิดของกระหม่อม ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับฉินโม่เลย
กระหม่อมเพียงแต่คิดว่า การศึกษาควรไม่มีการแบ่งแยก หากยังคงยึดกฎเกณฑ์เดิม ก็ไม่ต่างอะไรกับเมื่อหลายร้อยปีก่อน
ต้าเฉียนกำลังเผชิญกับยุคสมัยใหม่ที่ยิ่งใหญ่ กระหม่อมไม่อยากถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง!"
หลี่ซื่อหลงถึงกับพูดไม่ออก และรู้สึกสับสน
นี่ไม่ใช่เรื่องปกติจี้จื่อเซิ่งเป็นอนุรักษนิยมที่มั่นคง และยังเป็นผู้สนับสนุนตระกูลขุนนางแท้ๆ แต่กลับเปลี่ยนไปเป็นนักปฏิรูปที่หัวรุนแรงได้ในทันใด!
โอ้ เขาเข้าใจแล้วจี้จื่อเซิ่งต้องการเอาชีวิตรอด และปกป้องตระกูลของตนเอง ดังนั้นจึงเลือกยืนอยู่ในที่แจ้งเพื่อเผชิญหน้ากับความมืด
นับว่าเป็นคนที่เข้าใจสถานการณ์ดีทีเดียว
"นี่คงเป็นเพียงกลยุทธ์เพื่อดึงความสนใจจากตระกูลขุนนางเท่านั้น จึงทำเรื่องที่หวือหวาเช่นนี้"
"นี่ไม่ใช่วิธีการของฉินโม่"
"วิธีของฉินโม่ถ้าใครไม่เห็นด้วย เขาจะตรงไปที่ประตูบ้านพร้อมระเบิดมือทันที"
"พูดได้ดีมากจี้จื่อเซิ่ง!" ฉินโม่ตบมือให้กำลังใจอย่างเหมาะเจาะ "ข้าไม่คิดเลยว่าเจ้าจะมีความตระหนักรู้และกล้าหาญถึงเพียงนี้!"
จี้จื่อเซิ่งที่ดูภายนอกไร้อารมณ์ แต่ในใจกลับรู้สึกยินดีอย่างประหลาด เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ฉินโม่ชมเขา
"หึ ไม่มีอะไรให้ยินดีนักหรอก ข้าไม่ต้องการคำชมของเจ้า!" จี้จื่อเซิ่งคิดอย่างหยิ่งยโส
กงซุนอู๋จี้กัดฟันกรอด "ก็ได้ แม้จะไม่ใช่ความคิดของฉินโม่ข้าก็ยังไม่เห็นด้วยกับวิธีการของเจ้าอยู่ดี"
เขาประสานมือกล่าวต่อ "ฝ่าบาท การใช้เงินแบบนี้ไม่สมเหตุสมผล หากทำตามวิธีนี้ ทุกปีจะต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายอีกหมื่นตำลึง
เด็กหญิงเรียนหนังสือมากมายเพื่ออะไร? สุดท้ายพวกนางก็ต้องแต่งงาน กลับไปดูแลสามีและสอนลูกอยู่ดี อย่าสร้างเรื่องที่ดูเหมือนจะมีจุดประสงค์แต่ไม่มีแก่นสารเช่นนี้เลย!"
"กงซุนอู๋จี้ ถ้าเจ้าไม่ยอมให้เงิน ข้าจะสู้กับเจ้าให้ตาย!" จี้จื่อเซิ่งที่สติขาดไปแล้ว มองตาขวาง เขาเพิ่งค้นพบหนทางที่จะทำให้ตัวเองกลายเป็นมหาปราชญ์ ใครก็ตามที่ขัดขวาง จะถูกกำจัด
แม้ฉินโม่ก็ไม่มีข้อยกเว้น!
"ข้าคือเสนาบดีกรมพิธีการ และเป็นรองหัวหน้าสถาบันเขตใต้ ข้าย่อมมีสิทธิ์ที่จะหยุดยั้งเรื่องนี้!" กงซุนอู๋จี้กล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยนัยแฝง "เจ้าเป็นทายาทมหาปราชญ์ อย่าได้ทำเรื่องที่ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงของบรรพชน
การให้เหล่านักเรียนที่ศึกษาคำสอนของมหาปราชญ์ มาเทียบชั้นกับเด็กหญิงพวกนี้ ไม่ใช่เรื่องน่าอับอายหรือ?"
การข่มขู่เช่นนี้หรือ?
จี้จื่อเซิ่งไม่สนใจอีกต่อไป เขาทุ่มหมดตัวแล้ว ใครก็ตามที่ขวางทางจะต้องถูกจัดการ
เขาสูดหายใจลึก ดึงแขนเสื้อขึ้นสูง แม้จะเริ่มอายุมากแล้ว แต่เขายังคงฝึกกระบี่เป็นประจำ ร่างกายที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อยังคงแข็งแกร่งไม่แพ้หนุ่มๆ "เจ้าหมายความว่าอย่างไร? เจ้าจะตัดเงินของข้าหรือ?"
"นี่ไม่ใช่การตัดเงิน แต่เจ้ากำลังสิ้นเปลืองเงิน ข้าย่อมต้องหยุด เจ้านั่นแหละที่ต้องเข้าใจว่ามันคือหน้าที่ของข้า!" กงซุนอู๋จี้ขมวดคิ้วกล่าวอย่างหนักแน่น
"สุนัขกงซุน! มารดาเจ้าเถอะ!"
จี้จื่อเซิ่งกำหมัดแน่น แล้วพุ่งเข้าตรงใส่หน้ากงซุนอู๋จี้
กงซุนอู๋จี้ไม่ทันคาดคิดว่าจี้จื่อเซิ่งจะลงมือกะทันหัน เขาพยายามหลบ แต่ฉินโม่ก็พุ่งเข้ามารักตัวเขาไว้จากด้านหลัง "จี้จื่อเซิ่งอย่าทำร้ายท่านลุงของข้า!"
"ปัง!"
"โอ้ย จมูกของข้า!"
หมัดนั้นซัดเข้าที่จมูกของกงซุนอู๋จี้เต็มแรง เลือดไหลออกมาทันทีเป็นสาย
ฉินโม่ตบขาตัวเอง พร้อมกล่าวเสียงดัง "โอ้ย ท่านลุง ข้าดึงเจ้าออกมาแล้วทำไมเจ้าไม่วิ่ง ทำไมเจ้าถึงดื้อรั้นนัก!"
………….