- หน้าแรก
- ราชบุตรเขย โง่ อันดับหนึ่ง
- 641 - หลี่ซื่อหลงสอนบุตร
641 - หลี่ซื่อหลงสอนบุตร
641 - หลี่ซื่อหลงสอนบุตร
641 - หลี่ซื่อหลงสอนบุตร
“นิกายบัวขาวนั้นเป็นเศษซากจากราชวงศ์ก่อน ข้ากับปู่ของเจ้าใช้เวลาล้อมปราบกว่า 20 ปี ก็ยังไม่สำเร็จ” หลี่ซื่อหลงกล่าว “ความแห้งแล้งในภาคตะวันตกเฉียงเหนือถึงแม้จะรุนแรง แต่ก็เกิดขึ้นเพียงสองเขต และไม่ได้ลุกลามมากไปกว่านั้น ซึ่งแสดงว่าพวกเจ้าทำได้ดี”
“ไฉ่เส้าทุ่มเทในการบรรเทาภัยพิบัติ พวกเจ้ายังทำเพื่อราษฎรได้ดี หากเกิดความไม่พอใจในหมู่ราษฎรขึ้นมา แล้วนิกายบัวขาวโบกมือเรียกร้อง ผู้ตอบรับคงมีนับไม่ถ้วน”
“ทั้งหมดนี้เป็นเพราะพระบิดาวางแผนในเมืองหลวง ลูกไม่เห็นว่าตนมีความดีความชอบอะไรเลย กลับรู้สึกว่าตนทำได้ไม่ดีพอ ถึงปล่อยให้นิกายบัวขาวมีพื้นที่ในการดำรงอยู่!” หลี่เยว่ที่เดินทางไปภาคตะวันตกเฉียงเหนือมา ได้เห็นความยากจนของที่นั่นจนถึงกับสะเทือนใจ
หลี่ซื่อหลงจ้องมองดวงตาของหลี่เยว่ เห็นความจริงใจในสายตาและความละอายใจบนใบหน้า ก็รู้สึกพอใจ “เช่นนั้นให้ถือว่าชดเชยกันแล้ว” หลี่ซื่อหลงกล่าว “ตอนนี้ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือมีฝนตกลงมาบรรเทาภัยพิบัติ งานบรรเทาภัยพิบัติหลังจากนี้ เจ้าไม่ต้องยุ่งแล้ว ปล่อยให้ไฉ่เส้าเป็นผู้ดูแลต่อไปก็พอ”
จนถึงตอนนี้ ได้มีการอพยพราษฎรจากภาคตะวันตกเฉียงเหนือกว่าหนึ่งล้านคน แม้จะต้องออกจากบ้านเกิดเมืองนอน แต่ด้วยการใช้แรงงานแลกเปลี่ยนความช่วยเหลือและการสร้างที่อยู่อาศัยในเขตป๋อไห่ ทำให้พวกเขามีที่พักพิง
นโยบายนี้ ทำให้ราษฎรทั่วแผ่นดินรู้สึกซาบซึ้งและขอบคุณ
ในหมู่ราษฎร เริ่มมีคำกล่าวถึงยุคแห่ง “ความเจริญรุ่งเรือง”
ต่อมา หลี่ซื่อหลงได้ทดสอบความรู้ด้านการบริหารปกครองของหลี่เยว่ ซึ่งหลี่เยว่ตอบได้ดี การฝึกฝนในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาได้พัฒนาความสามารถของเขามาก
“รู้ไหมว่าทำไมข้าถึงเรียกเจ้ากลับมาที่เมืองหลวงตอนนี้?”
“ไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ”
“เรื่องของพี่ใหญ่กับพี่สี่ เจ้าไม่รู้หรือ?”
“ทราบพ่ะย่ะค่ะ” หลี่เยว่ระวังตัวอย่างเงียบๆ กลัวว่าจะพูดผิด
“ถ้าไม่มีการปฏิรูป เจ้าคิดจะจัดการพวกเขาอย่างไร?”
“พระบิดา หากไม่มีการปฏิรูป พี่ใหญ่กับพี่สี่ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่ในความดูแลของลูก” หลี่เยว่กล่าว “แต่ในฐานะพี่น้อง ข้าจะตำหนิพวกเขา หรืออย่างน้อยก็ต้องมีการตีกันอย่างแน่นอน”
เขากล่าวอย่างนอบน้อม ไม่ได้แสดงตัวว่าเป็นไท่จื่อ แต่ตอบในฐานะเยว่อ๋องและน้องชาย
คำตอบนี้ไม่ถึงกับแปลกใหม่ แต่ก็ทำให้หลี่ซื่อหลงพอใจ “เจ้าหวังให้พวกเขาตายหรือไม่?”
หลี่เยว่าส่ายหน้า “ไม่มีใครหวังให้ครอบครัวตัวเองเป็นเช่นนั้น พี่น้องเหมือนแขนขา หากขาดส่วนใดส่วนหนึ่ง ร่างกายก็จะเคลื่อนไหวลำบาก”
หลี่ซื่อหลงถามต่ออย่างไม่แสดงอารมณ์ “ถ้าเจ้าเป็นไท่จื่อ แล้วมีขุนนางสิบคนอยู่ตรงหน้า ห้าคนเป็นขุนนางเลว อีกห้าคนเป็นขุนนางดี เจ้าจะใช้พวกเขาอย่างไร?”
นี่คือการทดสอบเรื่องการใช้คน
หัวใจของหลี่เยว่เต้นแรง นี่เป็นคำถามที่เขาสามารถตอบได้หรือ?
จากการมองข้ามจนมาถึงการให้ความสำคัญในตอนนี้ หลี่เยว่รู้ดีว่ากระบวนการนี้ยากลำบากเพียงใด
เขาคิดอยู่พักหนึ่ง เตรียมจะตอบ แต่พลันก็เปลี่ยนใจ
เขาเป็นเพียงอ๋อง ไม่มีสิทธิ์ที่จะตอบคำถามเช่นนี้
การปฏิรูปเพิ่งเริ่มต้นขึ้น และพี่น้องของเขาทุกคนมีสิทธิ์เข้าร่วม เขาอาจมีชื่อเสียง แต่หลี่ซื่อหลงจะไม่ขัดแย้งกับขุนนางในช่วงเริ่มต้นการปฏิรูปเพื่อตั้งเขาเป็นไท่จื่อแน่
หากเขาพูดมากไป จะไม่แสดงว่าเขามีความทะเยอทะยานในตำแหน่งนี้หรือ?
หลี่เยว่ประสานมือกล่าว “พระบิดา ลูกไม่อยากเป็นไท่จื่อ เพราะรู้ตัวว่ายังไม่มีคุณสมบัติพอ ต่อพ่อแม่ ลูกชายยังทำหน้าที่บุตรได้ไม่ดี ต่อผู้ใต้บังคับบัญชา ลูกก็ไม่มีผลงานใหญ่อะไร
ตอนนี้คนทั้งแผ่นดินรู้แล้วว่าแผ่นดินต้าฉินได้เข้าสู่ยุคแห่ง ‘ความเจริญรุ่งเรืองหลงจิ่ง’ ลูกหวังว่าพระบิดาจะมีพระชนมายุยืนยาว เพื่อให้ยุคแห่งความเจริญรุ่งเรืองนี้ดำเนินต่อไป
ส่วนเรื่องการใช้คน ลูกชายโง่เขลา ขอพระบิดาทรงชี้แนะ”
หลี่เยว่กล่าวอย่างจริงใจ ทำให้หลี่ซื่อหลงฟังแล้วรู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง
คำพูดที่ว่า "ไม่อยากเป็นไท่จื่อ" นั้น ย่อมไม่จริง หลี่ซื่อหลงย่อมทราบดี
แต่ในบางครั้ง บางคำพูดไม่ควรพูดออกมา แม้แต่ความรู้สึกในใจก็ไม่ควรแสดงออก
ผู้เป็นจ้าวย่อมต้องโดดเดี่ยว
มิใช่ว่าฮ่องเต้ชื่นชอบที่จะโดดเดี่ยว หรือไม่ต้องการใกล้ชิดผู้อื่น
แต่หากฮ่องเต้แสดงความดีใจหรือเสียใจออกมา เหล่าขุนนางที่เจ้าเล่ห์ก็จะคาดเดาความคิดของพระองค์
และย่อมมีขุนนางประจบเกิดขึ้นมากมาย
การโดดเดี่ยวตนเอง แท้จริงแล้วก็เพื่อการปกครองที่ดีขึ้น และเพื่อแสดงถึงความพิเศษในฐานะที่อยู่สูงสุด
รวมถึงสร้างความเกรงขามให้แก่ผู้อยู่ใต้บัญชา
หลี่เยว่เริ่มมีคุณสมบัติเหล่านี้อยู่ในตัว
หลี่ซื่อหลงกล่าวว่า "เช่นนั้น เจ้าก็จงฟังให้ดี!"
หลี่เยว่รีบทำท่าฟังอย่างตั้งใจ ในใจตื่นเต้นอย่างยิ่ง เพราะการได้ฟังวิธีการใช้คนจากปากของจ้าวย่อมเป็นสิ่งที่ไท่จื่อเท่านั้นถึงจะได้สัมผัส
ยิ่งกว่านั้น แม้แต่ไท่จื่อเองก็อาจไม่มีโอกาสได้ฟังคำสอนโดยตรงเช่นนี้
"ไม่ว่าจะเป็นขุนนางผู้ซื่อสัตย์หรือขุนนางชั่วร้าย พวกเขาล้วนเป็นเพียงหมากในมือเจ้า อะไรคือความซื่อสัตย์ และอะไรคือความชั่วร้ายเล่า?"
หลี่ซื่อหลงยิ้ม "สมมติว่า เจ้าขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ แล้วพบว่าไม่มีใครรอบกายที่พึ่งพาได้
คนที่เจ้าเห็นว่าเป็นขุนนางซื่อสัตย์ ล้วนมีชื่อเสียง มีตำแหน่ง มีอำนาจ แต่เมื่อเจ้าต้องการออกกฎหมาย พวกเขากลับร่วมมือกันคัดค้าน เจ้าจะทำอย่างไร?"
หลี่เยว่ถึงกับชะงัก "ลูกคงทุกข์ใจพ่ะย่ะค่ะ!"
"ถูกต้อง หากเป็นข้า ข้าก็ทุกข์ใจเช่นกัน!" หลี่ซื่อหลงเดินไปมา "ดังนั้น เจ้าจะต้องหาวิธีสนับสนุนกลุ่มคนของตัวเอง
ในช่วงนั้น หากเจ้าพบขุนนางผู้กล้าหาญแต่ไม่มีตำแหน่ง ทว่ามีความทะเยอทะยาน เจ้าก็จะสนับสนุนเขาเพื่อถ่วงดุลกับขุนนางซื่อสัตย์เหล่านั้น
ในเวลานั้น ความคิดของเจ้าจะกระตุ้นให้ขุนนางซื่อสัตย์รวมตัวกันต่อต้าน ขุนนางที่เจ้าเห็นว่าซื่อสัตย์ก็กลายเป็นขุนนางชั่วร้ายในสายตาเจ้า"
หลี่ซื่อหลงหยุดพูดครู่หนึ่ง "แต่ขุนนางชั่วร้ายเหล่านั้น เป็นขุนนางชั่วร้ายจริงหรือ?
ไม่แน่เสมอไป เพราะเขาช่วยเจ้าทำงาน เจ้าอาจตั้งแผนหลอกล่อขุนนางซื่อสัตย์เหล่านั้น
เมื่อได้รับอำนาจจากเจ้า กลุ่มขุนนางผู้ซื่อสัตย์ก็จะรวมตัวกันโจมตีคนผู้นั้นโดยไม่สนใจว่าจะสร้างผลกระทบต่อราชสำนักหรือไม่
ขุนนางสุดท้ายพวกเขาก็จะกลายเป็นเพียงขุนนางผู้ชั่วร้าย เจ้าก็จะมีเหตุผลอันชอบธรรมในการฆ่าใครสักคน การตายของเขาจะสร้างความหวาดกลัวให้แก่คนอื่น และเจ้าก็มีอำนาจและความน่าเกรงขาม
ขุนนางชั่วร้ายที่เจ้าสนับสนุนก็กลายเป็นดาบในมือเจ้า
แต่เมื่อดาบเล่มนั้นคมเกินไปและขุนนางคนนั้นทะเยอทะยานเกินไป เจ้าอาจกลัวว่าเขาจะกลายเป็นผู้ทรงอำนาจ
ดังนั้น เจ้าจึงสนับสนุนผู้ช่วยคนใหม่มาควบคุมเขา
ผู้ช่วยคนใหม่นั้นอาจเป็นคนที่รู้ใจเจ้า เข้าใจความชอบของเจ้า
เจ้ารู้ว่าเขาเป็นขุนนางผู้ฉวยโอกาส แต่เขาสามารถควบคุมดาบเล่มนั้นได้
แต่เมื่อดาบเล่มนั้นคมเกินไป ผู้ช่วยคนนี้อาจไม่สามารถควบคุมได้
ดังนั้น ขุนนางผู้ฉวยโอกาสจึงเริ่มสร้างกลุ่มพรรคพวกของตัวเองในราชสำนัก
พวกเขาอาจไม่มีความสามารถ แต่มีนิสัยที่คล้ายกันและชอบประจบสอพลอ
พวกเขาหาเรื่องดาบเล่มนั้นเสมอ จนราชสำนักกลายเป็นสมรภูมิของสองกลุ่ม
ในเวลานั้น เจ้าจึงคิดถึงขุนนางผู้ซื่อสัตย์แต่ไม่มีความสามารถ หรือขุนนางมือสะอาด เพื่อมาเป็นตัวกลางคอยปรับสมดุลระหว่างทั้งสองฝ่าย"
หลี่ซื่อหลงมองใบหน้าเต็มไปด้วยความตกใจของหลี่เยว่ กล่าวว่า "ขุนนางซื่อสัตย์กลายเป็นขุนนางชั่วร้าย และขุนนางชั่วร้ายกลายเป็นขุนนางซื่อสัตย์ในสายตาเจ้า
แต่เจ้าก็ยังต้องควบคุมขุนนางซื่อสัตย์ จึงต้องมีขุนนางผู้ฉวยโอกาสและขุนนางผู้โปรดปราน
ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นขุนนางที่ชั่วร้าย ขุนนางที่ไร้ความสามารถ หรือขุนนางที่ซื่อสัตย์มือสะอาด สุดท้ายพวกเขาจะเป็นเพียงตัวหมากในมือเจ้า
ตราบใดที่พวกเขาไม่ก่อกบฏ พวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นคนที่เจ้าสามารถใช้ได้
นี่แหละ คือหลักการของผู้ปกครอง!"
………….
(หลังจากนี้จะลงวันละ 5 ตอนนะครับเพราะว่าผมมีงานประจำอยู่ ทุกวันนี้แทบไม่มีเวลานอนเลย)