- หน้าแรก
- ราชบุตรเขย โง่ อันดับหนึ่ง
- 270 - ราชวงศ์ต้าเฉียนจะเดินซ้ำรอยต้าโจวหรือไม่?
270 - ราชวงศ์ต้าเฉียนจะเดินซ้ำรอยต้าโจวหรือไม่?
270 - ราชวงศ์ต้าเฉียนจะเดินซ้ำรอยต้าโจวหรือไม่?
270 - ราชวงศ์ต้าเฉียนจะเดินซ้ำรอยต้าโจวหรือไม่?
"เข้าใจแล้วหรือยัง?" หลี่หยวนยกถ้วยชาขึ้นถาม
"พวกกระหม่อมเข้าใจแล้ว!" เฉิงซานฝูพยักหน้าอย่างรวดเร็ว
"ดี เปิดเกม!"
หลี่หยวนถูมือด้วยความตื่นเต้น "มา เขย่าลูกเต๋า แล้วทอยดูว่าจะออกเล็กหรือใหญ่!"
จากนั้นเขาเป่าลมหายใจใส่มือก่อนทอยลูกเต๋า แต่ได้แต้มออกมาเพียง 'หนึ่ง หนึ่ง'!
ฉินโม่ถึงกับหัวเราะ "ท่านปู่วันนี้ท่านเจ๊งแน่!"
หลี่หยวนโวยวายอย่างขุ่นเคือง "นี่มันมือบ้าอะไรเนี่ย!"
"อย่าโกงสิ บนโต๊ะไพ่นกกระจอกไม่มีใครใหญ่กว่าใครหรอก!"
เขากล่าวพลางหยิบลูกเต๋าทอยไป ได้แต้ม 'หก หก' ทันที!
"เฮอะ โชคสุนัข!" หลี่หยวนยอมจำนนนั่งลงตรงที่ที่ฉินโม่จัดให้
หลี่ซุนกงกับเฉิงซานฝูถึงกับตาโต "เฮ้ย ใครให้เจ้านั่งที่หัวโต๊ะล่ะ?"
"อ่ะๆ พวกท่านก็ทอยลูกเต๋าดูสิ!" ฉินโม่กล่าว
เฉิงซานฝูหยิบลูกเต๋ามาอย่างลังเล พวกเขาไม่กล้าทอยได้แต้มใหญ่กว่าไท่ซ่างหวง เพราะนั่นจะไม่ถือว่าเป็นการล่วงเกินหรือ?
แต่ถ้าทอยแต้มเท่ากันก็เหมือนจะเทียบเคียงเท่าไท่ซ่างหวงอีก
หลี่หยวนดูเหมือนจะอ่านใจของทั้งสองคนออก "พวกเจ้าติดตามข้าบุกทะลวงเข้าถึงเมืองหลวง เมื่อก่อนก็เคยดื่มกินในกระโจมเดียวกัน แค่ทอยลูกเต๋าทำเป็นอิดออดไปได้ หรือความกล้าของพวกเจ้าหมดสิ้นแล้ว?"
เฉิงซานฝูยิ้มแหยๆ "ไท่ซ่างหวง กระหม่อมขอเสียมารยาทแล้ว!"
จากนั้นทอยได้แต้ม 'สองห้า'
ส่วนหลี่ซุนกงได้แต้ม 'สองสอง'
ตอนแรกทั้งสองยังไม่ค่อยกล้าเล่น แต่พอเล่นไปสักพักก็เริ่มเข้ามือ
เล่นกันตั้งแต่เช้ายันเที่ยง ทานอาหารกลางวันไปพร้อมกับเล่นไปด้วย
สุดท้ายฉินโม่ต้องบังคับให้หลี่หยวนหยุดเล่น เพราะมันจะเสียสุขภาพมากเกินไป
"ท่านปู่ เราควรพักผ่อนบ้าง ไป ข้าจะพาท่านออกไปเดินเล่น!"
เฉิงซานฝูกับหลี่ซุนกงรู้สึกกังวลขึ้นมาทันที ส่งสายตาให้ฉินโม่เป็นสัญญาณเตือนอย่างต่อเนื่อง
เจ้าหนุ่มบ้าบิ่นนี่ พาไท่ซ่างหวงมาอยู่ที่บ้าน ยังจะพาออกไปข้างนอกอีก ถ้าเกิดเรื่องขึ้นจะทำอย่างไร?
เจ้าลืมเรื่องการล่าสัตว์ที่เกือบถูกสายลับราชวงศ์เก่าลอบสังหารหรืออย่างไร?
"ท่านอาหลี่ ท่านอาเฉิง ไปด้วยกัน ไปเดินเล่น!" ฉินโม่คว้าบ่าทั้งสองคนอย่างสนิทสนม แถมยังยกพวกเขาให้เป็นญาติผู้ใหญ่ด้วย
"ไปกัน!" หลี่หยวนก็ดูจะตื่นเต้นเล็กน้อย เพราะไม่ได้ออกจากวังมานาน
เฉิงซานฝูกัดฟันกล่าวกับฉินโม่ "เจ้าหนู ถ้าพ่อเจ้าอยู่ที่นี่คงจะตีเจ้าจนก้นแตก!"
หลี่ซุนกงพยักหน้าเห็นด้วย "คงต้องเอาไปแขวนต้นไม้ก่อนแล้วเฆี่ยน!"
"ไม่มีปัญหา ข้าน่ะมีสองท่านอาอยู่ด้วย ไม่ถ้าอย่างนั้น ข้าก็คงไม่พาท่านปู่ออกมาเดินเล่นแน่!" ฉินโม่กล่าวยิ้มๆ
หลี่ซุนกงถอนหายใจหมดหนทาง
เฉิงซานฝูตบฉินโม่เบาๆ "ไอ้หนู ขอหุ้นในห้องไพ่นกกระจอกให้ข้าสักหนึ่งหุ้น ไม่ถ้าอย่างนั้นล่ะก็ หึๆ!"
"แล้วข้าด้วย ข้าก็เอาหนึ่งหุ้น!"
ฉินโม่กล่าวอย่างน้อยใจว่า "พวกท่านไม่ใช่บอกว่าไม่ต้องการหรือ?"
"ต่อหน้าไท่ซ่างหวง พวกข้าจะกล้ารับหรือ?" เฉิงซานฝูจ้องมองฉินโม่
"ปากว่าตาขยิบ!" ฉินโม่มองด้วยความดูถูก
"กล่าวจาไร้สาระ! นี่เรียกว่าห้ามมองข้ามเงิน ข้ามีบุตรชายหลายคน เจ้าเองก็รู้ อีกไม่กี่วันข้าต้องขอพระราชทานสมรสให้เสี่ยวเป่า นี่ก็ต้องใช้เงิน เจ้าเงินเยอะไม่ใช่หรือ จะยืมสักแสนหรือแปดหมื่นตำลึงได้ไหม?"
"ได้สิ ให้เสี่ยวเป่าเรียกข้าว่าท่านปู่ก่อน!" ฉินโม่หัวเราะออกมา
"เจ้าเด็กบ้า!!"
เฉิงซานฝูโกรธจนกัดฟันกรอด ฉินโม่รีบวิ่งไปหลบข้างหลี่หยวนจนเฉิงซานฝูหมดปัญญาทำอะไร
ระหว่างเดินไปตามถนนฉางอาน หลี่หยวนมองดูผู้คนที่สัญจรไปมา "ไม่เลวจริงๆ เมืองนี้เจริญขึ้นมาก!"
"ท่านปู่ ทั้งหมดนี้ก็เพราะพระบารมีของท่าน!" ฉินโม่กล่าวยิ้มๆ "หากไม่ใช่เพราะท่านทำให้แผ่นดินสงบสุข ก็ไม่มีทางที่เราจะเจริญรุ่งเรืองเช่นนี้ได้หรอก"
หลี่หยวนฟังแล้วรู้สึกสุขใจมาก หากเป็นคนอื่นกล่าวคงถือเป็นการเยินยอประจบเจ้านาย แต่เมื่อฉินโม่กล่าว กลับให้ความรู้สึกเหมือนหลานเขยชื่นชมคุณปู่ของตนเองอย่างแท้จริง
"ดีมาก!" รอยยิ้มของหลี่หยวนเต็มไปด้วยความพอใจ ริ้วรอยบนใบหน้าแทบจะเปล่งประกาย
เฉิงซานฝูกับหลี่ซุนกงที่เดินตามข้างๆ ถึงกับรู้สึกคลื่นไส้ นี่ช่างเป็นการเยินยอที่ยอดเยี่ยมจริงๆ!
"น่าเสียดายนัก แม้ตอนนี้แผ่นดินจะสงบสุข แต่ยังมีที่ที่ขาดแคลนอาหาร ข้าเข้าใจดีว่าเรื่องนี้ไม่อาจแก้ไขได้ในเวลาอันสั้น" เนื่องจากอยู่นอกวัง จึงไม่สามารถใช้คำแทนตัวว่า 'เจิ้น' (ข้า) อย่างราชาศัพท์ได้ หลี่หยวนรู้สึกแปลกๆ เพราะเขาไม่ได้ใช้คำว่า 'ข้า' มานานกว่าสามสิบปีแล้ว
"พระบิดาและพระมารดาของเจ้าทำได้ดี พวกเขาประหยัดอาหารและเครื่องนุ่งห่มเพื่อให้บุตรหลานได้กินอยู่ตามสมควร แต่ข้าเคยเห็นกับตาว่ามีหลายที่ที่ผู้คนอดอยาก จนต้องกินเปลือกไม้ ดินเหนียวหรือแม้กระทั่ง...กินบุตรของตัวเองเพื่อความอยู่รอด!"
"เจ้ายังเด็ก คงไม่เข้าใจ แต่พระบิดาของเจ้าเคยเห็นภาพนั้น มันช่างน่าเวทนา ทำให้คนดูอยากหลั่งน้ำตา ตอนนั้นข้าคิดเสมอว่าต้องล้มล้างราชวงศ์โจวให้ได้ ทำให้พวกมันต้องชดใช้กับสิ่งที่พวกมันก่อ!"
เฉิงซานฝูและหลี่ซุนกงต่างเงียบงัน เมื่อคิดถึงอดีตที่ทุกพื้นที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก *การทำสงครามบุกเกาหลีสามครั้งทำให้เกิดทุกภัยไปทั่วอาณาจักร
"แม้ราชสำนักจะลดภาษีทุกปี แต่ก็ไม่พอ เพราะชายแดนยังไม่สงบ เราจำเป็นต้องทำสงคราม ไม่เช่นนั้นชนเผ่าเร่ร่อนจะเข้ามาเหยียบย่ำดินแดนของเรา หากถึงเวลานั้น มันจะไม่ใช่แค่กินบุตรหลานของตัวเองเป็นอาหาร แต่เป็นการถูกทำลายล้างทั้งแผ่นดิน!"
"แม้จะลดภาษีลงไป แต่เราก็ต้องเกณฑ์ทหาร มีชายหนุ่มจำนวนมากไม่มีวันได้กลับบ้านอีก ทำให้ราษฎรขาดผู้นำครอบครัว กลายเป็นครอบครัวแตกแยก!"
ฉินโม่คิดว่าหลี่หยวนมองปัญหาได้ลึกซึ้งตามแบบของไท่ซ่างหวง
คนในอดีตนั้น กลัวเรื่องภาษีจริงหรือ?
ไม่ใช่! ที่พวกเขากลัวคือการถูกเกณฑ์ทหาร
การเก็บภาษีเท่ากับได้ทำงานในที่ดินของเจ้าที่ แต่การถูกเกณฑ์ทหารนั้นเป็นการทำงานที่ไม่รู้ว่าจะรอดกลับมาหรือไม่ พวกเขาต้องสูญเสียเวลานานนับสิบปีโดยไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้กลับบ้านหรือเปล่า
เมื่อได้มายังต้าเฉียน ฉินโม่ได้เรียนรู้ว่าการได้ทำงานเป็นลูกจ้างหรือเกษตรกรให้เจ้าของที่ดินนั้นถือว่าดีกว่าชนชั้นอื่นในสังคม
ภายใต้ยุคสมัยที่ดีนั้น ทุกคนสามารถเป็นลูกจ้างของเจ้าของที่ดิน มีที่ดินให้เพาะปลูก มีรายได้เลี้ยงครอบครัว สามารถแต่งงานและมีลูกหลานต่อได้ ทำไมจะไม่ดี?
แต่เมื่อถึงยุคปลายของราชวงศ์ ประชากรเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า แล้วทำไมถึงเกิดการล่มสลาย?
เพราะเจ้าของที่ดินเองก็ไม่มีที่ดินพอให้เช่าแล้ว
ในต้าเฉียน การได้เป็นลูกจ้างเกษตรกรกลายเป็นความฝันของคนจำนวนมาก และผู้คนต้องมีลูกชาย เพราะการมีบุตรสาวจะไม่ช่วยให้ครอบครัวมั่นคง บุตรชายสามารถสืบทอดตำแหน่งในครอบครัวเพื่อทำงานในที่ดินเช่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ มิฉะนั้นเจ้าของที่ดินสามารถเพิกถอนที่ดินเพื่อให้ผู้อื่นเช่าแทนได้
เรื่องนี้ไม่ใช่เพราะสังคมเคารพชายมากกว่าหญิง แต่เป็นเพราะการแก้ไขปัญหาในเรื่องของการผลิต การดูแลผู้สูงอายุ และปัญหาทางสังคมอื่นๆ ยังคงไม่สมบูรณ์
นี่คือวงจรของสังคมไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในเวลาอันสั้น
"ฉินโม่ เจ้าคิดว่า ต้าเฉียนจะเดินซ้ำรอยต้าโจวหรือไม่?" หลี่หยวนถาม
คำถามนี้แทงใจอย่างยิ่ง
ฉินโม่เกือบจะตอบว่าไม่ แต่หลี่หยวนก็กล่าวขึ้นทันที "เจ้าเป็นเด็กฉลาด ข้ารู้ว่าเจ้ามีความสามารถ บอกความจริงแก่ข้าเถิดว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่?"
…………….
*เป็นเหตุการณ์ที่ยกมาจากราชวงศ์สุย ฮ่องเต้สุยหยางตี้เกณฑ์ทหารทั่วแผ่นดินบุกตีเกาหลีสามรอบ เสบียงอาหารถูกแย่งชิงออกจากมือของราษฎรไปเลี้ยงดูกองทัพนับล้าน เมื่อกองทัพพ่ายแพ้ครั้งสุดท้ายทหารหนีทัพหลายแสนคนรวมตัวกันกลายเป็นโจรปล้นชิงราษฎร ราชวงศ์สุยไม่สามารถปราบปรามความสงบได้จึงมีกองกำลังจำนวนมากตั้งตัวเป็นใหญ่
สุดท้ายราชวงศ์สุยล่มสลายและเป็นตระกูลหลี่แห่งไท่หยวนไล่ปราบปรามกองกำลังอื่นในภาคเหนือจนกระทั่งก่อตั้งราชวงศ์ถังได้สำเร็จ นิยายเรื่องนี้ก็หยิบยกประวัติศาสตร์ในช่วงนั้นมาพูดถึง