- หน้าแรก
- ราชบุตรเขย โง่ อันดับหนึ่ง
- 261 - กวีขี้เมาสำแดงเดช
261 - กวีขี้เมาสำแดงเดช
261 - กวีขี้เมาสำแดงเดช
261 - กวีขี้เมาสำแดงเดช
ในห้องเจ้าสาว หูหงอวี้มองดูบุตรีของนางที่กำลังแต่งหน้าในกระจก ความทรงจำในวัยสาวของนางก็หวนกลับมา นางถือผ้าคลุมหน้าสีแดงเพื่อคลุมศีรษะให้กับบุตรสาว
“พ่อเจ้าไม่ได้อยู่ที่นี่ หากเขาได้เห็นเจ้าวันนี้ คงรู้สึกเศร้าใจยิ่งนัก!” หูหงอวี้กล่าว “แต่เจ้าอย่ารู้สึกเสียดายเลย ขอเพียงหลี่เยว่ดูแลเจ้าดี พ่อแม่ก็ยินดีแล้ว”
หลิวหรูอวี้ผู้ฝันอยากจะแต่งงานกับหลี่เยว่ แม้จะได้ตามความต้องการ แต่ก็ยังรู้สึกเสียดายที่บิดาไม่ได้อยู่ในพิธีของนาง น้ำตาของนางเริ่มไหลออกมาอีกครั้ง
“อย่าร้องไห้ วันนี้เป็นวันมงคล!” หูหงอวี้กล่าวเบาๆ “อย่าทำให้เกิดผลกระทบต่อลูกในท้อง คืนนี้ให้หงหงเข้าหอแทน เจ้าต้องถนอมตัว ลูกยังเล็กนัก ไม่ทนรับความเหน็ดเหนื่อยได้ เข้าใจไหม?”
หลิวหรูอวี้รู้สึกทั้งลำบากใจและเขินอาย นางพยักหน้า “ลูกเข้าใจแล้ว!”
ในตอนนั้นเอง เสียงโห่ร้องจากข้างนอกก็ดังขึ้น
“ฟังสิ หลี่เยว่พวกเขามาถึงแล้ว!” หูหงอวี้ยิ้มพลางเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของหลิวหรูอวี้
ด้านนอก เหล่าเพื่อนสาวของหลิวหรูอวี้ขวางอยู่ที่หน้าประตู
หลี่เยว่รีบแจกซองแดง พร้อมยกมือไหว้กล่าวว่า “พี่สาวทุกท่าน โปรดอนุญาตให้ข้าเข้าไปเถิด!”
ฉินโม่กับพวกก็ช่วยตะโกนว่า “เจ้าสาว รีบออกมาหน่อย!”
นี่เป็นพิธีเร่งแต่งตัว
แต่บรรดาเพื่อนสาวที่หน้าประตูกลับกล่าวว่า “อยากจะรับตัวหรูอวี้ไปนั้น มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก!”
“พี่สาวทุกคน อย่าล้อเล่นเลย เวลาชักจะสายแล้ว อย่าให้เสียฤกษ์มงคลเลยเถิดนะ!”
จากทางเข้าจนมาถึงตรงนี้ หลี่เยว่และพวกต้องผ่านด่านมากมาย จนเวลาล่วงเลยมาจนถึงบ่ายแล้ว
ในฤดูหนาว ฟ้ามืดเร็ว แม้พิธีจะจัดตอนเย็น แต่หากช้าเกินไปก็ไม่ดี
“นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าบ่าวมีความจริงใจพอหรือเปล่า!”
หลี่เยว่แจกซองแดงด้วยจำนวนมาก แต่ละคนได้รับทองสิบตำลึง
ด้วยความใจกว้างนี้ ทำให้เพื่อนสาวไม่กลั่นแกล้งเกินไป
“ใช่แล้ว ถ้าอยากเร่งเจ้าสาวออกมา ก็ขึ้นอยู่กับฝีมือของเจ้าเอง!”
หลี่เยว่รู้สึกร้อนรน รีบอ่านบทกลอนที่เขาเตรียมไว้ “เอียงอายไม่ยอมลงจากหอแต่งตัว นางกำนัลถือปิ่นผูกผมล้อมรอบเก้าดอก”
“ดี!”
ทุกคนร้องชมเชย
แต่บรรดาเพื่อนสาวที่อยู่ข้างในกลับตอบว่า “ยังไม่พอ มีบทเดียวไม่พอจริงใจ อีกสักบทเถอะ!”
หลี่เยว่เตรียมตัวมาอย่างดี รีบอ่านบทกลอนที่สองออกมา
แต่กระนั้น บทกลอนที่สองก็ยังไม่สามารถดึงตัวเจ้าสาวออกมาได้
หลิวหรูอวี้เอ่ยเบาๆ “พอแล้ว อย่าได้แกล้งเขาอีกเลย!”
“ตอนนี้ไม่แกล้งไว้ ต่อไปก็ไม่มีโอกาสได้แกล้งแล้วสิ!”
“ใช่เลย! อีกอย่าง กลอนสองบทนี้ยังไม่พอแสดงความจริงใจสักนิด!”
"เขามีสหายคนหนึ่งที่ขึ้นชื่อว่าเป็นนักกวีขี้เมา หากเขาแต่งกลอนได้ดีกว่านี้ เรื่องราวจะกลายเป็นตำนานเล่าขานแน่!"
หลิวหรูอวี้ได้ยินดังนั้น ก็ได้แต่ปล่อยให้พวกเพื่อนสาวแกล้งหลี่เยว่ต่อไป
เมื่อเจ้าสาวยังไม่ยอมออกมา หลี่เยว่ก็เริ่มกระวนกระวาย เขาพยายามขอความช่วยเหลือจากรอบตัว
“ข้าคงทำไม่ได้หรอก ขอให้ข้าโชว์หมัดยังพอไหว!”
“อย่ามองข้าเลย ข้าเขียนตัวหนังสือยังลำบาก!” เฉินต้าเป่าและพี่น้องต่างพากันส่ายหน้า
โต้วอวี้อ้ายชี้ไปที่ฉินโม่ “เร็ว รีบกรอกเหล้าให้เขา พอเขาเมาก็จะแต่งกลอนได้เอง!”
ทันใดนั้น ทุกสายตาก็หันมาจ้องมองฉินโม่เป็นตาเดียว
ฉินโม่รู้สึกหัวเสีย เขายกเท้าถีบโต้วอวี้อ้าย “พวกเจ้าคิดจะเอาเปรียบข้าอยู่ตลอด ไม่รู้สึกผิดบ้างหรือ? ทุกครั้งที่ข้าเมา ข้าไม่รู้เลยว่าแต่งกลอนไปว่าอะไร รู้ไหมมันลำบากขนาดไหน!”
หลี่หยงเมิ่งเข้ามากอดฉินโม่ “เจ้าโง่ เพื่อความสุขของพี่น้อง เจ้าทนอีกหน่อย พอสร่างก็จบแล้ว!”
หลี่เยว่จ้องมองเขาด้วยสายตาอ้อนวอน จากนั้นทุกคนก็ช่วยกันจับฉินโม่ไว้ บ้างจับแขน บ้างจับขา ทำให้ฉินโม่โกรธจนตะโกนว่า “เจ้านี่มันเกินไปจริงๆ! มัวแต่หลงรักจนลืมเพื่อน!”
แล้วก็มีเหล้าเผาดาบร้อนแรงกระเดือกลงคอ ฉินโม่เกือบจะอ้วกออกมา เพราะเหล้าชนิดนี้ไม่ใช่เหล้าธรรมดาเหมือนเมื่อวานที่หอเทียนเซียง
“พอแล้วๆ เขาหน้าแดงแล้ว น่าจะเมาแล้ว!” หลี่เยว่โบกมือ ทุกคนก็ปล่อยฉินโม่ออก เขาเรอออกมาอย่างขมขื่นและจ้องหลี่เยว่ด้วยสายตาตัดพ้อ
หลี่เยว่ยิ้มแหยๆ “เจ้าโง่ หากจะให้หรูอวี้ออกมาก็ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว!”
ฉินโม่แทบอยากต่อยใส่เขา แต่เพราะวันนี้เป็นวันมงคลจึงต้องอดทน เขาผลักหลี่เยว่ออกแล้วตะโกนเข้าไปในห้อง “ข้างในฟังให้ดี!”
“ฟังสิ เสียงของฉินโม่!”
“ฉินโม่จะเริ่มแต่งกลอนแล้ว แปลว่าเขาเมาอีกแล้วแน่ๆ!”
ผู้ที่อยู่ในห้องเจ้าสาวต่างตั้งใจเงี่ยหูฟัง รวมถึงหลิวหรูอวี้ผู้รอคอยด้วยใจจดจ่อว่าจะได้ยินกลอนเร่งแต่งหน้าที่ไพเราะขนาดไหน
เสียงของฉินโม่ดังออกมา “ไม่รู้ว่าวันนี้เป็นวันใด เรียกเร่งจากห้องสู่กระจกใกล้”
ทุกคนต่างเงียบฟังด้วยความสนใจ ฉินโม่ก้าวไปข้างหน้าอีกสองสามก้าวและกล่าวต่อว่า “ใครบอกว่าบัวเกิดในน้ำ บานออกหนึ่งดอกในกระจกทองเหลือง” (สตรียุคโบราณจะใช้กระจกทองเหลืองในห้องหอ)
“ดี!”
หลี่เยว่ตบมือและกล่าวว่า “ประโยคนี้ยอดเยี่ยม ใครบอกว่าบัวเกิดในน้ำ บานออกหนึ่งดอกในกระจกทองเหลือง!”
ในห้องเจ้าสาว หูหงอวี้หัวเราะ “ฉินโม่เมาแล้วความสามารถทะลุทะลวงจริงๆ ช่างเปรียบเปรยเจ้าได้งดงามยิ่งนัก!”
หลิวหรูอวี้เองก็รู้สึกดีใจ เพราะเขาเปรียบนางเป็นดอกบัวที่งดงาม
“น้องหรูอวี้ รีบออกมาได้แล้ว!” ฉินโม่ตะโกน
เมื่อได้ยินเสียงของฉินโม่ หลิวหรูอวี้กล่าวกับเพื่อนๆ ว่า “พี่น้องทุกคน เลิกแกล้งเขาเถอะ!”
“ดูท่าจะใจอ่อนเสียแล้วสิ!” เหล่าเพื่อนสาวต่างพากันแซว จากนั้นก็เปิดประตูห้องออก
“ประตูเปิดแล้ว!”
“เร็ว เข้าไป! แย่งเจ้าสาว!”
ทุกคนต่างพุ่งเข้าไปในห้องทันที หลี่เยว่รีบอุ้มหลิวหรูอวี้ที่นั่งอยู่ข้างเตียงขึ้นมา
แต่ด้วยร่างกายที่ค่อนข้างอ่อนแอ เขาอุ้มนางขึ้นด้วยความทุลักทุเล และเนื่องจากหลิวหรูอวี้มีครรภ์แล้ว ทำให้เขาต้องระวังเป็นพิเศษ
“ทุกคน ช้าๆ หน่อย!” หูหงอวี้รีบกล่าวเตือน
เมื่อออกมาถึงประตู หลิวหรูเจี้ยนที่มีดวงตาแดงก่ำก็ขวางทางไว้ ในมือของเขาถือผ้าคลุมหน้าแดงและกล่าวเตือน “จงเคารพสามี รักษาความเป็นภรรยาที่ดี”
ตามประเพณี ประโยคนี้พ่อของเจ้าสาวจะกล่าวกับลูกสาว แต่ในเมื่อหลิวเฉิงหู่ไม่อยู่ หน้าที่นี้จึงตกเป็นของหลิวหรูเจี้ยน ซึ่งเป็นพี่ใหญ่ของบ้าน
“น้องทราบแล้ว!” หลิวหรูอวี้ตอบทั้งน้ำตา
หลิวหรูเจี้ยนค่อยๆ คลุมผ้าคลุมหน้าแดงให้หลิวหรูอวี้ ขณะเดียวกันหูหงอวี้ก็ก้าวเข้ามาและกำชับว่า “จงตั้งใจปฏิบัติตนอย่างดี อย่าได้หลงลืม”
“ลูกเข้าใจ!”
จากนั้น หลิวหรูเจี้ยนจึงกล่าวกับหลี่เยว่ว่า “แบกน้องสาวของข้าออกจากบ้านจะดีกว่า”
หลี่เยว่หายใจเข้าลึกและให้หลิวหรูอวี้ขึ้นขี่หลัง เขาแบกนางออกไปโดยที่เท้านางไม่แตะพื้นแม้แต่น้อย
ทั้งบ้านสกุลหลิวต่างร้องไห้ด้วยความอาลัย
เมื่อหลิวหรูอวี้ขึ้นรถม้าแล้ว หลี่เยว่ขึ้นขี่ม้าและขี่วนรอบรถสามรอบ เพื่อแสดงถึงการปกป้องนางตลอดชีวิต จากนั้นเขาก็คำนับและกล่าวว่า “ขอให้พี่ใหญ่และท่านแม่โปรดวางใจ ชั่วชีวิตนี้หลี่เยว่จะไม่ทำให้หรูอวี้เสียใจ!”
“ไปเถอะ!” หูหงอวี้พยายามกลั้นน้ำตากล่าวออกมา
“ท่านแม่ บุตรอกตัญญู อีกไม่นานจะกลับมาเยี่ยมท่านแม่อีกครั้ง!” หลิวหรูอวี้ร้องไห้เสียงดังอยู่ภายในรถม้า
………………..