เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่1 เด็กหนุ่มผู้ เถลไถล

ตอนที่1 เด็กหนุ่มผู้ เถลไถล

ตอนที่1 เด็กหนุ่มผู้ เถลไถล


ภายใต้ค่ำคืนอันมืดมิด

 

ภายใต้เนินเขาเล็กๆที่มีรูปร่างเหมือนวัวหมอบ  คือหมู่บ้านเล็ก ๆ หมู่บ้านหนึ่ง

 

“หลี่เอ๋อร์ รีบตื่นและรีบไปทำงานได้แล้ว!” เสียงบ่นที่ทำลายความเงียบสงบนี้มาจากหญิงชาวนาวัยกลางคนที่ดูเหมือนจะถูกสาปให้มีเอวเหมือนถังน้ำ

 

บนกองหญ้าแห้ง มีชายหนุ่มคนนึงรูปร่างผอมที่พึ่งตื่นจากความฝันของเขา

“ฉันอยู่ที่ไหน”

 

เขามีความฝันแบบนั้นอีกแล้ว ในความฝัน เขาอาศัยอยู่ในเมืองที่มีอาคารที่สูงเสียดฟ้า ทุกๆวันเขาเล่นของเล่นที่เหมือนของวิเศษที่เรียกว่าคอมพิวเตอร์และบนถนนก็มีสัตว์ประหลาดที่แปลกๆที่ทำจากเหล็กผลักกันและกระแทกกับคนอื่น

 

และวันหนึ่งเขาได้ใช้สัตว์ประหลาดแปลกๆตัวนึงที่ถูกเรียกว่า“BMW”

 

จากนั้นเขาก็ตื่นขึ้นมา โอ้ใช่เขาข้ามมายังอีกโลกหนึ่ง

 

มันก็ผ่านมามากกว่าสิบปีแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกก่อนหน้าของเขามันดูเหมือนความฝันที่เลือนลาง

 

ยังไงก็ตามตอนนี้เขารู้สึกว่าคันเหมือนยุงกัดในขณะที่เขาสังเกตไปรอบๆเห็นได้ชัดว่านี่ไม่ใช่สถานที่ที่ใหญ่บางทีอาจจะไม่มีคนที่ข้ามโลกคนไหนที่น่าสังเวชเหมือนเขาในจักรวาลทั้งหมด

 

นับเวลาจริงๆดูแล้วมันอาจจะผ่านมาสิบห้าปีแล้ว!

 

พ่อแม่ของเขาในโลกนี้เป็นคนธรรมดาสามัญที่สุดในหมู่บ้าน วัวหมอบและทั้งคู่ก็ล่วงลับไปเมื่อหลายปีก่อนตอนที่เขายังเป็นเด็กน้อยอยู่ ปล่อยให้เขาถูกเลี้ยงดูโดยพี่ชายของเขา พี่ชายของเขาคือ หลี่เป็นคนโตส่วนเขาเป็นหลี่เอ๋อร์

 

หมู่บ้านนี้ เป็นหมู่บ้านที่ไม่ค่อยมีความซับซ้อนมากนักและชาวบ้านหลายต่อหลายชีวิตตลอดชีวิตของพวกเขาไม่ได้มีชื่อที่ดีนักขอบคุณความรู้ที่เขามีจากโลกก่อนหน้านี้ เขาได้ตั้งชื่อตามแบบของตัวเอง ชื่อว่า หลี่ ฉิงชาน แปลว่า ภูเขาสีเขียว

 

“ทำไมเมื่อตายต้องฝังที่แผ่นดินเกิด ไม่ว่าจะที่ไหนก็เป็นสถานที่ที่ดีเช่นกัน ลูกผู้ชายไม่ควรจะอยู่แค่ที่แผ่นดินเกิด แต่ควรทำตามความใฝ่ฝันออกเดินทางไปรอบโลก”แม้ว่าเขาจะข้ามไปยังโลกอื่นเขาแค่ต้องการมีชีวิตอยู่ไม่ได้เขาไม่ได้ต้องการมีชีวิตที่ดีกว่าในโลกก่อนหน้านี้ของเขาหรือมันจะเป็นความสูญปล่าวในชีวิตที่สองของเขาที่สวรรค์ได้ให้เขามา

 

 

เขานึกถึงวัยเด็กของเขา อารมณ์ของเขาก็พลันนิ่งลงจากความกลัวและความสับสน แต่ความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ของโลกที่เขาข้ามมาก็จุดประกายขึ้นในอกของเขาแต่แล้วเขาก็พึ่งรู้ว่าท้องเขาหิวและเขาไม่มีอาหารที่จะกิน

 

ทั้งพี่ชายและพี่สะใภ้ของเขาเห็นเขาเหมือนเป็นภาระ พวกเขาโยนงานบ้านที่สกปรกที่เหนื่อยยากเหลือเกินให้เขาและพวกเขามักเหลือแต่อาหารที่แย่ๆไว้ให้เขา ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความรักในครอบครัวเลย

 

อายุของเขาน้อยไปและเขาไม่มีที่ที่จะไป สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือการพยายามแสดงทัศนคติเหมือนเด็กอัจฉริยะ

 

แต่คนคิดว่าเขาถูกผีสิงและแม่มดของหมู่บ้านได้เทน้ำมนต์กรอกปากของเขาจนเต็มท้องและเขาไม่กล้าที่จะทำหน้าหยาบคายเลยตั้งแต่นั้นมา

 

 

ชาาวบ้านจึงเรียกเขาว่า หลี่เอ๋อร์ ชื่อหลี่ ฉิงชาน เป็นเพียงแค่เรื่องตลก

 

 

พี่สะใภ้ด่าทอเขาสักพักและเมื่อเขาทำเป็นไม่สนใจอะไรเธอโมโหในใจและไปหยิบไม้ไผ่มาแล้วตีไปตีเขาอย่างรุณแรง“เจ้ากระดูขี้เกียจกล้าลองดีเหรอ!!”

 

 

หลี่ ฉิงชาน กำลังคิดถึงชีวิตเก่าของเขาและความคิดของเขาก็ฟุ้งซ่านด้วยความวิตกกังวล จู่ๆเขาลุกขึ้นยืนและคว้าไม้ไผ่แล้วจ้องไปที่พี่สะใภ้ของเขาด้วยความขุ่นเคือง

 

 

ภรรยาใหญ่ของหลี่เห็นเด็กนั้นสูงกว่าเธอครึ่งศีรษะและเธอเริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมาบาง “ทำตัวดีหนิหลี่เอ๋อร์ เราเลี้ยงดูเจ้ายอย่างดีมาตลอดแต่เจ้ายังกล้าที่ท้าทายข้า รอพี่ชายของเจ้าตื่นก่อนเถอะ จะได้โยนเจ้าออกไปและเจ้าจะไม่ได้อะไรกินเลย”เมื่อเธอพูดเสร็จเทอหันหลังและเดินออกไปอย่างเร็ว

หลังจากภรรยาพี่หลี่ ทิ้งหลี่ฉิงชานไว้  หลี่ ฉิงชาน ก็โยนไม้ไผ่แล้วถอนหายใจแรง เขาเดินไปข้างรางใส่อาหารสัตว์และคุยกับวัวแก่สีเขียว“พี่วัว ข้าโตขึ้นกลายเป็นผู้ใหญ่แล้วข้าไม่อยากทนอย่างนี้อีกต่อไปแล้วข้าไม่อยากเป็นส่วนนึงในครอบครัวอีกต่อไปแล้ว”

พ่อแม่ของเขาเขาได้แบ่งแยกที่ ออกจากกันแต่บ้านและพื้นที่ฟาร์มถูกเอาไปโดยพี่ชายและพี่สะใภ้ของเขาแล้วทรัพย์สินที่เขามีตอนนี้คือวัวสีเขียวตัวนี้

ต้องขอบคุณวัวตัวนี้เขามักจะได้ทำงานกับเจ้าของที่ดินของเขาและได้ติดตามเจ้าของและได้รับของอาหารเพียงพอที่จะกิน

เขาไม่รู้ว่าเขาจะผอมแค่ไหนถ้าต้องแต่อยู่บ้านได้แต่กินข้าวเปลือกหรือหญ้าป่าเท่านั้นดังนั้นเขาไม่เคยเลี้ยงวัวเหมือนปศุสัตว์ทั่วไปและเขาเรียกมันอย่างสุภาพว่า“พี่วัว”

ทุกคนในหมู่บ้านรู้ว่าหลี่สองสามารถอยู่ได้โดยไม่มีพี่ชาย แต่เขาจะไม่สามารถทำอะไรได้เลยถ้าไม่มีพี่วัว

วัวสีเขียวมีหนังเงางามอวบอ้วนและแข็งแรงเห็นได้ชัดว่า หลี่ ฉิงชานเสียเวลาและแรงไปมากขนาดไหนในการเลี้ยงดูแต่มันแต่มันก็แสดงให้เห็นสัญญาณของริ้วรอยและเขาข้างหนึ่งของมันถูกหัก เป็นรอยหักที่เรียบเนียนมากเหมือนถูกตัดด้วยดาบ

วัวสีเขียวลืมตาขึ้นและเฝ้าดู หลี่ ฉิงชาน ราวกับว่ามันสามารถเข้าใจอารมณ์ของมนุษย์ได้มันพยุงตัวเองและลุกขึ้นยืน

หลี่ ฉิงชาน ยิ้มกับตัวเองอย่างสบายใจก่อนที่จะเดินสบาย ๆ ไปยัง เนินเขาวัวหมอบ

ดวงดาวสว่างไสวเหนือคำบรรยายมันเป็นความสดใสที่ไม่มีในโลกอื่นเหมือนคาวบอยธรรมดาเป่าขลุ่ยที่มีเสียงแจ่มใสและทำนองเสียงเพลงที่ชัดเจน

เสียงเป่าขลุ่ยภายในหมอกก้องกังวานหมู่บ้านที่อยู่ด้านหลังเขาค่อยๆห่างไปทีละน้อยๆ

ต้นไม้ค่อนข้างน้อยที่เนินเขาวัวหมอบและมีหญ้าสีเขียวถูกวางไว้เหมือนที่นอน

หลี่ ฉิงชาน ยืมแสงจากทิศตะวันออกและเขาจ้องมองไปยังทางทิศตะวันตก แนวภูเขาเชื่อมต่อกันยาวไม่ขาดสายและลึกเข้าไปมีภูเขาใหญ่นับแสนมีข่าวลือว่าข้างในนั้นไม่ใช่มีแค่สัตว์ป่าแต่มีแม้วิญญาณและผีที่มักจะหลอกหลอนพวกเขาดังนั้นพวกนายพรานจึงไม่กล้าที่จะเข้าไปลึกจนเกินไป

หลี่ ฉิงชาน ไม่เคยเห็นแผนที่ที่สมบูรณ์ในหมู่บ้านและเขาก็ไม่รู้เส้นทางในโลกนี้เขารู้แค่ว่ามีภูเขาที่สูงมากมายเหลือเกินและแม่น้ำกว้างใหญ่ไพศาลถึงแม้มันจะมีอันตรายอยู่ทุกที่แต่มันก็ยังคงเป็นใบโลกใหม่ที่รอให้เขาสำรวจ

หลี่ ฉิงชานได้ตัดสินใจแล้วที่จะไปและเขาก็ตบหลังวัวเขียวสองสามครั้ง“พี่วัวเจ้าก็อายุมากแล้วถ้าข้าขายเจ้าไปคนอื่นคงฆ่าเจ้าและเอาเนื้อไปกิน ท้องฟ้านั้นกว้างใหญ่ แผ่นดินก็กว้างใหญ่เช่นกันดังนั้นเราควรออกเดินทาง ถึงแม้จะมีสัตว์ป่าดุร้ายหลายตัวอยู่ในภูเขา เจ้าต้องระวัง”

ในเวลานี้สิ่งที่ฉลาดที่ควรทำคือการขายวัวสีเขียวและรวบรวมค่าใช้จ่ายในการเดินทางบางส่วนเขาก็จะได้การรับรองใน เมืองอาทิตย์อัสดงหรือไม่เขาจะต้องนอนหิวตายอยู่ข้างถนนแต่เขาจะไม่ทำอย่างนั้น

ชาวนาทุกคนคงจะหัวเราะถ้าพวกเขาได้ยินเรื่องการกระทำเหมือนเด็ก ๆแบบนี้แต่นี่คือความตั้งใจของเขา

“เจ้าเรียกข้าว่าพี่ใหญ่ แล้วข้าจะทำยังไง”

“เราอาจจะออกเดินทางไปด้วยกันเป็นพันไมล์ แต่ถึงยังไงเราก็ต้องกล่าวคำบอกลากันอยู่ดี” หลี่ ฉิงชานตอบตามสัญชาตญาณแต่เสียงของเขาก็ลดน้อยลงทีละนิดเขาจ้องมามองที่วัวสีเขียวที่มีตากลมโตและรู้สึกเหมือนว่าขนทั่วตัวเขาลุก เขารีบถอยหลังหลายก้าว

“วิญญาณชั่วร้าย!”

วัวสีเขียวพูดว่า“ไม่ต้องกลัวข้าไม่ทำร้ายเจ้าหรอก”

อย่างไงก็ตามพวกเขาก็อยู่ด้วยกันมาหลายปีแล้ว หลี่ ฉิงชาน เลยไม่ค่อยกลัว แต่เขาก็ยังไม่ยอมรับภาพที่เห็นในตอนนี้ได้แต่หลังจากที่เขาได้คิดเกี่ยวกับสิ่งที่ผ่านมา เขาใจเย็นลงแต่ยังดูไม่มั่นใจพร้อมกับขมวดคิ้ว

“เจ้าคือพี่วัวของข้าจริงๆเหรอ”

วัวสีเขียวเห็นเขาใจเย็นลงอย่างรวดเร็วและพยักหัวของมันอย่างยกย่อง“สมควรกับที่มีภูมิปัญญาโดยธรรมชาติ”

“ภูมิปัญญาโดยธรรมชาติอะไร?” หลี่ ฉิงชานเริ่มกังวล เขาไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าเขามาจากโลกอื่นเขาจำได้ว่าเขามักจะแกล้งทำเป็นชาวบ้านธรรมดา เขายังไม่ได้เตรียมพร้อมที่จะระวังวัวสีเขียวที่อยู่ข้างหน้าเขาและท่าทางของเขาไม่เท่ากับสถานะและอายุของเขา เขาไม่เคยคิดว่าวัวตัวนี้ได้เห็นมันทั้งหมด

“บางครั้งบางคนจะเก็บความทรงจำของชีวิตในอดีตของพวกเขาผ่านเส้นทางทั้งหกกลับมาเกิดใหม่ นี้เรียกได้อย่างแน่นอนว่าภูมิปัญญาโดยธรรมชาติ”

“ข้ารู้แล้ว” หลี่ ชิงชาน ผ่อนคลายเล็กน้อย เขาเคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้อยู่ แต่อย่างน้อยเรื่องที้เขาข้ามโลกมายังไม่ได้ถูกเปิดเผย“ข้าเคยคิดว่าโลกนี้จะมีสัตว์ประหลาดและวิญญาณชั่วร้ายจริงๆ ข้าเลี้ยงดูและดูแลเจ้ามาตั้ง 12 ปีแล้วทำไมเจ้าถึงไม่เคยพูด?”

“ไม่มีอะไรที่จะต้องพูดมาก ข้าไม่ได้ถามเจ้าว่าเจ้ามาจากไหนเจ้าก็ไม่ได้ถามข้าว่าฉันมาจากไหน แค่นี้ก็พอแล้วสำหรับเจ้าเจ้าแค่รู้ว่าข้าจะให้อะไรเจ้าได้บ้างก็พอแล้ว”

"ให้ข้า....ให้อะไร?"

"เจ้าเคยได้ยินเกี่ยวกับพลังอำนาจเหนือธรรมชาติไหม"

วัวสีเขียวไม่ได้รอคำตอบของ หลี่  ฉิงชาน และพูดต่อไปว่า“ที่เรียกว่าพลังเหนือธรรมชาตินั้นเป็นวิธีการของปีศาจและพระเจ้าที่รู้เรื่องทั้งหมดที่อยู่ใต้สวรรค์ เจ้าสามารถขยับภูเขา เติมทะเล คว้าเก็บดวงดาวและถือดวงจันทร์ เจ้าสามารถมีชีวิตได้นานตราบเท่าที่เจ้าต้องการและถ้าเจ้าต้องการที่จะเป็นอมตะเจ้าก็จะได้รับความเป็นอมตะ ได้ชื่อเสียง ความมั่งคั่งร่ำรวยเงินทองและผู้หญิงมากมาย  คิดว่าข้าล้อเล่นรึปล่าว”

"เหนือธรรมชาติ" คำคำนี้เป็นคำที่คนที่มีชีวิตทั้งหมดปรารถนา หลี่ ฉิงชาน เป็นหนึ่งในนั้น จะรู้ได้ไงว่าเขาไม่ได้หลอกลวง

ความรู้สึกลึก ๆ คือความไม่ชอบมาพากลเช่นว่า อยู่ๆคนที่ตาบอดมานานนับสิบปี จู่ๆก็ลืมตามองเห็นได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ข้างหน้ามันดูหน้าสนใจและเขาก็เต็มไปด้วยความรู้สึกว่านี้ไม่ใช่เรื่องจริง

หลี่ ฉิงชาน ได้ข่มความตื้นเต้นไว้ในใจ“พี่วัว เจ้าต้องการที่จะสอนฉันเรื่องพลังเหนือธรรมชาติให้ข้า?”

วัวเขียวส่ายหัว"ตอนนี้เจ้าไม่มีคุณสมบัติแล้ว“จากนั้นเขาก็เปลี่ยนเรื่อง”ถ้าเจ้าต้องการบ่มเพาะพลังเหนือธรรมชาติเจ้าต้องกินเนื้อก่อน”

"อะไรนะ?" หลี่ ฉิงชาน สงสัยว่าเขาได้ยินผิดหรือไม่ เขารู้สึกโกรธความไร้สาระเรื่องทักษะเหนือธรรมชาติที่สามารถเคลื่อนย้ายภูเขาเติมทะเลรวบรวมดาวและดวงจันทร์มันไปเกี่ยวกับเรื่องธรรมดาๆแบบนั้นได้ยัง

“ขั้นตอนแรกในการบ่มเพาะคือการ ปรับแต่งพลังและการผลิตพลัง ปราณ ปรับแต่งแก่นแท้ หยวน ในร่างกายให้เปลี่ยนเป็นพลังปราณ ด้วยหน้าเหลืองๆของเจ้าและร่างกายผอมแห้งเช่นนี้ เจ้าจะหาพลังหยวนที่ไหนมาปรับแต่ง?”

หลี่ ฉิงชาน ยิ้มอย่างขมขื่น คงไม่มีใครที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่เช่าเขา ที่ได้แค่พยายามแบกถังน้ำก็เหนื่อยแล้ว จะไปพูดถึงเรื่องขยับภูเขาและเติมทะเล นั้นมันเรื่องไร้สาระ?

“ข้าขอถามหน่อยว่าจะหาเนื้อสัตว์มาจากไหน?” หลี่ ฉิงชาน จะไม่อยากกินเนื้อเหรอ? เมื่อเทียบกับยาอมตะลวงตาและสมุนไพรจิตวิญญาณรสชาติของเนื้อถูกฝั่งเข้าไปในหัวสมองของเขาทำให้เขาฝันถึงมันในเวลากลางคืนและเขาไม่ลืมที่จะจดจำความทรงจำนั้น

ตั้งแต่เด็กแล้วเขาไม่สามารถแม้แต่จะกินเมล็ดธัญพืชหยาบๆแล้วเขาจะหาเนื้อกินได้จากไหน?  เขาไม่สามารถห้ามใจตัวเองที่จ้องมองร่างกายของพี่วัวที่อ้วนท้วมสมบูรณ์ได้ ในจิตใต้สำนึกเขาค่อยๆเอามีดหั่นเข้าไปในหัวเอาเนื้อสันใน ซี่โครง เนื้อที่โบนและส่วนอื่นๆอีก ดวงตาของเขาส่องประกายแสงสีเขียวด้วยความอิจฉา

‘โป๊ก’

 

วัวสีเขียวตีหัวของเขา “ไม่ต้องคิดอะไรเกี่ยวกับตัวของข้าเลย” และมันยกกีบเท้าและชี้ไปทางภูเขาที่ยิงใหญ่นับแสนทางทิศตะวันตก“เนื้ออยู่ตรงนั้น”

หลี่ ฉิงชาน ไม่ได้มีความสุขแต่เป็นความกลัวแทน มันเป็นเรื่องง่ายที่จะเป็นนักล่าในโลกนี้หรือไม่ สัตว์ป่าบนภูเขาไม่ได้เป็นเรื่องแค่เรื่องเล่นๆ นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างตัวเป็นๆของสัตว์ป่า คือวัวสีเขียวยืนอยู่ตรงหน้าเขาตำนานเหล่านั้นที่เกี่ยวกับผีและปีศาจดูเหมือนไม่ใช่คำพูดหลอกเด็ก ถ้าเขาสุ่มสี่สุ่มห้าข้ามเส้นทางใดทางหนึ่ง เขาคงต้องเอาชีวิตที่น่าส่งสารของเขาไปทิ้งแน่ๆ

แต่วัวสีเขียวนั้นบอกเขาว่าไม่ต้องกังวลและให้กลับบ้านไป จากนั้นก็มีลมหมุนเกิดขึ้นมาใต้กีบเท้ามันและจากนั้นก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย

หลี่ ฉิงชาน เดินคนเดียวลงไปตามเนินเขา ความตื้นเต้นในใจเข้ายังมีอยู่มันคงยากที่จะหายตื้นเต้น โลกนี้เต็มไปด้วยสิ่งมหัศจรรย์และสวยงาม ถ้าเขาสามารถฝึกฝน เต๋าอมตะได้จริงๆ และเดินทะลุข้ามเขาสีเขียวมันคงไม่เสียชื่อที่เขาตั้งให้กับตัวเอง

หลี่ ฉิงชาน กลับมาที่บ้านของเขา พี่หลี่ของเขาได้ออกไปทุ่งนาแล้ว และมีเพียงพี่สะใภ้ของเขานั่งอยู่ที่ประตูและกินเมล็ดแตงโมเธอกลอกตาเมื่อเธอเห็นเขากลับมา โดยปกติเมื่อผู้ชายไปทำงานที่ทุ่งนาผู้หญิงจะทำงานบ้านหรือสานเสื้อผ้าเพื่อหารายได้เข้ากระเป๋า แต่เธอก็เป็นที่รู้จักในหมู่บ้านว่าเป็นคนขี้เกียจ เธอโยนงานทุกสิ่งทุกอย่างให้กับ หลี่ ฉิงชานและเครื่องทอผ้าเธอก็ไม่เคยแม้แต่ที่จะแตะมัน

หลี่ ฉิงชาน แกล้งทำเป็นว่ามองไม่เห็น เขาเดินตรงเข้าไปข้างในและเปิดฝาหม้ออาหาร ไม่ต้องพูดถึงอาหารจานร้อนๆหรือข้าวอุ่น ๆ มันไม่มีแม้แต่อาหารเย็นเหลือ

ภรรยาของพี่หลี่ พูดอย่างแผลงๆว่า“ครอบครัวของเราไม่เลี้ยงคนขี้เกียจ..ทำไมเจ้าไม่รีบพาวัวไปทำงานที่ บ้านพ่อบ้านหลิวหล่ะ?”จากนั้นเธอก็นึกขึ้นได้ "แล้ววัวนั้นหล่ะ?"


 

มีคำผิดหรือมีอะไรติชมได้นะครับผม

ติดตามข้าวสารได้ที่เพจ Legend of the Great Saint เลยครับ^^

จบบทที่ ตอนที่1 เด็กหนุ่มผู้ เถลไถล

คัดลอกลิงก์แล้ว