- หน้าแรก
- บาซิลิสซ่าไร้เวท
- บทที่ 52 - ยุทธนาวี (5)
บทที่ 52 - ยุทธนาวี (5)
บทที่ 52 - ยุทธนาวี (5)
บทที่ 52 - ยุทธนาวี (5)
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
เมื่อยืนยันว่าเฮสไตน์สูญเสียพลังเวทมนตร์ไปแล้ว เอลล่าก็มองไปยังจาบิรด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ ส่วนจาบิรเพียงแค่พยักหน้าอย่างเคร่งขรึม
"ท่านเคยบอกว่า เวทมนตร์ของชาวเซไมต์คือสิ่งที่ส่งกองเรือมาที่นี่ใช่ไหม ถ้าหากพวกเขาสามารถทำเรื่องแบบนั้นได้ ก็หมายความว่าพวกเขาสามารถส่งกองทัพไปที่ใดก็ได้ในจักรวรรดิเจ็ดเนินทุกเมื่อ แม้กระทั่งใกล้ๆ เมืองหลวง ถ้าเป็นเช่นนั้น จักรวรรดิเจ็ดเนินย่อมไม่มีทางต้านทานได้เลย แต่ในความเป็นจริง พวกเขาไม่เคยทำแบบนั้น"
"แน่นอน เวทมนตร์ของพวกเขามีข้อจำกัดอยู่ แต่ข้าไม่รู้ว่าข้อจำกัดนั้นคืออะไร ถ้ารู้ พวกเราชาวเทปุยคงไม่พ่ายแพ้แก่ชาวเซไมต์เมื่อสองพันกว่าปีก่อนหรอก!"
"งั้นท่านบอกข้ามาสิ ทำไมเวทมนตร์ของชาวเซไมต์ถึงได้ร้ายกาจขนาดนั้น"
"อา... เวทมนตร์ของชาวเซไมต์!" จาบิรถอนหายใจยาว "เวทมนตร์ของพวกเราชาวเทปุยคือเวทมนตร์ของ 'คน' พลังเวทมนตร์มาจากความเข้าใจโลกของเรา แต่เวทมนตร์ของชาวเซไมต์คือ 'ปาฏิหาริย์' เป็นของประทานจากพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียวที่พวกเขาศรัทธา พลังของคน จะไปสู้ปัญญาของพระเจ้าได้อย่างไร!"
"เวทมนตร์ของจักรวรรดิเจ็ดเนินก็มาจากพรศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้าเช่นกัน" เอมี่ที่อยู่ด้านล่างขัดจังหวะขึ้นมา แม้นางจะมองไม่เห็นภาพในนัยน์ตาเฮอร์มีสมาตลอด แต่จากการสนทนาของเอลล่ากับจาบิร นางก็พอจะเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น พอนางพูดจบ ก็รู้สึกได้ถึงสายตาของเอลล่าที่มองลงมา เอมี่รีบเอามือปิดปากอีกครั้ง "หม่อมฉันจะไม่พูดแทรกอีกแล้วเพคะ!"
เอลล่าส่ายหัว "ไม่หรอก เอมี่ เจ้าเข้าใจเรื่องเวทมนตร์มากกว่าข้า ให้เจ้าเป็นคนถามเถอะ"
เมื่อได้รับอนุญาตจากเอลล่า เอมี่ก็รวบรวมความกล้า ถามต่อไป "ในเมื่อเป็นพรจากเทพเหมือนกัน ทำไมเวทมนตร์ของจักรวรรดิเจ็ดเนินถึงสู้จักรวรรดิแดนสวรรค์ไม่ได้ล่ะเพคะ"
จาบิรหันไปมองเอมี่
"จักรวรรดิเจ็ดเนิน... ถ้าหากประเทศที่พวกเจ้าพูดถึงซ้ำๆ นี้สืบเชื้อสายมาจาก 'สาธารณรัฐเจ็ดเนิน' ที่ข้ารู้จักล่ะก็ ระบบเวทมนตร์ของมันก็น่าจะมาจากความเชื่อแบบพหุเทพ"
"ถูกต้องเพคะ จักรวรรดิเจ็ดเนินมีเทพเจ้ามากมาย แต่จักรวรรดิแดนสวรรค์มีเพียงองค์เดียว ทำไมเราถึงสู้พวกเขาไม่ได้"
"พวกเจ้าได้พลังเวทมนตร์มาจากไหน ได้มาอย่างไร"
"พลังย่อมมาจากเทพเจ้า ผู้ฝึกฝนเวทมนตร์จะทำความเข้าใจ 'คุณสมบัติ' ของเทพองค์ใดองค์หนึ่ง เพื่อให้เป็นที่รักของเทพ และได้รับพรพลังจากเทพองค์นั้นเจ้าค่ะ"
"แล้ว ผู้ที่ได้รับพรจากเทพองค์เดียวกัน สามารถมีพร้อมกันได้กี่คน"
คำถามนี้ทำให้เอมี่ประหลาดใจมาก "จำนวน... แน่นอนว่ามีได้ไม่สิ้นสุดเจ้าค่ะ ตราบใดที่มีคนเข้าใจคุณสมบัติของเทพมากพอ"
"เทพองค์เดียว แต่ต้องแบ่งพลังให้กับผู้คนไม่สิ้นสุดงั้นรึ"
"แล้วมันมีปัญหาอะไรหรือเพคะ พลังของเทพเจ้าสำหรับมนุษย์นั้นใกล้เคียงกับคำว่าไร้ขีดจำกัด เมื่ออยู่ต่อหน้าพลังอันไร้ขีดจำกัด ไม่ว่าคนที่ได้รับพรจะมีหนึ่งคน สองคน หรือหนึ่งหมื่น สองหมื่นคน มันก็ไม่ต่างกันหรอกเพคะ"
"ในเมื่อเจ้าคิดเช่นนั้น ก็มาทำความเข้าใจระบบเวทมนตร์ของชาวเซไมต์ซะ!" จาบิรกล่าวเสียงดัง "ประการแรก เวทมนตร์ของชาวเซไมต์ไม่สามารถเรียนรู้ได้ด้วยการฝึกฝน และก็ไม่จำเป็นต้องฝึกฝน พระเจ้าของพวกเขาจะทรงเลือกผู้ที่เหมาะสมในหมู่ผู้ศรัทธามาเป็นตัวแทนของพระองค์บนโลกนี้โดยตรง! ส่วนคนอื่นที่ริอาจเรียนเวทมนตร์ จะถือเป็นการดูหมิ่นพระเจ้า ต้องโทษประหารด้วยไฟ!"
"ต่อมาคือเรื่องจำนวน เวทมนตร์ของชาวเซไมต์แบ่งออกเป็นสองระดับเท่านั้นคือ นักบวช และ อัครทูต ในยุคสมัยเดียวกัน 'นักบวช' จะมีเพียงสิบสองคน 'อัครทูต' จะมีเพียงสี่คน นั่นหมายความว่า ในระบบเวทมนตร์ทั้งหมดของชาวเซไมต์ จะมีคนเพียงสิบหกคนเท่านั้นที่ใช้เวทมนตร์ได้! พระเจ้าของพวกเขาแบ่งพลังให้คนเพียงสิบหกคนนี้เท่านั้น! หากเทียบระดับความสำคัญที่ได้รับจากพระเจ้าแล้ว นักเวทของพวกเจ้ากับนักเวทของชาวเซไมต์นั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว! นักรบที่พวกเจ้าภูมิใจนักหนาเมื่อครู่นี้ หากต้องต่อกรกับนักเวทระดับ 'นักบวช' ก็คงต้องสู้ลำบากเต็มทีแล้ว!"
"เดี๋ยวนะ ท่านบอกว่ามีเพียงสิบหกคน?" เอลล่าฟังแล้วจับเค้าลางบางอย่างได้ "พูดอีกอย่างก็คือ... ต้องมีสิบหกคน เสมอไปใช่หรือไม่"
"นั่นแน่อยู่แล้ว พระเจ้าของชาวเซไมต์จะเลือกสิบหกคนเสมอ ไม่มากไม่น้อย... โอ ไม่!"
ม่านตาของจาบิรเบิกกว้างในทันใด ราวกับได้เห็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในโลก ร่างกายของเขาสั่นสะท้านราวกับต้นไม้ใหญ่ต้องลม ไม่นาน เขาก็ไม่อาจฝืนทนไหวอีกต่อไป หงายหลังล้มลง
เขานอนตัวสั่นอย่างเจ็บปวดอยู่บนพื้น ดวงตาจ้องมองความว่างเปล่าที่ไม่มีสิ่งใด พลางพึมพำว่า "อัครทูต... อัครทูตกำลังจับจ้องแอนทิเลีย!"
ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของเอลล่า จาบิรเริ่มพูดพึมพำกับตัวเองราวกับคนบ้า
"เป็นไปไม่ได้... เป็นไปไม่ได้! สองพันปี! ความรู้ที่ข้าสั่งสมมาสองพันปี! ข้าจะไม่ยอมถูกลบเลือนไปง่ายๆ แบบนี้!"
"ทำไม! ทำไมถึงเป็นแบบนี้! ไม่! เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด! ต่อให้ข้าเป็นแค่กายวิญญาณ อัครทูตก็ไม่น่าจะกำจัดข้าได้จากแดนไกลพันลี้! พลังของอัครทูตไม่ได้แข็งแกร่งขนาดนั้น!"
"พลังของอัครทูตแข็งแกร่งขึ้นกะทันหัน... ราวกับ... ราวกับว่า... หรือว่า... หรือว่า... เขา... เขากลับมาแล้ว?"
เขาก็พลันเงียบเสียงลง ครู่ต่อมา จาบิรก็พยายามคลานอย่างยากลำบากบนพื้น เขาคว้าข้อเท้าของเอลล่าไว้
"ผู้ไขปริศนาเอ๋ย... ข้าไม่มีเวลาแล้ว... แม้ว่าจะเร็วไปหนึ่งพันปี แต่ถ้า... ถ้าเจ้าคือบุตรแห่งคำทำนายจริงๆ ก็จงรับสืบทอดปณิธานสองพันปีของพวกเราชาวเทปุย ขับไล่ศัตรูแห่งพระคริสต์ออกไปจากโลกนี้ซะ!"
เอลล่าเห็นน้ำตาสองสายไหลออกจากดวงตาของเขา
"เจ้าต้องไขปริศนาเรื่องการเคลื่อนที่ให้ได้... และการเล่นแร่แปรธาตุ... เจ้าต้องไขความลับของมันให้ได้! เพื่อต่อต้านพลังของศัตรูแห่งพระคริสต์ ความรู้เรื่องการเล่นแร่แปรธาตุนั้นจำเป็นอย่างยิ่งยวด!"
จาบิรนอนแผ่หราราบกับพื้นอย่างหมดแรง เขากวักมือเรียกให้เอลล่ายื่นศีรษะเข้าไปใกล้ เขาใช้นิ้วมืออันหยาบกร้านของเขาวาดสัญลักษณ์ดาวห้าแฉกกลับหัวบนหน้าผากของเอลล่า และเขียนเลข "6" สามตัวทับลงไป สัญลักษณ์เหล่านั้นเปล่งแสงสีดำวาบขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะจมหายเข้าไปในผิวหนังของเอลล่าจนมองไม่เห็น
"สัญลักษณ์นี้จะช่วยเจ้าต้านทานเวทมนตร์ระดับต่ำของชาวเซไมต์ได้ แต่ถ้าหากเจ้าต้องเจอกับศัตรูระดับอัครทูต... ก็จงดูแลตัวเองให้ดีเถอะ"
"เจ้าอยากเอาชนะจักรวรรดิแดนสวรรค์ใช่ไหม... แต่ศัตรูของเจ้านั้นแข็งแกร่งผิดมนุษย์... รู้หรือไม่ ศัตรูที่แท้จริงของเจ้า... ในสมัญญานามของเขามีตัว β (เบต้า) สี่ตัว"
"ขอให้สัจธรรมสถิตอยู่กับเจ้า"
สิ้นคำพูดนั้น ดวงตาของจาบิรก็ปิดลง ร่างกายของเขาเริ่มเหี่ยวเฉาลงอย่างรวดเร็วในอัตราที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ในไม่ช้าก็กลายเป็นเพียงแผ่นหนังเหี่ยวย่น จากนั้น แผ่นหนังที่เหลืออยู่ก็เริ่มคล้ำลงอย่างรวดเร็ว กลายเป็นสีเหลือง และในที่สุดก็กลายเป็นสีดำสนิทราวกับถ่าน
เอลล่าค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้ ยังไม่ทันที่นางจะได้ตรวจสอบให้แน่ชัด กระแสลมแผ่วเบาที่เกิดจากการเดินของนางก็พัดเอาแผ่นหนังสีดำนั้นปลิวขึ้น เผยให้เห็นโครงกระดูกสีขาวที่อยู่ด้านใน
เอลล่าทรุดฮวบลงกับพื้น "ตา... ตายแล้ว?"
นางไม่อยากเชื่อความจริงข้อนี้เลย นักเวทที่ใช้ศาสตร์วิญญาณต้องห้ามอาศัยอยู่มานานถึงสองพันปี กลับถูก 'อัครทูต' ของจักรวรรดิแดนสวรรค์ที่ยังไม่ทันได้เห็นหน้าค่าตา กำจัดทิ้งภายในพริบตา หากไม่ใช่เพราะ 'นัยน์ตาเฮอร์มีส' ยังคงตั้งอยู่บนระเบียง ตำราการเล่นแร่แปรธาตุยังคงวางซ้อนกันอยู่อย่างเป็นระเบียบ และชะแลงที่มีสัญลักษณ์งูกินหางยังคงอยู่ในมือของเอมี่ เอลล่าคงต้องสงสัยว่าจาบิรมีตัวตนอยู่จริงหรือไม่
เวทมนตร์แห่งเทปุย ได้ขาดหายไปแล้ว
เอมี่เห็นเอลล่าล้มลง ก็คิดจะวิ่งเข้าไปประคอง แต่เพิ่งจะก้าวขาออกไปได้ก้าวเดียว นางก็ขาอ่อนทรุดลงกับพื้นเช่นเดียวกับเอลล่า เอลล่าเห็นดังนั้นก็หัวเราะอย่างขมขื่น "เป็นอะไรไป เอมี่ เจ้าก็กำลังกลัวเหมือนกันหรือ"
"ฝ่าบาท... ถ้าหากที่จาบิรพูดเมื่อครู่เป็นเรื่องจริง นั่นก็ไม่ได่แปลว่า ในจักรวรรดิแดนสวรรค์มีคนที่เก่งกาจแบบเฮสไตน์ถึงสิบสองคนหรอกหรือเพคะ แล้วยังมีอีกสี่คนที่เก่งกว่าเฮสไตน์อีกมากด้วย"
"ฟังดู... ก็เป็นแบบนั้น"
"ถ... ถ้าจักรวรรดิแดนสวรรค์บุกโจมตีจักรวรรดิเจ็ดเนินของเราจริงๆ จักรวรรดิเจ็ดเนินจะเป็นอย่างไรต่อไปหรือเพคะ"
"นิกายอับราฮัมที่ปกครองจักรวรรดิแดนสวรรค์นั้นมีความแตกแยกภายในอย่างรุนแรง ไม่สามารถร่วมมือร่วมใจกันได้ แต่ถ้าหากมีใครสักคนสามารถประสานรอยร้าวนั้นได้ เมื่อใดที่จักรวรรดิเจ็ดเนินและจักรวรรดิแดนสวรรค์เกิดความขัดแย้งขึ้น จักรวรรดิเจ็ดเนินก็คงจะล่มสลายสิ้นชาติกระมัง"
ขณะพูด เอลล่าก็หัวเราะอย่างขมขื่นอีกครั้ง "สมัญญานามที่มี เบต้า สี่ตัว... นี่มันไม่ใช่คำใบ้แล้ว ทำไมข้าต้องไปเป็นศัตรูกับอะไรแบบนั้นด้วย"
Βασιλεβασιλωνβασιλεωνβασιλεουσιν (ราชันย์แห่งราชันย์ ผู้ปกครองเหล่าราชันย์)
"ฝ่าบาท... พวกเรา..." เอมี่อ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง แต่แล้วก็อดรนทนไม่ไหว ตะโกนออกมา "ฝ่าบาท หรือว่าท่านจะทอดทิ้งจักรวรรดิเจ็ดเนินไปเถอะเพคะ! ในเมื่อท่านอาของท่านชิงอำนาจไปแล้ว ก็ปล่อยเขาไปเป็นบิซิลลิอุสเถอะ! การปกครองอาณาจักรที่อ่อนแอแบบนี้ ไม่มีข้อดีอะไรเลย มีแต่ต้องหวาดกลัวไปวันๆ!"
ม่านตาของ เอลล่า คอร์เนลิอุส สคิปิโอ เริ่มขยายกว้างขึ้นทีละน้อยในความมืด
"เอมี่!" เอลล่าตวาดอย่างโกรธเกรี้ยว ทำเอาเอมี่ตกใจรีบก้มหน้าลงทันที แต่เอมี่ก้มหน้ารออยู่เนิ่นนาน คำดุด่าประโยคถัดไปของเอลล่าก็ยังไม่ตามมา
"เอมี่ มีอยู่เรื่องหนึ่งที่เจ้าพูดผิด"
เอลล่า คอร์เนลิอุส สคิปิโอ สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วพูดช้าๆ ว่า
"ในร่างกายของข้ามีเลือดของบรรพบุรุษไหลเวียนอยู่ มีเลือดของท่านปู่ ข้าสืบเชื้อสายมาจากพวกเขา บิดาของข้า... พวกเขาคือพลเมืองของจักรวรรดิเจ็ดเนิน จำไว้เอมี่ แม้ข้าจะไม่ใช่บาซิลิสซ่า ข้าก็ยังคงเป็นพลเมืองของจักรวรรดิเจ็ดเนิน! ชาวเจ็ดเนินผู้กล้าหาญตลอดกาล กองทัพของพวกเขาสร้างชื่อเสียงก้องโลกในทุกยุคสมัย!"
"และอีกอย่าง เอมี่เจ้าเคยสอนข้า บางสิ่ง ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาดาบและเวทมนตร์"
...
...
ในเวลาเดียวกัน ณ คอนสแตนตินิเย เมืองหลวงของจักรวรรดิเจ็ดเนิน เสียงของเกรกอรีก็ดังขึ้นในสถานที่อันมืดมิดแห่งหนึ่ง
"นักรบผู้ช่ำชอง... ถูกข้าจำกัดพลังไว้แล้ว นักเวทวิญญาณอันน่ารังเกียจ... ก็ถูกข้าส่งไปยังที่ชอบที่ชอบแล้ว ส่วนนักรบหนุ่มอีกคน... ก็เป็นแค่พวกเพิ่งจะแตะขอบ 'ระดับภูต' พลิกฟ้าอะไรไม่ได้หรอก บนเกาะแอนทิเลียยังมีพลังอะไรหลงเหลือไว้ปกป้อง เอลล่า คอร์เนลิอุส สคิปิโอ ได้อีกงั้นรึ สำเร็จแล้ว ปล่อยให้บุตรแห่งคำทำนายที่เกิดเร็วกว่ากำหนดหนึ่งพันปี ตายด้วยน้ำมือของกองทัพตัวเองเถอะ และจักรวรรดิเจ็ดเนิน... ก็จะ... ล่มสลาย"
[จบแล้ว]