- หน้าแรก
- เหนือลิขิตสวรรค์
- บทที่ 30 เวิร์กชอป
บทที่ 30 เวิร์กชอป
บทที่ 30 เวิร์กชอป
บทที่ 30 เวิร์กชอป
เงื่อนไขเบื้องต้นของการเกิดขึ้นของผู้ถูกเลือกทุกคน ล้วนเป็นพรที่ประทานลงมาจากคุณธรรมสูงสุด
แก่นสารที่ร่วงหล่นจากแพรพรรณแห่งกาลเวลาซึ่งถักทอขึ้นจากเหตุการณ์นับไม่ถ้วน ได้ไหลซึมเข้าสู่ดวงวิญญาณ ตอบรับความโหยหาและคำอธิษฐานของผู้ถูกเลือก นำพาพลังที่โลกมอบให้มาด้วย
แม้จะไม่ได้มีข้อกำหนดว่า เมื่อได้รับพรจากคุณธรรมสูงสุดสายหนึ่งแล้ว จะไม่สามารถรับพรจากคุณธรรมสูงสุดอื่นได้ แต่ผู้ถูกเลือกส่วนใหญ่จะเลือกมุ่งลึกไปในเส้นทางของคุณธรรมสูงสุดเพียงสายเดียว เว้นแต่จำเป็นจริงๆ จึงจะไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับพรของคุณธรรมสูงสุดสายอื่นมากนัก
ความสามารถในการรองรับของแต่ละคน มีขีดจำกัด
คนส่วนใหญ่ ต่อให้เชี่ยวชาญแค่สายเดียว ก็ยังยากจะรับพรหลายประการไม่ไหว และทันทีที่จำนวนพรเกินกว่าขีดรับไหวของตน พรที่ค่อยๆ คุมไม่อยู่จะทำให้วิญญาณที่แบกภาระไม่ไหวแตกสลาย จิตสำนึกบาดเจ็บสาหัส กระทั่งร่างกายกลายพันธุ์
เมื่อถึงตอนนั้น สิ่งที่ตามมาก็คือ “การแปรสภาพสู่ความวิบัติ” ที่ทำให้ผู้ถูกเลือกต่างหน้าถอดสี!
หากเคราะห์ดีอาจยังพอฉุดกลับมาได้ หลังจากลอกพรออกไป ก็อาจเหลือเพียงร่างพิการหรือเป็นเจ้าชายนิทรา หากเคราะห์ร้าย ถูกความชั่วเขลานอกเหนือคุณธรรมสูงสุดอื่นๆ ตรวจพบหรือจ้องมองเข้า ผลลัพธ์ก็มักเลวร้ายยิ่งกว่าความตาย
เพื่อหลีกเลี่ยงสภาพเช่นนั้น จึงได้ถือกำเนิดพิธีลับที่เรียกว่า เมทริกซ์
หลังการสำรวจและลองผิดลองถูกมาหลายชั่วคน ผู้ถูกเลือกได้สร้างรอยประทับวิญญาณของสิบสองคุณธรรมสูงสุดขึ้นมา มันช่วยยกระดับความสามารถในการรองรับของวิญญาณ และชี้นำให้ผู้ถูกเลือกเติบโตตามทิศทางที่กำหนดในยามเลื่อนขั้น จนไม่เสียการควบคุม
เปรียบได้ทั้งเป็นผังนำทางและแผนที่บนเส้นทางของคุณธรรมสูงสุด
พร้อมกันนั้น ยังเป็นเกราะและโล่ของวิญญาณ คอยต้านทานการกัดกร่อนและการปนเปื้อนจากความชั่วเขลาอื่นๆ ยิ่งไปกว่านั้น เมทริกซ์ระดับสูงยังบรรจุบทบัญญัติและคำสาบาน ความสามารถที่ผู้ถูกเลือกโดยทั่วไปไม่มี
เช่นเดียวกับสิ่งที่จี้เจวี๋ยเคยเห็น [มิเนอร์วา] บนตัวเหวินเหวิน
อาศัยนามของเทพีแห่งสงครามก่อนยุคแห่งหายนะ มันเองคือเมทริกซ์ระดับสูงสุดของสายวิถีซากปรักหักพัง ไม่เพียงขับเคลื่อนความสามารถทำให้เป็นผลึกของเหวินเหวินได้ถึงขีดสุด ยังเสริมอำนาจการกัดกร่อน การป้องกัน และอานุภาพสังหารที่เมทริกซ์อื่นเทียบไม่ได้ และท้ายที่สุด ยังสามารถครอบคลุมความเป็นจริง สร้างอาณาเขตวงล้อมที่คล้ายต่างโลกขึ้นมาได้!
“อืม ฟังดูเหมือนแม่แบบอาชีพที่ทำมาเฉพาะเจาะจงให้เข้ากับสิบสองทิศทางการเสริมพลังไงล่ะ อัปเกรดไปตามขั้นตอน ค่อยๆ ปลดสกิลที่กำหนดไว้ เลี่ยงการเผลอๆ เล่นพังทั้งไอดี ใช่ไหม?”
จี้เจวี๋ยรู้สึกว่าตัวเองเข้าใจแล้ว ไม่ใช่แค่เข้าใจนิดหน่อย แต่เข้าใจทะลุปรุโปร่ง
“…ก็ประมาณนั้น แต่ว่าทำไมพอเธอพูดแล้วมันดูด้อยราคาลงอย่างบอกไม่ถูกล่ะ?”
หางตาเย่ฉุนกระตุกนิดหนึ่ง แต่ไม่ถือสา มากล่าวต่อเนื่องในประเด็นเดิมว่า “ตั้งแต่เริ่มตื่นรู้ ผู้ที่กลายเป็นผู้ถูกเลือกจะเติบโตขึ้นทีละก้าว
ผ่านสี่ขอบเขต การตื่นรู้, การเปลี่ยนผ่าน, การเกิดใหม่, การก้าวข้าม ข้ามสิบสองลำดับขั้นไป หลังจากนั้นก็คือขอบเขตเทียนเหรินที่ผู้ถูกเลือกส่วนใหญ่เอื้อมไม่ถึงไปชั่วชีวิต
ผู้ถูกเลือกที่ก้าวสู่ขอบเขตนั้นแล้ว สำหรับคนธรรมดา แทบไม่ต่างอะไรกับเทพเจ้า
แต่เรื่องนั้นยังไม่เกี่ยวกับเธอหรอก ในฐานะมือใหม่เลเวล 1 ตัวเปล่าๆ แบบนี้ สนใจว่าจะทำยังไงกับเมทริกซ์ของตัวเองก่อนดีกว่า ไม่งั้นต่อให้คุณธรรมสูงสุดประทานพรลงมาอีก เธอก็เก็บไว้ไม่ได้”
เธอพูดอย่างสะใจ “เมทริกซ์ที่ป้าสืบทอดมาชื่อว่า [โม่เหยีย] เป็นหนึ่งในเมทริกซ์ระดับสูงสุดแห่งขอบเขตเถ้าถ่าน ที่ถนัดที่สุดก็คือการเสริมพลังให้กับการเล่นแร่แปรธาตุ แต่น่าเสียดาย… จำกัดเฉพาะผู้หญิงนะ
ไม่งั้นเธอลองคิดดูสิ ไปสักทริปที่หมู่เกาะตะวันออกเฉียงใต้ ที่นั่นดูเหมือนบริการแปลงเพศจะครบครันใช้ได้”
“ยังมีจำกัดเพศด้วย?” จี้เจวี๋ยผงะ ตัวสั่นหวิวๆ ด้วยความตกใจจนแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่ เมทริกซ์ดีๆ อะไรยังจะมากำหนดชายหญิงอีกเหรอ
เมทริกซ์หลงตัวเอง ชวนหมดอารมณ์จริง!
ไม่ได้ ต้องไปลงโพสต์แฉในเสี่ยวหงซู…
“แค่มีกำหนดเพศน่ะเหรอ? ยิ่งเมทริกซ์แข็งแกร่ง ข้อจำกัดยิ่งมาก บางอันจำกัดอายุที่ฝัง บางอันจำกัดนิสัย บางอย่างต้องทำศัลยกรรมควบคู่ไปด้วย ต้องควักลูกตาหรืออวัยวะ บางชนิดถึงขั้นเปลี่ยนบุคลิกอย่างแข็งทื่อ หรือเอาให้สุดๆ ก็ลบเลือนความรู้สึกของผู้ใช้ทิ้งไปเลย”
เย่ฉุนส่ายหน้า: “ถ้าแค่จำกัดเพศอย่างเดียว ก็ถือว่าเป็นข้อจำกัดน้อยที่สุดแล้วล่ะ”
ความเงียบปกคลุม จี้เจวี๋ยไม่เอ่ยอะไร
ชั่วขณะหนึ่ง เขาอยากจะเล่นมุกให้ขำๆ อีกสักหน แต่ดันนึกถึงเหวินเหวินขึ้นมา… ตอนที่เธอกางอาณาเขตวงล้อมออก สายตาคู่นั้นกลับว่างเปล่าไร้อารมณ์สิ้นดี
เขาตั้งใจจะพูดหยอกสองสามคำ แต่พออ้าปาก เสียงกลับแห้งผากจนตัวเองยังชะงัก: “รุ่นพี่ ผมเคยได้ยินไอ้สารเลวนั่นพูดว่า วิถีแห่งซากปรักหักพัง เป็นเส้นทางที่ไม่ต้องการหัวใจของมนุษย์มากที่สุด
ที่มันพูด จริงไหม?”
“อืม ก็พอมีเค้าความจริงอยู่บ้างล่ะนะ ท้ายที่สุด ซากปรักหักพังเป็นตัวแทนของสสาร สิ่งที่สสารไม่ใส่ใจมากที่สุด ก็คงเป็นเรื่องอารมณ์ความรู้สึกนั่นเอง
แต่ก็ไม่ถึงกับตัดสินแบบเหมารวมขนาดนั้นหรอก”
สำหรับคนนอก ผู้ถูกเลือกจะสะท้อนคุณลักษณะบางอย่างมากบ้างน้อยบ้าง ตามวิถีของคุณธรรมสูงสุดที่เลือก ไม่สิ… บางทีเพราะมีคุณลักษณะเหล่านี้นี่แหละ พวกเขาถึงได้รับพรจากคุณธรรมสูงสุด
ยกตัวอย่างเช่น ผู้ถูกเลือกแห่งวิถีซากปรักหักพังมักหัวแข็ง ภายนอกดูเย็นชา ภายในก็เย็นชา ส่วนผู้ถูกเลือกแห่งคุณธรรมสูงสุดที่กำกับวิญญาณ คือสายการเลื่อนระดับ ก็มักเอ่อล้นด้วยอารมณ์ราวกับประสาทหวั่นไหว
ผู้ถูกเลือกของกวางขาวโดยมากปล่อยตัวสบายๆ และหัวดื้อ ส่วนในสายตาของผู้ถูกเลือกแห่งเทียนหยวนแล้ว พวกของกวางขาวคือพวกไม่มีความอดทน ไม่ฟังคำตักเตือน ไม่รักษาสัญญา และไร้มารยาทไร้วิชาสามัญ
ผู้ถูกเลือกของเทียนหยวนมักยึดกฎระเบียบ เดินตามครรลอง ส่วนผู้ถูกเลือกของกวางขาวกลับเห็นว่าผู้ถูกเลือกแห่งเทียนหยวนเป็นพวกคลั่งการควบคุม พูดทุกคำยังเว้นวรรคให้คนตกหลุมพราง สัญญาที่หยิบมาล้วนเป็นสัญญารีดเลือดฯ ทั้งนั้น
ผู้ถูกเลือกของฝูงใหญ่ก็พวกบ้าฆ่าคน ชอบก่อเหตุร้ายแรง; ผู้ถูกเลือกของแก่นใจมักเป็นพวกจิตลึกเหลี่ยมจัด ใจดำอำมหิต วังลึกเหลือหลาย; ผู้ถูกเลือกของกระจกมายาโกหกพล่อยๆ ชอบต้มตุ๋น; ผู้ถูกเลือกของอีเทอร์ชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้าน ยอมเสี่ยงตายเพื่อเผือกและเมาท์; ผู้ถูกเลือกของเอนโทรปีอารมณ์ร้อน ระเบิดง่ายเป็นพิเศษ; ผู้ถูกเลือกของเถ้าถ่านต่างก็เป็นพวกคลั่งเทคนิค ใจหลุดกรอบกันทั้งนั้น เผลอแป๊บเดียวก็จะไปก่อเรื่องเพี้ยนๆ อย่าง ‘โอนี่จังอาโซโบะ’ อะไรทำนองนั้น…
ผู้ถูกเลือกจากเส้นทางคุณธรรมสูงสุดต่างๆ นั้น มีทั้งความขัดแย้งและการปะทะอยู่เนืองๆ และก็เต็มไปด้วยภาพจำและอคติทั้งหลายดังกล่าว ที่จริงแล้ว ส่วนใหญ่ในนั้น…
มันถูกต้องทั้งนั้น!
น่าเสียดาย ไม่ใช่อคติ แต่เป็นข้อเท็จจริง
แม้ว่าในป่ากว้างย่อมมีนกแปลกอยู่เสมอ แต่โดยมากแล้ว ผู้ถูกเลือกก็มักสอดคล้องกับคุณธรรมสูงสุดที่ตนสังกัด
“อย่างเช่น เธอ—”
ปลายนิ้วของเย่ฉุนชี้ไปที่จี้เจวี๋ยซึ่งทำหน้างง: “เธอก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอ?”
“หา? ผมก็ไม่ได้บ้าคลั่งด้านเทคนิคขนาดนั้นสักหน่อย!”
“ว่าไงล่ะ? อยู่กับป้าที่มหาวิทยาลัยเทียนเหมินมาตั้งกี่ปี ฉันเคยเห็นคนที่มุ่งมั่นอ่านจนเอาหัวห้อยคานเอาเหล็กทิ่มขาเพื่อสอบใบรับรอง ก็เคยเห็นคนที่ทุ่มเททั้งใจทั้งเลือดเพื่อให้ได้ผลงาน แต่มีแค่เธอคนแรกนี่แหละ ที่เป็นทาสงานแล้วยังทำหน้าแฮปปี้ขนาดนี้ บางทีฉันยังรู้สึกหมั่นไส้ อยากให้เธอโหมงานจนตายๆ ไปซะ แต่ถ้าฉันไม่ลากออกไปกินข้าวเอง เธอก็หิวตายคาห้องแล็บแน่ๆ”
“ผมนี่จำใจต่างหากล่ะ?” จี้เจวี๋ยสวนทันควัน: “ถ้าผมรวยอย่างพวกคุณชายทั้งหลาย กินดื่มไม่ต้องกังวลทุกวัน ผมจะโหมงานทำไมล่ะ? ไม่มีทางเลือกต่างหาก!”
“เธอมีทางเลือกแล้วนะ จี้เจวี๋ย”
เย่ฉุนมองเขา แววตาคาดเดายาก ก่อนจะถอนใจแผ่วเบา “เธอเป็นผู้ถูกเลือกแล้ว แถมยังเป็นการตื่นรู้ด้วยตนเอง เรื่องที่ง่ายกว่านักเล่นแร่แปรธาตุ สะดวกกว่า และทำเงินดีกว่า มีให้เลือกตั้งเท่าไหร่ไม่ใช่เหรอ?
ทำไมถึงไม่คิดหางานอย่างอื่นล่ะ?”
จี้เจวี๋ย ถึงกับไร้คำตอบ
แม้เขาจะอ้างได้ว่าเขาขี้อาย ชินกับการอยู่กับศาสตราจารย์เย่ และเชื่อใจอาจารย์ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า… ต่อให้การอยู่ในทีมโครงการจะลำบากแค่ไหน ตามงานให้ทันยุ่งยากเพียงใด เขาก็ยังสนุกกับมัน
พรที่เถ้าถ่านมอบให้ ไม่เคยว่างเปล่าเลยสักครั้ง
เมื่อเทียบกับการไปครอบงำผู้อื่น ทำตามอำเภอใจ หรือไปฆ่าคนเผาบ้าน เขากลับรักชีวิตแบบนี้มากกว่า
ถ้าจะให้เขาใช้ความสามารถของตัวเองหาเงินก้อนโต แล้วใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยไม่ทำอะไรไปวันๆ เขาเองก็คงรู้สึกผิดกับเวลาและชีวิต
เขาอยากมีชีวิตที่มีคุณค่ามากขึ้น ต่อให้ไม่มีทางกลายเป็นนักวิชาการผู้ชี้นำการปฏิวัติอุตสาหกรรม หรือปรมาจารย์เล่นแร่แปรธาตุผู้ไร้เทียมทาน แต่ถ้าใช้ผลงานของตัวเองเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คนได้มากขึ้น แบบนั้นก็เป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือ?
หลังจากอึ้งไปสั้นๆ เขาก็ยอมรับความจริงข้อนี้อย่างตรงไปตรงมา
ก็ดีแล้วล่ะ
จะบอกว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องก็ช่างเถอะ เดี๋ยว… ตอนนี้มันไม่ใช่วิทยาศาสตร์แล้ว จะเรียกว่าอะไรดี? มนุษย์ประหลาดสายเวทมนตร์? เอาเถอะ ขอแค่ยังเป็น “คน” ก็พอ
แปะ
เสียงฝีเท้ากังวานดังมาจากบันได
“เล่าเสร็จหรือยัง?”
ศาสตราจารย์เย่หิ้วกล่องที่ดูเหมือนมีฝุ่นเกาะอยู่เต็ม เดินลงมาจากชั้นบน
“อ่า ประมาณนั้นแหละครับ ที่เหลือเป็นความรู้พื้นฐาน เดี๋ยวอ่านหนังสือเอาก็ได้”
เย่ฉุนถอนหายใจ นวดสันจมูก “ฉันพอเข้าใจแล้วล่ะว่าทำไมป้าถึงบอกว่า ต่อให้ฉันกลายเป็นผู้ถูกเลือก สุดท้ายก็ต้องมานั่งเสียใจอยู่ดี”
“คนที่คิดมากเกินไปย่อมชั่งใจไปมา คนที่มีตัวเลือกมากเกินไปย่อมติดกับดักของการตัดสินใจ นั่นไม่ใช่ปัญหาของเธอ เธอแค่ไม่เหมาะเท่านั้น
ฝืนตัวเองไม่ใช่เรื่องดี”
ศาสตราจารย์เย่ผงกศีรษะเรียกจี้เจวี๋ยเพียงลำพัง “ตามฉันมา”
จี้เจวี๋ยลุกขึ้นเดินตามไป ส่วนเย่ฉุนยังคงนั่งอยู่บนโซฟา กินมันฝรั่งทอดต่อไป แค่วางมือโบกไปมาอย่างไม่ยี่หระ แล้วก็ดูรายการวาไรตี้ต่อ
เหมือนกำลังบังคับตัวเอง ไม่ให้หันกลับไปมอง
“อย่าห่วงเธอเลย เธอไม่เหมือนนายนะ สำหรับนายแล้ว การขุดค้นคว้าที่หวานชื่นเหมือนน้ำผึ้ง สำหรับเธอมันน่าเบื่อและจืดชืดเกินไป ไม่เหมือนนาย”
ศาสตราจารย์เย่ที่เดินนำหน้าไป พูดขึ้นอย่างกับรู้ทันว่าเขาคิดอะไรอยู่ ทั้งที่ยังไม่หันกลับมา “นายห่วงตัวเองก่อนดีกว่านะ จี้เจวี๋ย”
“หา?”
ความสนใจของจี้เจวี๋ยถูกดึงกลับมา และค่อยๆ ตึงเครียด
ชั้นใต้ดินกว้างขวางเกินคาด ต่างจากภาพที่จี้เจวี๋ยจินตนาการไว้ แสงสลัว เทียนไข กะโหลกแพะกับชิ้นส่วนตัวอย่างประหลาดๆ ที่ตั้งเรียงราย และวงเวทซับซ้อนบนพื้น โดยสิ้นเชิง
ถ้าจะว่าไป… มันคือเวิร์กชอปเครื่องจักรชัดๆ!
ของที่วางอยู่ข้างในเก้าสิบเปอร์เซ็นต์เหมือนกับห้องแล็บที่โรงเรียนจัดให้กลุ่มวิจัยโครงการเป๊ะๆ แถมสเปกยังสูงกว่าไกล… แค่ศูนย์เครื่องจักรกลแบบแกนทรี่ที่ผลิตโดยอุตสาหกรรมหนักหวนอวี่ในมุมห้อง ก็ทำเอาจี้เจวี๋ยมองตาค้างแล้ว
เป็นรุ่นที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่มีโลโก้ของอุตสาหกรรมหนักหวนอวี่ติดอยู่ เหมือนเป็นรุ่นสั่งทำพิเศษ
อุปกรณ์ยาวเกินเก้าเมตร สูงกว่าตัวจี้เจวี๋ยเสียอีก ต่อให้ตั้งอยู่ในโรงงานก็ยังดึงดูดทุกสายตา แต่นี่กลับตั้งอยู่มุมล่างสุดในที่นี่
สิ่งที่เด่นที่สุดคือประตูเตาหลอมที่ปลายชั้นใต้ดิน สูงเกินสองเมตร แม้อยู่ห่างออกไปก็ยังรู้สึกได้ถึงความร้อนระลอกแล้วระลอกเล่า ราวกับยังคงทำงานไม่หยุด ทั้งวันทั้งคืน
และตรงกึ่งกลางห้องทำงาน คือสิ่งที่เสมือนซากศพยักษ์ สิ่งที่สร้างจากเหล็กกล้า เป็นเกราะพลังงานที่เริ่มเห็นเค้าโครง!
ยังไม่ได้พ่นสี ไม่มีสัญลักษณ์ใดๆ ดูเหมือนยังทำไม่เสร็จ สายเคเบิลซับซ้อนโผล่ออกมาจากช่องอุปกรณ์บริเวณทรวงอกและท้อง
อาวุธอันตรายที่ต่อให้ในกองทัพก็ต้องเก็บรักษาอย่างเข้มงวด หากไม่มีคำสั่งจากกองบัญชาการทหารย่อมไม่มีทางถูกส่งลงสนามรบ แต่กลับวางโชว์หราอยู่ต่อหน้าจี้เจวี๋ยแบบนี้
ทำให้เขาเผลอกลืนน้ำลายลงคอ
ซวยแล้ว รู้มากเกินไป เดี๋ยวจะถูกปิดปากหรือเปล่า?
ความคิดเพี้ยนๆ แบบนั้นวาบผ่านหัวไป ศาสตราจารย์เย่ที่เดินอยู่ข้างหน้าราวกับจับสัญญาณได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังขี้เกียจแม้แต่จะเหลียวหลังมามองเขา
“สัญญาพัฒนาแบบปกปิดของกองทัพไห่โจว สนใจไหม?”
“เอ่อ ไม—ไม่ครับ!”
จี้เจวี๋ยส่ายหัวรัวๆ แต่พอเห็นฮาร์โมนิกรีดิวเซอร์ที่โผล่อยู่ตามข้อต่อเกราะหลายจุด กระทั่งเตาพลังงานฟลอจิสตอนระหว่างอกกับท้องที่เหมือนเคยเห็นผ่านตา เขาก็เริ่มเข้าใจเลาๆ ว่าแท้จริงแล้ววิทยานิพนธ์เรื่องทิศทางการประยุกต์ใช้โครงดาวเคราะห์แบบใหม่ของตัวเอง ไปพัวพันเข้ากับของอันตรายถึงชีวิตอะไรเข้าแล้วกันแน่
ไม่ถูกสิ แบบนี้น่าจะเป็นทั้งกลุ่มวิจัยของเทียนเหมิน ทุกคนกำลังทำงานเป็นฟันเฟืองสนับสนุนอุปกรณ์ที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานตรงหน้านี่ต่างหาก
“มานี่” ศาสตราจารย์เย่ว่า “วางมือไว้”
กระเป๋าเอกสารใบเก่าถูกเปิดบนโต๊ะอีกตัวหนึ่ง ข้างในเผยให้เห็นของชิ้นหนึ่งวางบนแผ่นรองกำมะหยี่เนื้อละเอียด ดูเผินๆ ก็ชวนให้นึกถึงลูกแก้วคริสตัลที่มักปรากฏในนิยายแฟนตาซี
เดี๋ยวก่อน…
จี้เจวี๋ยขยี้ตา แล้วมองย้ำอีกครั้ง
มันคือลูกแก้วคริสตัลจริงๆ เหรอ?!
ข่าวดีมาแล้ว!