เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 เทียนกุ่ย

บทที่ 4 เทียนกุ่ย

บทที่ 4 เทียนกุ่ย


บทที่ 4 เทียนกุ่ย

ตั้งแต่เมื่อวานที่เกือบถูกรถบรรทุกพุ่งชนเข้าเต็มๆ จี้เจวี๋ยก็ทั้งมึนงงเหม่อลอย กลับจากโรงพยาบาลหลังตรวจเสร็จ พอหลับตาก็หลับยาวเป็นตาย

เพิ่งตื่นตอนนี้ ก็พอจะรู้สึกผ่อนคลายเหมือนรอดตายมาได้ และมีความยินดีอยู่บ้าง

แม้จะไม่ได้มีพล็อตยอดฮิตอย่างตายแล้วไปเกิดต่างโลก ทดสอบพลังเวทจนลูกแก้วคริสตัลระเบิด หรือแค่สะบัดบ่าฮาเร็มก็หลั่งไหลเข้ามา แต่…อย่างน้อยก็ยังไม่ตายนี่นา?

มีชีวิตนี่มันดีจริงๆ ดีโคตรๆ ดีฉิบหายเลย

นับจากอายุเก้าขวบจนถึงวันนี้ จี้เจวี๋ยก็ยังรู้สึกว่าตัวเองยังอยู่ไม่พอ ดูท่าแล้วน่าจะยังพอมีโอกาสอยู่ไปได้อีกสี่ห้า…เอ่อ…หกเจ็ดแปดสิบปี

ซวยก็ช่างมัน ดวงกุดก็ช่างมัน จนหน่อยก็เอา

ยังไม่ถึงกับอยู่ต่อไม่ได้สักหน่อย

จงมีชีวิตอยู่ต่อไป!

แต่…รอยแผลเป็นมันจางลงไปหน่อยหรือเปล่า?

บ้านเก่าที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษผ่านแดดลมมามากมาย พื้นไม้พอเหยียบก็เอี๊ยดอ๊าด ถึงจี้เจวี๋ยจะคอยดูแลซ่อมแซมระวังอย่างดีมาหลายปี ก็ยังยากจะกลบความทรุดโทรมได้

ตอนล้างหน้าหน้ากระจก จี้เจวี๋ยอดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้น พินิจดู…รอยแผลเป็นที่พาดจากลำคอขึ้นไปถึงใบหน้านั่น

รอยแผลเป็นนั้นเหมือนงูพันเลื้อย

รอยไหม้ทั้งอัปลักษณ์และน่าหวาด กลับดูเหมือนจะจางลงเล็กน้อยในตอนนี้

สำคัญกว่านั้น คือเขารู้สึกว่าตัวเองเหมือนจะเปลี่ยนไปบ้าง

ให้ว่าตรงๆ ก็คือ ทุกอย่างดูเหมือนจะไม่ค่อยเหมือนเดิม

ทั้งโลกคล้ายแปรไปเล็กน้อยอย่างบอกไม่ถูก

ถ้าจะยกตัวอย่าง ก็เหมือนผู้ป่วยที่ถูกตัดแขนขาไปแล้ว อยู่ๆ กลับรู้สึกเหมือนอวัยวะนั้นยังอยู่…จู่ๆ เขาราวกับมีตาเพิ่มขึ้นอีกข้าง มีมือเพิ่มขึ้นอีกข้าง มีประสาทสัมผัสแบบใหม่เพิ่มเข้ามา

แต่พอลองตั้งใจจับความรู้สึกนั้น ทุกอย่างกลับคลุมเครือกำกวม

ยิ่งเพ่ง ยิ่งเลือน ยิ่งเวียนหัว เหมือนมีอะไรติดค้างอยู่ครึ่งๆ กลางๆ ขึ้นก็ไม่ขึ้น ลงก็ไม่ลง อึดอัดเป็นบ้า

ล้างหน้าเสร็จเขาทิ้งตัวลงบนโซฟา เอื้อมมือหยิบรีโมต อยากหาสิ่งอื่นดูเบนความสนใจ แต่จอทีวีกลับกระพริบติดๆ ดับๆ ภาพสะดุดเป็นช่วงๆ

“เสียอีกแล้ว?”

จี้เจวี๋ยเกาศีรษะ ก้มกดสวิตช์ก็ยังเหมือนเดิม

ยังไงก็เป็นทีวีเก่า อายุมากกว่าเขาเสียอีก หน้าจอยังเป็นจอโค้งด้วย หลายปีมานี้ซ่อมแล้วซ่อมอีก แต่คราวนี้ดูท่าจะไม่ใช่อาการเดิมๆ

ขณะกำลังงงงัน ก็พลันได้ยินเสียงเหมือนภาพหลอนว่า:

[น้องเอ๊ย ช่วยปิดหน่อย เจ็บก้น]

“ห๊า?”

จี้เจวี๋ยเผลอกดอีกทีโดยอัตโนมัติ ได้ยินเสียงครางโอ๊ย ก็ชะงักคาที่ ตัวแข็งทื่อ งงเป็นไก่ตาแตก ค่อยๆ เงยหน้ามองทิศทางของเสียง

ทีวี

[เจ็บ ก้น] ทีวีพูด

“เชี่ย”

จี้เจวี๋ยหน้าถอดสี ทรุดฮวบลงกับพื้น

ซะ…ไม่ใช่ศพ แต่ทีวีพูดได้?!

แล้วทีวีก็เงียบไป

เหมือนโดนเขาทำเกือบเดี้ยง จี้เจวี๋ยยิ่งแตกตื่นมึนงง จนในที่สุดรวบรวมความกล้า คลานอ้อมไปด้านหลังทีวี แล้วก็ถึงบางอ้อ

จะไม่เจ็บก้นได้ไงล่ะ?

สายไฟด้านหลังเสื่อมจนฉีก แตก และไฟรั่ว!

เขาคุ้ยในตู้พักใหญ่ ในที่สุดก็หาเทปพันสายไฟกับคีมเจอ เอาสายไฟมาซ่อมใหม่ ที่คิดว่ายุ่งยากกลับไม่เลย…ง่ายจนตัวเองยังแปลกใจ

แล้วก็ได้ยินเสียงครางโล่งอกหนึ่งที

[ดีขึ้นเยอะ]

ทีวีว่า: [พักนี้ไฟตกไฟเกินบ่อย อย่าเปิดบ่อยนักเลย หลอดภาพก็ใกล้ไปแล้ว…]

เสียงค่อยๆ เบาลง จนแทบฟังไม่ได้ศัพท์

ที่แท้จี้เจวี๋ยยิ่งเวียนหัว

ตอนที่เขาจ้องมองทีวีอยู่เหมือนดวงตาที่มองไม่เห็นดวงหนึ่งเปิดขึ้นอีกครั้ง เห็นได้ถึงโครงสร้างข้างใน การทำงานภายใน และเมื่อเงี่ยหูฟัง ก็คล้ายมีถ้อยคำราวภาพหลอนรายงานสภาพตัวเครื่องอยู่ตลอด

เมื่อเขาสัมผัสทีวี มือที่มองไม่เห็นก็เหมือนแทรกเข้าไปข้างใน รับรู้ได้ถึงระดับการเสื่อมสภาพของชิ้นส่วนทุกชิ้น อายุการใช้งาน แม้กระทั่งยังสามารถเข้าไปแทรกแซงการทำงานภายในได้ด้วย

ทว่าเรื่องทั้งหมดนี้เหมือนตั้งอยู่บนพื้นฐานของพลังงานเขาเอง

ทันทีที่ใช้พลังแบบนี้ เขารู้สึกได้ว่าพลังงานของตัวเองกำลังร่วงหายไปอย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่นาทีสั้นๆ ก็เหมือนกับอดนอนมาหลายวันหลายคืน ง่วงจนแทบตายคาที่

เขาไม่มีข้อกังขาเลย หากยังไม่หยุดลง ความตายเฉียบพลันคงไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

แต่คือความจริง

ตอนนี้ ท่ามกลางความเงียบ จี้เจวี๋ยก้มลง มองข้อมือตัวเอง

ความสั่นไหวและการรับรู้ที่ชัดเจนแม้ในยามอ่อนล้าจนหมดแรงนั้น แทบไม่ต้องใช้พลังงานใดๆ เพิ่มเติม ราวกับมันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเขาไปแล้ว

นาฬิกาข้อมือประหลาดเรือนนั้น

ทำให้จี้เจวี๋ยงงงันก็คือ ตัวเลขบนหน้าปัดจากเดิมที่เกือบเต็มค่า กลับร่วงลงไปเริ่มใหม่ แถมยังน้อยกว่าตอนแรกเสียอีก

【01】

นอกจากนี้ ที่เตะตายิ่งกว่าคือตัวเลขบนหน้าปัด ตำแหน่ง 0 นาฬิกา เดิมทีเป็นสีเดิม บัดนี้กว่าครึ่งกลายเป็นสีทอง เหมือนค้างอยู่ที่ความคืบหน้าบางอย่าง

พอเขารวบรวมเรี่ยวแรงอันน้อยนิดฉีดเข้าไปอีกครั้ง คล้ายมีข้อมูลพรั่งพรูราวน้ำตกผุดขึ้นต่อหน้า

【พิธีกรรมแห่งผู้ถูกเลือกผูกสัญญาเริ่มต้น ยินดีต้อนรับเข้าทำงานที่กลุ่มบริษัทเทียนกุ่ย】

【รายงานข้อผิดพลาดครั้งที่ 1789989 ส่งล้มเหลว】

【ตรวจพบพนักงานชั่วคราวเผชิญอันตรายถึงชีวิต… เรียกหาสถานีในรัศมีโดยรอบ ไร้สัญญาณตอบสนอง เรียกหาศูนย์สนับสนุนกองบัญชาการใหญ่ ไร้สัญญาณตอบสนอง… ข้อผิดพลาด! ข้อผิดพลาด! ข้อผิดพลาด!】

【ระเบียบการเอาชีวิตรอดฉุกเฉินสำหรับพนักงานชั่วคราวเริ่มทำงาน ภายในช่วงเวลาที่ระเบียบมีผล พรสวรรค์จะถูกบังคับให้เปิดใช้งานเป็นความสามารถ สสารวิญญาณสำรองหมด สิ้นสุดระเบียบ ระยะเวลา: 0.4 วินาที】

【ตรวจพบข้อผิดพลาดไม่ทราบสาเหตุ ข้อผิดพลาด ข้อผิดพลาด ข้อผิดพลาด สูญเสียการตอบสนองของสัญญาณ ไม่อาจอัปโหลดได้ โปรแกรมบริหารทรัพยากรบุคคลแจ้งเตือนคุณ โปรดรีบกลายเป็นผู้ถูกเลือกจากสวรรค์ มุ่งหน้าไปยังสถานีกลาง เพื่อดำเนินการบรรจุเข้าทำงานอย่างเป็นทางการ】

จี้เจวี๋ยตาพร่าไปชั่วขณะ

ไม่ใช่จากความเพลีย แต่จากความงงงัน

คำใหม่เยอะเกิน ประดังประเดเข้ามาพร้อมกัน ทำให้เขาเข้าใจไม่ทัน: พิธีกรรมแห่งผู้ถูกเลือก กลุ่มบริษัทเทียนกุ่ย พนักงานชั่วคราว ระเบียบ ข้อผิดพลาด ผู้ถูกเลือกจากสวรรค์ สถานีกลาง เข้าทำงาน…

แต่พอเดาๆ รวมๆ กันก็เหมือนจะจับความได้บ้าง

เหมือนว่าเขาผ่านอะไรสักอย่างที่ชื่อพิธีกรรมแห่งผู้ถูกเลือก ถูกจับให้ผูกติดกับนาฬิกาเรือนนี้แบบงงๆ แล้วดันไปส่งใบสมัครให้บริษัทที่ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน จากนั้นก็ถูกรับเข้าทำงานอัตโนมัติ?

ทว่าบริษัทบ้าบอนี่ก็ดูเหมือนจะเป็นคณะพังๆ อะไรสักอย่าง จะอะไรก็ไม่มีสักอย่าง แถมไม่เคยมีใครมาตามหาเขา ไม่รู้ว่ายังมีตัวตนอยู่ไหม

ตอนเขาเผชิญอันตรายถึงชีวิต มันก็เปิดอะไรที่เรียกระเบียบการเอาชีวิตรอดของพนักงานชั่วคราว บังคับเปิดใช้งาน ‘พรสวรรค์’ ของเขาให้กลายเป็นพลังพิเศษ ผลคือเผาสสารวิญญาณจนหมดเกลี้ยง

สุดท้าย เหมือนเตือนให้เขารีบกลายเป็นผู้ถูกเลือกจากสวรรค์ แล้วไปยังที่ที่ชื่อว่าสถานีกลาง เพื่อไปเป็นวัวเป็นม้าให้บริษัทแบบพนักงานประจำ?

“ฮัลโหล?”

จี้เจวี๋ยค่อยๆ ยกข้อมือขึ้น ถามอย่างระมัดระวังว่า “อยู่ไหม?”

ไร้เสียงตอบ

ในความเงียบ แม้แต่เข็มนาฬิกายังขี้เกียจส่งเสียง

เหมือนไม่อยากคุยกับเขา

“เงียบทำไมล่ะ” จี้เจวี๋ยถามอย่างอยากรู้ “ขอทราบว่าบริษัทท่านสวัสดิการเป็นยังไงบ้างครับ? ขนาดองค์กรแค่ไหน? ทำธุรกิจหลักอะไร? เงินเดือนสวัสดิการดีไหม? มีลาพักร้อนกับโบนัสปลายปีหรือเปล่า?”

นาฬิกาข้อมือเงียบกริบ

ในใจจี้เจวี๋ยค่อยๆ สงบลง

“ว่าแต่ ผมไปเป็นพนักงานชั่วคราวของพวกคุณตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? ได้ผ่านความยินยอมของผมหรือยัง? มีเอกสารเซ็นรับรองไหม?”

เขาทิ้งตัวลงบนโซฟาพังๆ หาอิริยาบถที่สบายที่สุด “เป็นพนักงานชั่วคราวมาตั้งหลายปี ถึงจะไม่ได้ทำอะไรเลยก็เถอะ แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่พวกคุณจะไม่จ่ายเงินเดือนนะ! ตกลงจ่ายย้อนหลังได้ไหม? ประกันสังคมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีหวังบ้างหรือยัง?”

พวกคุณไม่ได้เลี่ยงภาษีใช่ไหม? ระวังผมโทรไปแจ้งจับนะ……”

เงียบกริบเหมือนเดิม มีแต่จี้เจวี๋ยพูดกับตัวเองอยู่คนเดียวเหมือนตัวตลก แต่จะว่าไปเป็นตัวตลกก็ดีอยู่บ้าง อย่างน้อยก็แปลว่าข้างในเจ้านี่ไม่ได้ซ่อนพวกผีแก่หมื่นปีอะไรทำนองนั้น

อืม พูดไม่ได้ งั้นก็ช่างมัน

มันให้ผมเป็นพนักงานชั่วคราว แถมไม่จ่ายเงิน ผมก็ใช้เจ้านาฬิกานี่เหมือนได้ใช้ฟรีๆ เหมือนกัน ต่างคนต่างเกาะฟรี สองทางล้วนฟรี วินๆ วินๆ วินๆ เรียกว่าคุณดีผมดีเราดีกันถ้วนหน้า ชนะยกบ้าน

ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องกังวลไปก่อนว่าจะมีใครโผล่มาจากฟ้าฟาดผมตายแบน แล้วอ้างว่าเป็นการกู้คืนทรัพย์สินบริษัท

ยิ่งไปกว่านั้น สถานีกลาง… ไม่เคยได้ยินเลย ในสหพันธรัฐเมืองใหญ่ตั้งเยอะ ทางรถไฟก็มีอยู่ไม่กี่เส้น แถมล้วนเป็นรัฐบาลแต่ละเมืองดูแลและเดินรถ ไม่เคยได้ยินว่ามีกลุ่มบริษัทเทียนกุ่ยอะไรนั่น

ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษของจี้เจวี๋ย นาฬิกาเรือนนี้ก็ไม่เคยย้ายออกจากบ้านเขา หลายปีมานี้ก็ไม่เคยมีใครมาตามหา บริษัทบ้าบอนั่นอาจจะ เป็นไปได้ว่า น่าจะ ส่วนใหญ่… ล้มหายตายจากไปนานแล้ว

จี้เจวี๋ยผ่อนลมหายใจ ในที่สุดก็วางใจลงได้

พอหลับตารับรู้ให้ละเอียด ก็สังเกตได้ว่ามีอะไรบางอย่างค่อยๆ ผุดขึ้นในร่างกาย ละอองเส้นสายบางเบาราวหมอก ล่องลอยพร่าเลือน แต่พอรวมตัวกันก็กลายเป็นสายน้ำไหลริน

ทำให้เขาค่อยๆ อิ่มเอมขึ้น ขับไล่ความอ่อนล้าลงไปบ้าง

และในนั้น มีเส้นหนึ่งเล็กน้อยจนแทบไม่นับ ไหลเข้าสู่นาฬิกาข้อมือ สะสมอยู่ภายใน ทำให้ตัวเลขบนหน้าปัดขยับขึ้นอีกครั้ง 【03】

นี่คือสสารวิญญาณ?

เมื่อก่อนตัวเองสะสมมาตั้งหลายปี กว่าจะถึงเก้าสิบกว่า ผลสุดท้ายโดนระเบียบการเอาชีวิตรอดเผาเกลี้ยงไม่ถึงวินาที… แต่ดูเหมือนว่า หลังพรสวรรค์ถูกบังคับเปิดใช้งานไปครั้งหนึ่งแล้ว ความเร็วในการฟื้นตัวของสสารวิญญาณจะไวขึ้นมาก ไวกว่าก่อนหน้าไม่รู้กี่เท่า

น่าจะเหลืออีกแค่นิดเดียวก็จะแปรเปลี่ยนเป็นความสามารถอย่างเป็นทางการแล้ว

งั้นผม… กำลังจะกลายเป็นผู้มีพลังพิเศษแล้วสิ?

ดวงตาของจี้เจวี๋ยสว่างวาบ

นานมาแล้ว เขาเคยอ่านการ์ตูนเล่มหนึ่ง ว่ากันว่าสืบทอดมาตั้งแต่ก่อนยุคศักราชมหันตภัย ในนั้นมีเหล่าวีรบุรุษหลายคน แต่ละคนโคตรเก่ง โคตรแข็งแกร่ง

คนที่หนึ่งแข็งแรง ดาบหอกแทงไม่เข้า ตายังยิงเลเซอร์ได้; คนที่สองรวย ใส่หน้ากากชุดดำ พาลูกบุญธรรมชายหญิงออกปราบปรามความอยุติธรรม; คนที่สามเป็นผู้หญิง ถือดาบวิเศษกับเชือก ออร่าความเซ็กซี่ท่วมจอ; คนที่สี่สวมชุดแดง กินไววิ่งไว ทำอะไรก็ไว ตายก็ไวทุกครั้ง…

แล้วเป็นคนที่แปดหรือเก้ากันนะ? พลังพิเศษก็แปลกประหลาดเป็นพิเศษ!

เขาคุยกับปลาได้ แถมปลายังตอบเขากลับอีก

เหมือนผมเลย

ผมคุยกับโทรศัพท์ ทีนี้ในโทรศัพท์ก็จะตอบกลับผมเหมือนกัน ยังบอกด้วยว่าเบอร์นี้ค้างค่าบริการ!

โคตรเจ๋ง!

ถึงจะฟังดูน่าจับตีสักหน่อย แต่ก็ไม่ขัดกับความจริงที่ว่าจี้เจวี๋ยกำลังอารมณ์ดีเอามากๆ

ตอนนี้เขาดูเหมือนไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วจริงๆ

เหมือนจะไม่ต้องดิ้นรนแข่งกับใคร ไม่ต้องใช้ชีวิตให้ลำบากอีกต่อไป ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย สบายๆ ก็มีความสุขได้

ดีชะมัด

ต่อให้สอบพัง ก็ไม่ต้องกลัว วิทยานิพนธ์ถูกตีกลับก็ไม่ต้องเครียด ก่อนจบจะยังเอาใบวิศวกรระดับสองไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องกลัวใช้หนี้กู้เรียนไม่ไหวจนอดตายหรือเร่ร่อนไร้บ้าน

ยังไงผมก็เป็นผู้มีพลังพิเศ—

โครม!

เสียงเตือนดังก้องประหนึ่งสายฟ้าลงโทษจากสวรรค์ปะทุขึ้นจากชั้นล่าง

จี้เจวี๋ยโผล่หน้าออกมาจากปากบันไดอย่างงงงัน เห็นประตูบานหนึ่งถูกลมกรรโชกกระชากเปิดอ้า

ฝนโปรยบางๆ สาดเข้ามาจากนอกประตู

และมีรอยเท้าเปื้อนโคลนทอดเป็นทางคดเคี้ยวลึกเข้าไปถึงห้องรับแขก…

แขกไม่ได้รับเชิญ มาเยือนฉับพลัน!

จบบทที่ บทที่ 4 เทียนกุ่ย

คัดลอกลิงก์แล้ว