- หน้าแรก
- เรื่องที่ไอดอลเขาทำกัน ระบบไม่คิดจะให้ฉันทำเลยสินะ
- บทที่ 10: ช่วยพูดรวดเดียวจบ อย่าเว้นวรรคหายใจยาวได้ไหม!
บทที่ 10: ช่วยพูดรวดเดียวจบ อย่าเว้นวรรคหายใจยาวได้ไหม!
บทที่ 10: ช่วยพูดรวดเดียวจบ อย่าเว้นวรรคหายใจยาวได้ไหม!
เหลียงหัวที่ตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูกรีบปรบมือทันที
เขาไม่นึกเลยว่าเด็กหนุ่มผู้กล้าหาญคนนี้ จะมีทักษะสตรีทแดนซ์ที่สูงถึงระดับมาสเตอร์
เด็กฝึกที่ทั้งมีคุณธรรมและฝีมือยอดเยี่ยมแบบนี้ หาได้ยากยิ่งกว่าหมีแพนด้าเสียอีก!
ในสายตาของคนส่วนใหญ่ สตรีทแดนซ์ก็คือ "ยิมนาสติกเสรี" ที่มีจังหวะ ตราบใดที่ท่ายาก ความเจ๋งก็บังเกิด
แต่ในความเป็นจริง ท่าเต้นเดียวกัน หากแสดงโดยนักเต้นทั่วไปกับนักเต้นระดับมาสเตอร์ จะสร้างแรงกระแทกทางอารมณ์ให้ผู้ชมได้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ยกตัวอย่างการเต้นของโม่กู่เมื่อครู่ การแสดงสั้นๆ เพียง 40 วินาที เขาไม่มีการหยุดชะงักที่เปล่าประโยชน์เลยแม้แต่น้อย ทุกการเคลื่อนไหวลงจังหวะดนตรีพอดิบพอดี กระชับและทรงพลัง ทุกท่วงท่าเต็มไปด้วยความรู้สึกทางศิลปะและความพริ้วไหว
เหลียงหัวกล้าเอาชื่อเสียงในอาชีพการงานของตัวเองเป็นประกันว่า ถ้าให้โม่กู่เต้นซ้ำอีกครั้ง เขาก็จะสามารถทำการแสดงทั้งหมดให้จบลงในช่วงเวลา 40 วินาทีที่สมบูรณ์แบบนั้นได้อีกครั้ง โดยไม่ผิดเพี้ยนไปแม้แต่นิดเดียว
"ไม่ต้องดูที่เหลือแล้ว แค่ระดับการเต้นของเธอ ฉันให้เธอผ่านเลย"
"ขอบคุณครับอาจารย์!" โม่กู่รีบโค้งคำนับให้คณะกรรมการ เขายังใช้ฝีมือไปไม่ถึงครึ่งหนึ่งด้วยซ้ำ
นี่มันแค่การออดิชั่นรอบแรกที่ธรรมดามากๆ ต่อให้เป็นฝีมือที่เขาเพิ่งแสดงออกไปเมื่อกี้ ก็อาจจะกลายเป็น "ขี่ช้างจับตั๊กแตน" —— ใช้ความสามารถเกินความจำเป็นไปแล้ว
"เฒ่าเหลียง พูดเร็วไปหรือเปล่า? ลองฟังระดับการร้องเพลงของเด็กคนนี้ก่อน แล้วค่อยตัดสินใจเป็นไง?"
ในตอนนั้นเอง กรรมการที่นั่งอยู่ทางขวามือของอู๋เฉิงเฟิงก็เลิกเงียบในที่สุด
โม่กู่เงยหน้าขึ้นมอง โห นี่มัน "คนคุ้นเคย" อย่างลุงของเว่ยอี้เฟิง "เว่ยเสียง" นี่นา?
เหลียงหัวได้ยินก็ไม่พอใจทันที อู๋เฉิงเฟิงเขไม่กล้าหือด้วย แต่แค่ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการของบริษัทบันเทิงขนาดกลางคนหนึ่ง เขายังจะสู้ไม่ได้อีกเหรอ เขาตอกกลับไปทันที: "แค่ระดับการเต้นของเขา ต่อให้ร้องเพลงไม่เป็นแล้วจะทำไม?"
"แกก็ลองฟังดูก่อนสิ ไม่แน่อาจจะมี 'เซอร์ไพรส์' ก็ได้นะ?"
"งั้นแกจะพนันกับฉันไหมล่ะ? ไม่ต้องพูดถึงแค่ออดิชั่นรอบแรกนี่หรอก 12 ที่นั่งสุดท้ายที่ได้เข้ารอบ จะต้องมีเขาคนหนึ่งแน่นอน"
"เหอะๆ"
เว่ยเสียงหัวเราะเบาๆ ไม่กลัวว่าจะไปล่วงเกินรองผู้กำกับฝ่ายคัดเลือกคนนี้ เขากำลังจะอ้าปากพูด แต่อู๋เฉิงเฟิงก็ยกมือขึ้นห้ามการโต้เถียงของทั้งคู่ไว้ก่อน
เขาขยับแว่นตา แล้วพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า: "งั้นก็ลองร้องสดมาสักท่อนสิ"
โม่กู่พยักหน้า รับไมโครโฟนที่ทีมงานยื่นให้ เขากระแอมเล็กน้อย แล้วเริ่มร้อง:
"สายลมพัดผ่านเส้นผมของฉัน"
"ตากฝนยืนอยู่ใต้ตึกบ้านเธอ"
"รีบร้อนกดโทรศัพท์โทรหาเธอ"
"ตลอดฤดูร้อน ทุกภาพความทรงจำที่มีเธอ"
...
"รอคอยการปรากฏตัวของเธอ"
"ฉันรักเธอรักรักรักไม่หมดใจ"
เทคนิคการร้องของเขาทั้งชำนาญและลื่นไหล ราวกับกำลังเล่าเรื่องราวที่น่าประทับใจได้อย่างสบายๆ อารมณ์ที่ขึ้นลงสอดแทรกอยู่ในเนื้อเพลงทุกคำ ทำให้ผู้ฟังรู้สึกคล้อยตามราวกับได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์
พอร้องจบท่อนฮุกแรก โม่กู่ก็หยุด
เหลียงหัว กองอวยมืออาชีพ ปรบมือ "แปะๆ" อีกครั้ง เดิมทีเขาคิดว่าการร้องเพลงของโม่กู่คงจะอยู่ในระดับธรรมดาทั่วไป เพราะด้วยอายุเท่านี้ จะเอาเวลาที่ไหนไปฝึกทั้งการเต้น การร้อง และบุคลิกภาพ ให้ขึ้นสู่ระดับสุดยอดพร้อมกันได้
แต่ที่ทำให้เขาประหลาดใจก็คือ ทักษะการร้องเพลงของโม่กู่ อยู่ในระดับนักร้องมืออาชีพเลยทีเดียว นี่ถือเป็นข้อได้เปรียบที่เหนือกว่าเด็กฝึกคนอื่นอย่างมหาศาล
"ฉันว่าแล้วว่าทำไมแกถึงต้องดึงดันให้เขาร้องเพลงให้ได้ ที่แท้ก็เป็นเซอร์ไพรส์จริงๆ นี่เอง! สารภาพมาซะดีๆ รู้อยู่แล้วใช่ไหมว่าเขาร้องเพลงเก่ง?"
เหลียงหัวที่กำลังตื่นเต้น ทำหน้าประมาณว่า "ไอ้หนุ่มนี่" พลางมองไปทางเว่ยเสียง
เว่ยเสียงที่คิดจะกดโม่กู่ แต่กลับโดนเหลียงหัวที่คิดไปไกลมโนไปเองต้อนซะจนมุม ก็ได้แต่หัวเราะแห้งๆ
"อืม โม่กู่เคยอยู่บริษัทผมมาก่อน"
เขาแกล้งทำเป็นว่ามองโม่กู่อย่างชื่นชม แต่ในใจกลับสับสนวุ่นวายไปหมด
"ไอ้บ้าเอ๊ย! ไอ้เด็กเวรนี่มันป่วยไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงหายเร็วขนาดนี้ แถมยังร้องเพลงเก่งขึ้นอีก? มันโกงหรือเปล่าวะ?"
"ระดับการร้องเพลงถือว่าไม่เลวเลย โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเด็กรุ่นเดียวกับเธอ ถือว่าโดดเด่นมาก" รอจนทั้งสองคนพูดจบ อู๋เฉิงเฟิงก็เริ่มวิจารณ์ "เพลงที่เลือกมาก็ดีมาก แต่งเองสินะ? ฟังออกเลยว่าเธอใส่ความรู้สึกที่แท้จริงลงไปในเสียงเพลง รักษามันไว้ล่ะ"
"ผ่านๆๆ เข้ารอบต่อไปได้เลย"
เว่ยเสียงรีบชิงพูด เขาไม่อยากทนเห็นหน้าโม่กู่อีกต่อไปแล้วจริงๆ
"เดี๋ยวก่อน"
นิ้วของอู๋เฉิงเฟิงลูบไปที่คางอย่างไม่รู้ตัว นี่เป็นท่าทางติดตัวเวลาที่เขาใช้ความคิดอย่างลึกซึ้ง
เขาใช้ปากกาเคาะโต๊ะเบาๆ สองสามครั้ง ก่อนจะโยนปากกาลงบนโต๊ะ แล้วพูดกับโม่กู่ด้วยสีหน้าจริงจังว่า: "รอบหน้าเธอไม่ต้องมาแล้ว"
"หา?"
โม่กู่ใจหายวาบ เขากำลังสงสัยว่าทำไมเมื่อกี้ยังดีๆ อยู่เลย แล้วจู่ๆ ถึงมากลับลำเอาตอนนี้ ก็ได้ยินเขาพูดต่อว่า
"ฉันจะใช้บัตรอภิสิทธิ์ ยินดีด้วย เธอได้ข้ามการออดิชั่นรอบที่สอง ไปเข้าสู่การแข่งขันรอบคัดเลือกจริงเลย"
เว่ยเสียงที่กำลังวางแผนว่าพอกลับบ้านไปแล้วจะเปิดแชมเปญฉลอง ถึงกับหน้าแตกยับในทันที เขาได้แต่ตะโกนด่าในใจ "พี่ใหญ่ครับ ถ้าไม่พูดเว้นวรรคหายใจยาวยาวเนี่ย จะพูดไม่เป็นใช่ไหม?"
โม่กู่ที่เพิ่งเจอเรื่องพลิกผันไปมาถึงสองครั้งในเวลาสั้นๆ ก็มีสีหน้าไม่ต่างกัน โชคดีที่ผลลัพธ์มันออกมาดีเกินคาด เขาเลยทำใจยอมรับได้ —— ต่อจากนี้เขาก็จะมีเวลาเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันรอบคัดเลือกจริงมากขึ้นแล้ว
"ยินดีด้วยนะโม่กู่!"
เหลียงหัวได้สติกลับมาคนแรก ลุกขึ้นยืนปรบมือ
ในตอนนั้นเอง เว่ยเสียงที่เพิ่งจะหายอึ้ง ก็เตือนอู๋เฉิงเฟิงว่า: "อาจารย์อู๋ครับ คุณเหลือบัตรอภิสิทธิ์อีกแค่ใบเดียวนะครับ!"
การออดิชั่นทั้งสามเขต มีกรรมการทั้งหมด 6 กลุ่ม รวมบัตรอภิสิทธิ์ทั้งหมด 18 ใบ โดยทั้งหมดจะอยู่ภายใต้การจัดการของกรรมการหลักของแต่ละกลุ่ม
เห็นได้ชัดว่า กลุ่ม A ของอู๋เฉิงเฟิงใช้บัตรอภิสิทธิ์ไปแล้วสองใบ
"ตอนนี้ผมเริ่มรู้สึกเสียดายขึ้นมาหน่อยๆ แล้วล่ะ" เมื่อได้ยินเว่ยเสียงเตือน อู๋เฉิงเฟิงก็ส่ายหัวไปมา
"นั่นสิครับ! ออดิชั่นรอบแรกยังเหลืออีกตั้งห้าวัน ถ้าเกิดมีผู้เข้าแข่งขันเก่งๆ โผล่มาทีหลัง พวกเราจะทำยังไงล่ะครับ?"
"ผมไม่ได้เสียดายบัตรใบนี้ ผมเสียดายสองใบก่อนหน้านี้ที่ให้เร็วเกินไปต่างหาก! เมื่อเทียบกับโม่กู่คนนี้แล้ว สู้ผมเอาบัตรทั้งสามใบให้เขายังจะดีซะกว่า!"
อู๋เฉิงเฟิงถอนหายใจ แล้วหันไปพูดกับโม่กู่อย่างจริงจัง: "หวังว่าในรอบการแข่งขันจริง จะได้ฟังเพลงนี้เวอร์ชันเต็มนะ"
"..." เว่ยเสียงถึงกับไปไม่เป็น โดนอู๋เฉิงเฟิงเล่นงานซะอยู่หมัด นี่พี่ใหญ่คิดว่าบัตรใบเดียวยังไม่พอ ต้องให้ทั้งสามใบเลยใช่ไหม?
"โอ้โห อาจารย์อู๋ครับ นี่มันช่างสายตาเฉียบแหลมจริงๆ ถึงเวลานั้นพอโม่กู่ได้เดบิวต์ พวกเราก็เอาคลิปนี้ไปเปิด รับรองว่าผู้ชมต้องชื่นชมอาจารย์กันยกใหญ่แน่!"
เมื่อได้ยินว่าความคิดเห็นของอู๋เฉิงเฟิงตรงกับตัวเองอย่างมาก เหลียงหัวลูกคู่มือหนึ่งก็รีบเสริมทันที
ใบหน้าของเว่ยเสียงเต็มไปด้วยความรู้สึก "สิ้นหวังในชีวิต" ทำได้เพียงพยักหน้าเห็นด้วย
"จริงสิ ฉันสงสัยอยู่อย่างหนึ่งนะ ผู้เข้าแข่งขันโม่กู่ ฝีมือระดับเธอ ทำไมถึงต้องมาเข้ารายการออดิชั่นไอดอล มาเป็นไอดอลด้วย?" ก่อนที่โม่กู่จะจากไป อู๋เฉิงเฟิงก็ถามคำถามที่ทำให้เขาสงสัยมาตลอด
"《ไอดอล ฟรอนต์ไลน์》 เป็นโอกาสเดียวในการเดบิวต์ที่ผมหาได้ในช่วงนี้ครับ ผมไม่มีบริษัท นอกจากรายการวาไรตี้ที่คนธรรมดาสมัครได้ ก็ไม่มีวิธีอื่นที่จะสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองได้เร็วๆ แล้ว"
โม่กู่ตอบถึงจุดประสงค์ของตัวเองอย่างตรงไปตรงมาก่อน จากนั้นก็เปลี่ยนเรื่อง:
"อีกอย่าง ไอดอลที่ผมอยากจะเป็น ไม่ใช่ไอดอลแบบที่กำลังฮิตกันในปัจจุบัน ที่ทำงานในวงการบันเทิง อาศัยการโชว์เสน่ห์เพื่อให้คนมาคลั่งไคล้ แต่เป็นไอดอลในความหมายดั้งเดิม ที่ผู้คนชื่นชมเพราะสามารถทำในสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เขาหยุดไปสองวินาที แล้วอธิบายต่อ:
"ผมหวังว่า ไม่ว่าจะเป็นการเต้นที่ผมเต้น หรือเพลงที่ผมร้อง จะสามารถทำให้แฟนๆ ของผมพูดออกมาจากใจได้อย่างจริงใจว่า 'ถ้าเป็นฉัน ฉันทำไม่ได้จริงๆ' แล้วก็จะสามารถนำพาพวกเขา ให้กลายเป็นคนที่ดีขึ้นได้
"ไอดอลคือการอยู่เคียงข้างกัน เราควรจะเติบโตไปด้วยกัน และเปล่งประกายในแบบของตัวเอง"
หลังจากได้พูดสิ่งที่อยู่ในใจออกไป ในที่สุดโม่กู่ก็ได้ไปเสียที
เขาโค้งคำนับลาอาจารย์ทั้งสามคน แล้วเดินตามทีมงานหญิงอีกคนไปยังออฟฟิศอีกห้องหนึ่ง เขาต้องไปเซ็นสัญญาพื้นฐานกับทางรายการก่อน เช่น สัญญาปกป้องความลับ และอื่นๆ
จากนั้นก็ต้องถ่ายทำฟุตเทจเพิ่มเติมกับทีมงาน เพื่อใช้ในส่วนแนะนำตัวผู้เข้าแข่งขันก่อนการแข่งขันจริงในอีก 1 เดือนข้างหน้า และถ้าเขาโชคดีพอ ก็อาจจะได้ไปอยู่ในทีเซอร์โปรโมตของรายการด้วย
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย โม่กู่ก็เดินกลับไปยังทางออกตามเส้นทางเดิมที่มา เขามองผ่านห้องพักผู้เข้าแข่งขัน ยังคงมีผู้เข้าแข่งขันรอคิวอยู่อีกมาก