เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11 : โปรแกรมฝึกพิเศษ

บทที่ 11 : โปรแกรมฝึกพิเศษ

บทที่ 11 : โปรแกรมฝึกพิเศษ


บทที่ 11 : โปรแกรมฝึกพิเศษ

 

“อย่ามายุ่งกับเขา” เสียงที่เฉียบขาดของอคาลาทำให้กิลเลนที่เหม่อลอยกลับมาได้สติ เธอไม่เคยแสดงอารมณ์รุนแรงให้เขาเห็นมาก่อนแต่ตอนนี้มันชัดเจนว่าเธอกำลังโกรธอยู่ และไม่ใช่ความโกรธแบบธรรมดาด้วย

 

“ทะ ทำไม ขะ ขยับไม่ได้” โอเวนกัดฟันพูดออกมาอยากลำบาก ทั่วร่างราวกับถูกโซ่ที่มองไม่เห็นพันธนาการเอาไว้จนขยับไม่ได้แม้แต่ปลายก้อย ไม่ใช่แค่ตัวเขาเท่านั้น ทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้นนอกจากกิลเลนและบากะอินุก็รู้สึกไม่ต่างกัน ราวกับว่ามีจิตคุกคามขนาดมหึมากำลังกดใส่พวกเขาจนเกือบจะแหลกคาพื้น

 

ความรู้สึกแบบนี้กิลเลนจินตนาการออกได้อย่างชัดเจน มันคือความรู้สึกแบบเดียวกับเหยื่อที่ถูกจ้องโดยนักล่าขนาดยักษ์ ความรู้สึกพ่ายแพ้อย่างสมบูรณ์แบบจนสมองสั่งให้ร่างกายหยุดทำงานเพื่อหลีกหนีความเจ็บปวด สิ่งที่ต่างออกไปมีเพียงแค่ทุกคนไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร แน่นอนว่าเพราะพวกเขาไม่เห็นอคาลานั่นเอง

 

...พอเถอะ…

 

เป็นแค่เสียงในความคิดของกิลเลน แต่เขารู้สึกได้ว่าเธอรับรู้ คลื่นความโกรธที่ราวกับพายุสีดำที่ปกคลุมทั้งห้องค่อย ๆ จางลงจนในที่สุดทุกคนนี้เริ่มขยับได้อีกครั้ง

 

“ทำอะไรกันน่ะ” เสียงราวกับเครื่องขยายเสียงของแมดเดอลีนดังลั่นห้องพร้อมกับการปรากฏตัวของเธอ ครูฝึกสาวมองดูสภาพรอบ ๆ แล้วก็รู้ได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นจึงรีบปรามทุกคน “มัวทำอะไรอยู่! ภารกิจจบแล้วทำไมไม่มาสรุปผล”

 

เสียงตวาดของแมดเดอลีนทำให้ฝูงชนต้องสลายตัวไป แต่กิลเลนรู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่มีทางจบลงง่าย ๆ สายตาแห่งความไม่ไว้ใจยังคงตรงมาที่เขาไม่เปลี่ยนแปลง เรื่องแบบนี้มันจะต้องเกิดขึ้นมาอีกในอนาคตไม่ช้าก็เร็ว

 

“นายเองก็อย่ามามัวยืนอ้อยอิ่ง” เธอตบบ่ากิลเลนและทำท่าเหมือนจะพูดอะไรต่อ แต่สุดท้ายก็เลือกจะกลืนคำพูดนั้นกลับไป

 

ที่ห้องสรุปผลภารกิจกิลเลน ไม่ได้มีสมาธิกับสิ่งที่แมดเดอลีนพูดแม้แต่น้อย ในหัวของเขายังวนเวียนอยู่แต่เรื่องของปีเตอร์และไอริส เสียงกรีดร้องของทั้งคู่ที่พยายามเอาชีวิตรอดในดงระเบิดพลีชีพยังดังก้องอยู่ในหัวราวกับเป็นสิ่งที่เขาเห็นอยู่ตรงหน้าในตอนนี้

 

“จะให้เราสั่งสอนพวกนี้อีกสักหน่อยก็ได้นะ” อคาลายังดูไม่หายหงุดหงิด “นายเสี่ยงชีวิตเพื่อคนพวกนี้ แล้วดูที่พวกเขาทำกับนายสิ”

 

กิลเลนไม่ได้ตอบ เขาได้แต่ส่งยิ้มเจื่อน ๆ ไปให้อคาลา อีกฝ่ายพอเห็นรอยยิ้มนั้นก็ได้แต่ถอนใจ

 

...อคติคนเรามันเปลี่ยนไม่ได้ง่าย ๆ หรอก… กิลเลนเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี เรื่องทำนองนี้ไม่ใช่ที่เพิ่งจะเกิดขึ้นกับเขาเป็นครั้งแรก แต่มันเป็นเกิดซ้ำซากวนเวียนในชีวิตของเขามาตลอด จนอาจจะเรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของเขาไปแล้วก็ได้

 

ภารกิจในวันนี้จบลงด้วยความเงียบเหงา ไม่มีเสียงโห่ร้องด้วยความยินดี ไม่มีงานเฉลิมฉลอง แม้แต่เนวิล ซีโรเซีย แมรี และ ควินซ์ที่เป็นแขกประจำก็ไม่ได้มาเยี่ยมเยือนห้องของกิลเลนอย่างทุกครั้ง

 

“มันช่วยไม่ได้แหละ ก็นายท่านดันไปเห็นเทียแมทจากในฝัน จะไปอธิบายให้คนอื่นเชื่อได้ยังไงล่ะเจ้าคะ” โฮโลแกรมของอินุจิโยะที่ซ่อนตัวมาตลอดเพราะกิลเลนไม่อยากให้คนอื่นตกใจปรากฏตัวขึ้นทันทีที่พวกเขาอยู่กันสองต่อสอง

 

กิลเลนมองอินุจิโยะและบากะอินุแล้วก็ถึงกับขมวดคิ้วเป็นเลขแปด

 

“เดี๋ยวสิ เธอ… ไม่สิ บากะอินุก็ฝันเห็นเจ้าเทียแมทด้วยเรอะ”

 

“เคยบอกไปแล้วนี่ ว่านายน่ะมีสัมผัสพิเศษที่สื่อกับแวนเดียร์ได้ดีกว่าคนทั่วไป” อคาลาที่โผล่ออกมากะทันหันอธิบายแทน “บางครั้งที่ดิกนิตีเข้าใกล้แวนเดียร์ที่ทรงพลัง จิตของแวนเดียร์ตนนั้นก็จะปรากฏรูปร่างขึ้นในรูปแบบความฝัน”

 

“เทียแมทที่เห็นในฝัน… คือคลื่นสมองของเทียแมทตัวจริงงั้นเหรอ แบบนี้นี่เอง”

 

“งั้นก็เยี่ยมไปเลยสินะเจ้าคะ เท่ากับว่านายท่านจะได้ต่อสู้กับแวนเดียร์ระดับบอสก่อนที่จะได้เจอตัวจริง” อินุจิโยะกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ

 

“มันไม่ใช่แค่นั้นหรอก…” อคาลาขัดขึ้นด้วยเสียงเครียด “นี่เป็นการต่อสู้กันในจิต มันมีความเป็นไปได้ที่จะมีผลกระทบทางอ้อมมาถึงร่างของนายด้วย ทุกครั้งที่ถูกฆ่าในโลกนั้น จำเอาไว้ว่าชีวิตของนายกำลังหดสั้นลง”

 

“ถ้าตายในนั้นหลาย ๆ ครั้ง ก็อาจจะตายจริง… เธอกำลังจะบอกแบบนั้นสินะ” กิลเลนสีหน้าแย่ลงกว่าเดิมเมื่อนึกถึงฝันคราวก่อนที่ถูกเทียแมทเล่นงานไปหลายครั้ง นี่เขาอายุสั้นลงไปเท่าไหร่กันแล้วเนี่ย

 

“นั่นแค่กรณีที่ไม่เลวร้ายนะ ถ้าจิตของนายกับแวนเดียร์นั้นเชื่อมต่อกันรุนแรงเกินไป บางทีการตายในโลกนั้นแค่ครั้งเดียวก็อาจจะเกินพอแล้ว”

 

กิลเลนอยากจะเชื่อว่าอคาลาแค่ล้อเขาเล่นแต่น้ำเสียงของเธอนั้นทั้งดูจริงจังและเต็มไปด้วยความกังวล มันทำให้เขารู้สึกไม่ดีเลย

 

“แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นโอกาสเช่นกัน ถ้าเราหาจุดอ่อนของมันเจอระหว่างที่เชื่อมต่อจิตกัน มันจะต้องช่วยลดโอกาสที่ใครบางคนต้องมาสละชีวิตแบบในวันนี้อย่างแน่นอน”

 

“นายท่าน…”

 

“นายยอมเสี่ยงชีวิต แม้ว่าสุดท้ายพวกนั้นอาจจะไม่รู้สึกขอบคุณน่ะเหรอ”

 

“ก็ไม่ได้ทำเพราะหวังจะให้ใครมาขอบคุณสักหน่อยนี่” กิลเลนตอบไปซื่อ ๆ

 

“เอาเถอะ ถ้าตัดสินใจได้แบบนั้น เราก็จะช่วยก็แล้วกัน อย่างน้อยมีเรากับบากะอินุอยู่ในฝันก็น่าจะดีกว่าสู้คนเดียว”

 

“ขอบคุณนะ ว่าแต่… นี่เธอไม่คิดจะบอกเหรอว่าตัวเองคือใคร”

 

“เราก็แค่เพื่อนที่หวังดีคนหนึ่ง” อคาลากล่าวพร้อมกับรอยยิ้มที่ทำให้กิลเลนรู้สึกหัวใจพองโต

 

ในคืนนั้น ขณะที่ทุกคนกำลังหลับสนิท การต่อสู้ระหว่างกิลเลนและเทียแมทก็เริ่มขึ้นอีกครั้งโดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้นอกจากบากะอินุและอคาลาที่เป็นกำลังสำคัญในการต่อสู้ด้วย

 

“แกทำได้แสบนักเจ้ามนุษย์ ข้าจะตามไปฆ่าพวกแกให้หมด” เทียแมทคำรามดังจนกิลเลนต้องยกมือขึ้นมาอุดหูทั้งสองข้าง น่าตลกที่เขาดันเข้าใจเสียงแหลมสูงนั้นว่ามันพยายามบอกอะไร

 

“แผลลึกขนาดนั้น นึกว่าตาจะบอดไปแล้วซะอีก รึเพราะว่านี่มันเป็นฝันกันนะ”

 

“จากข้อมูลที่ได้มา แวนเดียร์มีพลังฟื้นตัวสูงมากเจ้าค่ะ มีหลายชนิดที่แม้สูญเสียอวัยวะไปก็งอกกลับคืนมาเหมือนเดิมภายในไม่กี่ชั่วโมง” อินุจิโยะชี้แจงโดยอิงจากข้อมูลที่เธอคัดลอกมาจากฐานข้อมูลกลางของดิกนิตี

 

“เอาเถอะ ก็ไม่ได้หวังว่าแค่นั้นจะทำอะไรมันได้อยู่แล้วล่ะนะ” กิลเลนควงพลาสมาสเปียร์ขณะที่เดินเข้าไปใกล้แวนเดียร์ร่างยักษ์

 

แซดดดดด

 

นั่นคือเสียงที่เกิดขึ้นหลังจากที่ดวงตาของมันเรืองแสงสีแดงเข้ม และในเสี้ยววินาทีต่อมาจึงปลดปล่อยพลังงานเข้มข้นออกมา แสงสีแดงที่ลากผ่านจากซ้ายไปขวาตัดผ่านวัตถุทุกชนิดที่สัมผัสและแยกมันขาดออกจากดันราวกับถูกใบมีดที่คมกริบหั่นอย่างประณีต

 

“ต้องหาจุดอ่อนมันให้ได้”

 

ฉับบบ

 

“เอ๋!!!”

 

ภาพตรงหน้าของกิลเลนแปลกออกไป เขากำลังเงยขึ้นมองท้องฟ้าโดยไม่ได้เกี่ยวกับความตั้งใจของตน เมื่อพยายามมองหาว่าเกิดอะไรขึ้น ภาพสุดท้ายที่เห็นคือครึ่งร่างของเขาที่ถูกตัดออกตามแนวขวาง

 

กิลเลนสะดุ้งลุกขึ้นนั่งในสภาพที่เหงื่อแตกจนชุ่มไปทั้งร่าง เขาพบว่าตัวเองยังอยู่บนเตียงรูปร่างแคปซูลตัวเดิมในห้องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ โดยมีบากะอินุและอคาลานอนเฝ้าอยู่ไม่ห่าง

 

อั่กกกกก

 

ความรู้สึกเจ็บปวดจนแทบสิ้นสติปรากฏขึ้นฉับพลัน เป็นความรู้สึกราวกับถูกของมีคมกรีดตัดร่างจนขาดออกจากกัน นี่คือสิ่งที่อคาลาเตือนเขา ความฝันนี้ไม่เหมือนกับการต่อสู้ให้ห้องเสมือนจริง แม้ว่าจะตื่นแล้วแต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับจิตใจยังส่งผลอยู่

 

เสียงร้องของกิลเลนปลุกหนึ่งสาวหนึ่งสุนัขให้ตื่นขึ้นจากการหลับใหล บากะอินุลุกขึ้นมาเกาหูของมันอย่างไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ส่วนอคาลาก็มองกิลเลนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วง

 

“ต้องหาจุดอ่อนมันให้ได้” กิลเลนยังคงย้ำประโยคเดิม “ครั้งหน้าที่เจอมัน ต้องไม่ให้ใครตายอีก”

 

“แต่แบบนี้นายอาจจะเป็นคนที่ต้องตายก่อนก็ได้นะ”

 

“...” กิลเลนไม่ได้ตอบอะไร เขารู้เรื่องนี้ดีกว่าใคร ความเจ็บจนแทบจะขาดใจที่ยังฝังอยู่บนอกคือหลักฐานอย่างดี บางทีเขาอาจจะทนรับมันได้อีกไม่กี่ครั้ง หรือถ้าโชคร้ายล่ะก็ ครั้งต่อไปมันอาจจะหมายถึงชีวิตเขาเลยก็ได้

 

แต่กิลเลนก็เลือกที่จะเสี่ยง

 

“ไม่หรอก มันไม่ตายกันง่าย ๆ แบบนั้นหรอก” เขาพยายามบอกตัวเองแบบนั้น

 

อคาลานั่งลงข้าง ๆ กิลเลนที่หลับไปเพราะความเหนื่อยล้า เธอปัดผมที่ตกลงมาปิดใบหน้าของเขาและมองใบหน้ายามหลับด้วยใบหน้านิ่งเรียบก่อนจะกระซิบ

 

“แบบนี้นายจะตาย ไม่ช้าก็เร็ว…”

 

ค่ำคืนแห่งความทรมานผ่านไปอย่างช้า ๆ

เช้าในวันถัดมา กิลเลนตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกอ่อนล้า ร่างกายที่ควรจะได้รับการเยียวยาจากเตียงฟื้นสภาพกลับรู้สึกหนักอึ้งราวกับถูกล่ามมัดไว้ด้วยเส็นลวดนับร้อยนับพัน มันคงเป็นความรู้สึกที่ผสมกันระหว่างการได้รับความเสียหายทางจิตและความรู้สึกรับผิดชอบที่เขาเอามาแบกรับไว้อยู่คนเดียว

 

“ไอ้ฆาตกร” เสียงแว่วดังลอยมาจากกลุ่มคนที่รวมตัวกันในห้องอาหาร กิลเลนพยายามไม่ใส่ใจกับมันและตั้งหน้าตั้งตาจัดการกับอาหารเช้าที่อยู่ตรงหน้าจนกระทั่งเงา ๆ หนึ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้า

 

“ฉันเชื่อคุณนะ” เสียงหวาน ๆ นี้คือพีโอเนียนั่นเอง เธอมายืนอยู่ข้างหน้าของกิลเลน สีหน้าเหมือนเกือบจะร้องไห้ ไม่สิ... จากขอบตาคล้ำ ๆ นั้น เมื่อคืนเธอคงผ่านการร้องไห้มาไม่น้อยเลย

 

“ถึงจะไม่รู้ว่าคุณรู้จักเทียแมทได้ยังไงก็เถอะ แต่กิลเลนที่ฉันรู้จักจะเสี่ยงชีวิตอยู่เบื้องหน้าคนอื่นอยู่เสมอ คนแบบนั้นไม่มีทางทรยศพวกเราแน่” เธอเค้นคำพูดออกมา สายตาที่ส่งมาให้กิลเลนเปี่ยมล้นไปด้วยความเชื่อใจ

 

“พีโอเนีย…” กิลเลนก็เกือบจะบ่อน้ำตาแตกเช่นกัน โลกมันไม่ได้ไร้ความยุติธรรมอย่างที่เคยคิดสักหน่อย อย่างน้อยก็เธอคนนี้ที่ยังเห็นตัวตนของเขา

 

โอ้ย…. นี่… เจ็บนะ

 

จัสตินที่ไม่รู้ว่ายืนฟังอยู่นานแค่ไหนเข้ามาคว้าแขนพีโอเนียและฉุดกระชากดึงตัวเธอออกไป “คุณควรจะละอายนะ” เขาว่าเสียงดังใส่กิลเลน มันดังจนเกือบจะกลายเป็นการตะโกน

 

“การมายุ่งกับคาตาลิสต์ของคนอื่นมันเสียมารยาทไม่ใช่รึไง” จัสตินจ้องกิลเลนอย่างเอาเรื่อง ในขณะที่มือของเขาก็ยังออกแรงบีบแขนของพีโอเนียโดยไม่ได้กลัวว่าเธอจะเจ็บเลย

 

กิลเลนรู้สึกฉุนที่จัสตินทำรุนแรงกับพีโอเนียแต่ก็พยายามระงับอารมณ์ไว้ ยิ่งเขาออกตัวแรงมากเท่าไหร่เธอก็ยิ่งถูกจัสตินเข้าใจผิดมากขึ้นเท่านั้น ที่เขาทำได้ในตอนนี้มีเพียงการทนไม่ตอบโต้ออกไปไม่แม้แต่พยายามจะแก้ตัวเพราะเชื่อว่ามันยิ่งทำให้ทุกอย่างเลวร้ายกว่าเดิม

 

หลังจากมื้อเช้าที่เต็มไปด้วยบรรยากาศน่าอึดอัด กิลเลนและบากะอินุก็มุ่งตรงไปยังห้องเก็บข้อมูลของดิกนิตีตามคำแนะนำของอคาลา เธอได้เสนอวิธีหนึ่งที่น่าจะช่วยลดความเสี่ยงจากการต้องสู้กับเทียแมทในความฝัน นั่นคือการถ่ายโอนข้อมูลจากความทรงจำของเขาและบากะอินุเพื่อสร้างโปรแกรมจำลองการต่อสู้ขึ้นมา

 

“มันอาจจะไม่สามารถดึงความสามารถที่แท้จริงของเทียแมทออกมาทั้งหมด แต่อย่างน้อยนายและบากะอินุก็จะได้ไม่ต้องเสี่ยงตายในความฝัน” นั่นคือสิ่งที่อคาลาบอกกับเขา

 

ข้อมูลต่าง ๆ ถูกดูดออกไปจากหัวของทั้งคู่ มันคือภาพของมังกรตัวใหญ่สีดำที่มีขนาดใหญ่เสียยิ่งกว่านิดฮอก พละกำลัง ความเร็ว ความแม่นยำ อาวุธต่าง ๆ ทุกสิ่งที่ล้วนอยู่ในประสบการณ์ของกิลเลนและบากะอินุถูกดึงไปประมวลผลและสร้างออกมาเป็นภารกิจพิเศษ

 

“ดูเหมือนว่าการต่อสู้กับมันคราวก่อนก็เก็บข้อมูลไว้ได้พอสมควรเจ้าค่ะ แบบนี้น่าจะใช้เวลาไม่นานก็เสร็จ”

 

กิลเลนทำท่าครุ่นคิดอะไรบางอย่าง จากนั้นเขาก็กระซิบกับอินุจิโยะ

 

“มันก็น่าจะทำได้อยู่หรอกเจ้าค่ะ แต่ว่ามันจะดีเหรอเจ้าคะ”

 

“ฝากด้วยนะ ไอ้นี่น่าจะช่วยให้พัฒนาเร็วขึ้นเป็นเท่าตัวเลย”

 

ที่ห้องจำลองการต่อสู้

กิลเลนกำลังยืนหันหน้าให้กับหน้าผา เบื้องหลังของเขามีเสียงฝีเท้าของคนสองคนดังขึ้น เขาหันกลับไปมองแต่แสงของดวงอาทิตย์ที่มาจากเบื้องหลังของทั้งคู่ทำให้เห็นหน้าคนเหล่านี้ไม่ชัด

 

“หมอนี่ต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ” ชายที่มองไม่เห็นหน้าคนแรกพูด เขาอยู่ในชุดออกรบสีดำแบบเดียวกับกิลเลนและยังถือพลาสมาสเปียร์เหมือนกันอีกด้วย

 

“เอาอะไรมาคิดฟระ ว่าหนึ่งต่อสองจะชนะได้” ชายคนที่สองพูดบ้าง เขาเองก็มีรูปร่างลักษณะเหมือนชายคนแรกไม่ผิดเพี้ยน แม้แต่อาวุธก็ยังหน้าตาเหมือนกัน

 

กิลเลนยิ้มแหย ๆ ให้กับทั้งคู่ ก่อนที่จะตั้งท่าเตรียมพร้อมต่อสู้ มือกำพลาสมาสเปียร์ที่เพิ่งอัพเกรดมาไว้แน่น ส่วนมืออีกข้างก็ยื่อออกไปข้างหน้าเพื่อรักษาระยะห่าง “ขอโทษทีนะ ถ้าอยากจะเก่งขึ้นให้เร็วขึ้น วิธีนี้น่ะแหละเยี่ยมที่สุดแล้ว”

 

ชายสองคนที่หน้าเหมือนกับเขาหันหน้ามองกันอย่างละเหี่ยใจ

 

“นี่ตัวตนแบบตูงี่เง่าขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย” ทั้งสองพูดออกมาพร้อมกัน

 

"เอาเถอะ ได้กระทืบตัวเองก็อาจจะน่าสนุกดีนะ"

 

"รุมกระทืบ" กิลเลนอีกคนแสยะยิ้ม

 

จากนั้นพริบตาต่อมากิลเลนก็กระโจนออกไป พลาสมาสเปียร์ถูกสะบัดออกไปด้วยความเร็วที่เหลือเชื่อแต่กิลเลนหนึ่งในฝ่ายตั้งรับก็สกัดมันไว้ได้โดยง่าย ส่วนกิลเลนคนที่สามที่หายไปจากสายตาก็อ้อมไปข้างหลังของตัวจริงแล้ว

 

อคาลาและบากะอินุเฝ้ามองการต่อสู้นี้อยู่บนเนินเขาอีกลูกที่ห่างออกไป

 

"จงแข็งแกร่งขึ้น กิลเลน เพื่อตัวของนายเอง"

จบบทที่ บทที่ 11 : โปรแกรมฝึกพิเศษ

คัดลอกลิงก์แล้ว