เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 9 : หายนะจากฟากฟ้า

บทที่ 9 : หายนะจากฟากฟ้า

บทที่ 9 : หายนะจากฟากฟ้า


บทที่ 9 : หายนะจากฟากฟ้า

 

กิลเลน อคาลา และ อินุจิโยะ ยืนเรียงหน้ากระดานอยู่ริมขอบผาด้วยใจเต้นไม่เป็นส่ำ เสียงกระพือปีกแหวกอากาศดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ สิ่งนั้นยกตัวขึ้นสูง เผยให้เห็นร่างสีดำและปีกมโหฬาร

 

“เจ้านี่น่ะเหรอ เทียแมทที่เราต้องปราบ” กิลเลนในชุดอัศวินเกราะดำพูดขึ้น เขาอยู่ในชุดที่ดูแปลกตาแต่งต่างจากที่ได้รับมาจากดิกนิตี นี่ก็เป็นส่วนนึงของจินตนาการของเขาเช่นกัน

 

“ระวังตัวกันนะเจ้าคะ” อินุจิโยะเขยิบเข้ามายืนใกล้ ๆ กิลเลน ถึงเธอจะหวาดกลัวแต่ก็ยังยืนกรานจะสู้ไปพร้อมกับเขาและอคาลาที่ตั้งท่าพร้อมรบอยู่นานแล้ว

 

อคาลาในชุดนักสู้หญิงพุ่งออกไปโดยไม่รอให้เทียแมทมีโอกาสตั้งตัว

 

“เพลงหมัด ทลายขุนเขา” กำปั้นเล็ก ๆ แต่เปี่ยมไปด้วยจิตมุ่งมั่น เหวี่ยงออกไปกระแทกใบหน้าขนาดใหญ่ที่มีดวงตาดวงเดียวของเทียแมท หน้าของมันถูกดันออกไปเล็กน้อยแต่ดูเหมือนไม่ได้มีความเสียหายเลย

 

ทั้งที่ยังอยู่กลางอากาศอคาลาก็ยังโจมตีต่ออีกหลายหมัด ทุกครั้งล้วนเข้าเป้าอย่างเหมาะเจาะแต่ผลก็ไม่แตกต่างนัก จนเธอต้องดีดตัวถอยออกมาตั้งหลักกับพวกกิลเลน

 

“เจ้านี่ผิวมีส่วนผสมของแวนดาเรียมสูงกว่านิดฮอกหลายเท่า การโจมตีของฉันทำอะไรมันไม่ได้เลย”

 

แวนดาเรียมที่อคาลาพูดถึงเป็นสิ่งที่กิลเลนเพิ่งได้รู้จักไม่นานนี้ มันคือโลหะชนิดพิเศษที่แมดเดอลีนอ้างว่ามันเทียบเท่ากับกราฟีน สสารที่แข็งว่าเหล็กถึงสองร้อยเท่า โลหะพิเศษนี้ถูกพบว่าเป็นส่วนผสมในผิวและเกล็ดของแวนเดียร์ระดับสูง ยิ่งมีปริมาณสิ่งนี้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้การกำจัดแวนเดียร์ตนนั้นยากเย็นขึ้น

 

นอกจากร่างกายที่แข็งแกร่งแล้ว รูปร่างที่ใหญ่โตยิ่งกว่านิดฮอกก็เป็นสิ่งที่น่าหวาดหวั่นไม่แพ้กัน เจ้ามังกรดำที่มีลวดลายสีแดงเรืองแสงตัวนี้คือแวนเดียร์ที่ตัวใหญ่ที่สุดเท่าที่กิลเลนเคยเห็นมา

 

“ดรากอนสแลช!!” กิลเลนตวัดหอกออกไปด้วยความเร็วสูง เขาเคยเห็นท่าแบบนี้จากในนิยายและการ์ตูนอนิเมชั่นที่เคยดู จึงหวังว่าเมื่อทำตามจะบังเกิดคลื่นพลังพุ่งออกไปผ่าร่างของเทียแมทเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

 

...แน่นอนว่าไม่เป็นไปตามที่คิด…

 

“นายท่ายทำอะไรน่ะเจ้าคะ” อินุจิโยะร้องเสียงหลงเมื่อเห็นกิลเลนตะโกนท่าไม้ตายออกมาแต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

“เดี๋ยวสิเว้ย นี่มันฝันของตูนะ ทำไมใช้ท่าแบบนี้ไม่ได้ล่ะฟระ”

 

“อย่ามัวแต่ทำเป็นเล่นน่า คิดซะว่านี่ก็เหมือนฝึกในห้องเสมือนจริงนั่นแหละ สู้แบบที่เคยสู้แล้วก็เอาชนะให้ได้ก็พอ” อคาลาพูดจบก็หมุนแขนทั้งสองข้างวาดเป็นวงกลม

 

“พลังงง คลื่นนน วิญญาณ” เธอตะโกนพร้อมกับเหยียดแขนทั้งคู่ออกไป จากนั้นลูกพลังประหลาดก็ก่อตัวขึ้นระหว่างช่องว่างของมือทั้งสองข้าง

 

“พิฆาตตต” กระสุนที่เหมือนกับพายุสีน้ำเงินพุ่งออกไปแล้วกระแทกกับร่างของเทียแมทส่งผลให้กับกระเด็นถอยไปหลายช่วงตัว

 

“เดี๋ยวสิแม่คุณ!! เพิ่งจะบอกอยู่ตะกี้ว่าให้สู้แบบปกติ แล้วไอ้ยิงพลังขี้โม้เมื่อกี้มันอะไรกันฟระ”

 

“ขี้บ่นไปได้” อคาลาหันมาดุใส่ “นายคนเดียวต่างหากที่ต้องฝึก ตัวเราไม่ได้ต้องออกไปสู้จริง ๆ ซะหน่อย”

 

“มัลติโปรเทค!!” อินุจิโยะก็เอาบ้าง สิ่งที่หน้าตาคล้ายกับโล่ใส ๆ ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของแต่ละคน บ่งบอกว่าเวทมนตร์ของเธอสัมฤทธิ์ผล นี่คือเวทมนตร์สำหรับเพิ่มพลังป้องกันนั่นเอง

 

“เดี๋ยวสิเว้ย หล่อนคือบากะอินุไม่ใช่เรอะ เจ้าหมานั่นมันทำแบบนี้ได้ที่ไหนกันฟระ”

 

“ตะ... แต่ว่า”

 

“ถ้าฉันใช้พลังพิเศษไม่ได้ เธอก็ต้องใช้ไม่ได้ด้วยสิ ยัยหมาโง่”

 

“อินุจิโยะ ไม่ใช่แค่สุนัขนะเจ้าคะ นายท่านใจร้าย!!” พูดเสร็จเธอก็วิ่งร้องไห้ไปซบอกอคาลา

 

“โธ่… เด็กโง่ อย่าร้องนะ อีตานี่ไม่คู่ควรกับน้ำตาของผู้หญิงหรอก”

 

“พวกเธอสองคนกำลังแกล้งฉันอยู่ใช่รึเปล่าเนี่ย”

 

...นี่มันฝันของตูนะเว้ย มันต้องมีวิธีขี้โกงอะไรบ้างแหละ…

 

คิดได้แบบนั้น กิลเลนก็เลยลองปัด ๆ มือกลางอากาศและก็ต้องตกใจ สิ่งที่เขาเคยพยายามตอนอยู่ในดิกนิตี กลับมาสำเร็จในความฝันนี้ หน้าจอสีดำที่มีตัวอักษรสีขาวเป็นพรืดโผล่ขึ้นมากลางอากาศ

 

“เอาล่ะเว้ย เอาล่ะเว้ย หน้าจอสเตตัสโผล่ออกมาแล้ว ไหนดูหน่อยสิว่ามีอะไรที่มีประโยชน์บ้าง”

 

“ระดับพลังปราณ... ระดับแรกระดับอสูร ระดับที่สองระดับมังกร ระดับที่สามระดับเทพอสูร ระดับที่สี่...”

 

“เวรเอ้ย! นี่มันไม่ใช่หน้าจอสเตตัสนี่หว่า ไอ้นี่มันทิวทอเรียล แถมยังอธิบายอะไรเรื่อยเปี่อยเหมือนไลท์โนเวลอีกด้วย ตูจะอยากรู้ระดับพลังปราณบ้าบอนี่ไปทำไมฟะ ใช้ก็ใช้ไม่ได้”

 

ควับบบ

 

"เหวออออ" กิลเลนก้มหลบการบินโฉบเข้าใส่ของเทียแมทอย่างฉิวเฉียด ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาสนใจหน้าจอไร้ประโยชน์แล้ว เขาต้องสู้กับเทียแมทด้วยสิ่งที่เขามีอยู่ในมือ… ประสบการณ์

 

กิลเลนกระโจนเข้าใส่อย่างดุดัน ทั้งที่ตัวใหญ่กว่ามากแต่เทียแมทกลับเร็วกว่านิดฮอกเสียอีก กิลเลนหันมาใช้วิธีการเดิมด้วยการแทงซ้ำจนกว่าจะทะลุชั้นเกล็ดหนาของมัน แต่ด้วยความแข็งที่ยิ่งกว่าทำให้หอกของเขารับภาระหนักเกินไป

 

ชายหนุ่มคำนวณแล้วว่าเขาอาจจะต้องแทงซ้ำจุดเดิมมากกว่าตอนสู้กับนิดฮอกสองถึงสามเท่า สภาพในตอนนี้เขาไม่แน่ใจว่ายื้อไปได้ขนาดนั้นรึเปล่า เมื่อคิดได้เขาก็ตัดสินใจถอยออกมาก่อนเพื่อออมแรงสะสมกำลังเอาไว้

 

“พวกเธอสองคนช่วยถ่วงเวลาไว้หน่อย ขอพักสักนิด หลังจากนี้ค่อย...”

 

แซดดด

 

แสงสีแดงพุ่งเป็นเส้นตรงจากดวงตาเล็ก ๆ ของเทียแมท มันพุ่งทะลุกลางหน้าผากของกิลเลนพอดี ร่างของเขาค่อย ๆ หงายหลังล้มลงโดยไม่สามารถต่อต้านได้

 

“บ้าจริง เลเซอร์เหรอ” นั่นคือความคิดสุดท้ายก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลง

 

กิลเลนลืมตาตื่นขึ้นในห้องพักส่วนตัว โดยมีอคาลานอนเบียดอยู่ข้าง ๆ

 

“ฝันจริง ๆ แหละ เพราะเมื่อคืนดื่มไอ้นั่นเข้าไปรวดเดียว โชคดีหลับไปบนเตียงพื้นสภาพไม่งั้นตื่นมา เมาค้างแน่ ๆ”

 

...แต่ก็ตอนตายนี่รู้สึกอย่างกับเจ็บจริง ๆ แน่ะ ฝันบ้าอะไรเนี่ย…

 

วันนี้กิลเลนตัดสินใจจะพักผ่อน นอกจากวันนี้จะไม่มีภารกิจแล้วก็ยังเป็นวันปิดห้องจำลองการต่อสู้เพื่อซ่อมบำรุง เขาจึงใช้โอกาสนี้แวะห้องอื่น ๆ ของดิกนิตีที่ยังไม่มีโอกาสไปเยี่ยมเยือน

 

“ห้องพัฒนาอาวุธ” กิลเลนอ่านรายละเอียดบนหน้าจอโฮโลแกรมที่ทำหน้าที่เป็นแผนที่และอธิบายหน้าที่ของแต่ละห้องบนยาน

 

เมื่อเปิดเข้าไป หนึ่งชายหนุ่มและหนึ่งสุนัขก็พบว่าห้องนี้มีพื้นที่ขนาดเล็กสำหรับติดต่อกับหุ่นยนต์ที่ทำหน้าที่บริการ ส่วนพื้นที่ส่วนใหญ่ของห้องถูกแบ่งเอาไว้เพื่อใช้เป็นโรงงานผลิตขนาดย่อม ๆ

 

“มีอะไรให้รับใช้ครับ” หุ่นยนต์ที่มีเพียงหัวและลำตัวครึ่งบนทักทายกิลเลน เขาสังเกตว่าหุ่นตนนี้ช่วงล่างเชื่อมติดกับเก้าอี้ของเคาน์เตอร์รับรอง เขาเดาว่ามันคงไม่มีหน้าที่อื่นนอกจากให้ข้อมูลในการขาย

 

“อยากจะทำไอ้นี่ให้มันดีขึ้นน่ะ” กิลเลนยกพลาสมาสเปียร์วางบนเคาน์เตอร์

 

“จะเพิ่มความแข็งแรงหรือจะเพิ่มความจุของพลังพลาสมาครับ” หุ่นขายของตอบอย่างกระตือรือร้น

 

“เอาความทดทานก่อนก็แล้วกัน รู้สึกว่าช่วงหลังมานี่มันทนแรงปะทะหนัก ๆ ไม่ค่อยไหว”

 

“การเพิ่มความแข็งของพลาสมาสเปียร์จำเป็นต้องใช้แวนดาเรียมครับ แต่ตอนนี้เราเหลืออยู่ในคลังไม่พอ”

 

“งั้นเหรอ งั้นก็ต้องรอจนกว่าจะมีภารกิจใหม่เข้ามาสินะ งั้นก็เปลี่ยนแบตเตอรี่ก็แล้วกัน”

 

“แบตเตอรี่ขนาดเล็กแบบที่ใช้กับพลาสมาสเปียร์หมดพอดีครับ ก่อนหน้านี้เพิ่งมีผู้ถูกเลือกมาเหมาไป”

 

...ไม่มีอะไรสักอย่าง แล้วจะให้ตูเลือกทำซากอะไรตั้งแต่แรกฟระ…

 

“ตกลงมีอะไรขายหรืออัพเกรดได้บ้าง บอกมาเลยดีกว่า” กิลเลนเริ่มยัวะ เขารู้สึกว่าเดี๋ยวนี้นอกจากมนุษย์แล้ว ทั้งวิญญาณ ทั้งหมา ก็กวนประสาทเขามาตลอด นี่ยังจะมาเจอหุ่นยนต์อีก

 

“ถ้าจะเปลี่ยนปืนอัดอากาศของบากะอินุเป็นรุ่นใหม่ เรามีของอยู่ครับ”

 

“เออ เอาไอ้นั่นแหละ”

 

“โดรนเองก็มีรุ่นใหม่นะครับ เป็นรุ่นที่ภายโฮโลแกรมไว้หลอกล่อแวนเดียร์ได้”

 

“จัดมาเลย!”

 

“แล้วก็มีชิพปัญญาประดิษฐ์ รุ่นใหม่ล่าสุดด้วยนะครับ”

 

“เดี๋ยวก่อน ทำไมมีของแบบนั้นด้วย นั่นมันหมานะไม่ใช่หุ่นยนต์จะเอา เอไอ ไปทำไม”

 

“ก็เอาไว้เป็นโอเปอเรเตอร์ไงครับ เพื่อให้สื่อสารกับสัตว์เลี้ยงง่ายขึ้น แถมตอนที่คุณไม่อยู่ข้าง ๆ ก็ให้เอไอทำหน้าที่สั่งการสุนัขแทนได้ด้วย” ไม่พูดปากเปล่าหุ่นยนต์ขายของเปิดภาพวีดีโอตัวอย่างให้กิลเลนดู บนจอภาพที่อยู่ข้างหลังเป็นแมวติดเกราะลักษณะเดียวกับบากะอินุ

 

แมวในคลิปถูกส่งเข้าไปในทางวงกตที่อย่าว่าแต่แมวเลย ถึงเป็นกิลเลนก็คงหลงทางตั้งแต่ก้าวแรก ๆ ที่ย่างเข้าไป แต่แมวตัวนั้นกลับทำได้เพราะ โฮโลแกรมรูปร่างเหมือนหญิงสาวที่ปรากฏขึ้นคอยนำทาง

 

“เดี๋ยวสิเฮ้ย ทำออกมาให้เห็นเป็นภาพแบบนั้นได้เลยเหรอ”

 

“ได้แน่นอนครับ แต่ว่าอาจจะต้องเพิ่มเนื้อที่ของฮาร์ดดิสก์ เพิ่มแรม ชิพแสดงผล แล้วก็…”

 

“หยุดก่อน! คำถามสุดท้าย หน้าตาเอไอนี่ปรับแก้ได้รึเปล่า”

 

“ได้เหมือนที่จินตนาการเลยครับ แต่ว่าจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม...”

 

“จัดมา! ทั้งหมดนั่นแหละ”

 

“ฉุนเฉิน ฉุนเฉิน ผู้ถูกเลือกและคาตาลิสต์ทุกท่านกรุณามารวมตัวกันที่สะพานเรือค่ะ” เสียงจากสัญญาณเตือนดังไปทั่วทั้งยานขัดจังหวะการช็อปปิ้งอย่างสนุกสนานของกิลเลน

 

“อะไรอีกเนี่ย วันนี้ไม่มีภารกิจไม่ใช่เรอะ”

 

ทุกคนต่างทยอยรวมตัวกันที่สะพานเดินเรือตามคำสั่ง กิลเลนเป็นคนท้าย ๆ ที่มาถึงเพราะเขามัวแต่แวะระหว่างทางเพื่อซื้อขนมสุนัขให้กับบากะอินุ

 

แมดเดอลีนยืนตีหน้าเครียดและซุบซิบบางอย่างกับอาเบล จนกระทั่งผู้ถูกเลือกคนสุดท้ายมาถึง เธอจึงเริ่มประกาศ

 

“เมื่อครู่เราเพิ่งได้สัญญาณขอความช่วยเหลือจากเพรสทีจ”

 

เพรสทีจชื่อนี้กิลเลนเคยได้ยินมาก่อนจากเธอเอง มันเป็นยานคลาสเดียวกับดิกนิตีและเคยร่วมทำศึกด้วยกันกับดิกนิตีตั้งแต่ยุคผู้ถูกเลือกรุ่นก่อน ยานลำนี้คลาดกันกับดิกนิตีหลังจากเหตุการณ์หนึ่งและก็ติดต่อไม่ได้อีกเลย จนแมดเดอลีนเชื่อว่ามันถูกทำลายไปแล้ว

 

“ติดต่อไม่ได้มาเป็นปี ๆ แล้วก็โผล่ออกมาอีกพร้อมขอความช่วยเหลือ” แพทริคชี้ให้เห็นประเด็นซึ่งดูจากสีหน้าของแมดเดอลีนก็เดาได้ว่าเธอเองก็คิดแบบนั้น

 

“เหมือนกับดัก” โอเวนเปรยขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงัน ทุกคนคิดไม่แตกต่างจากเขา มันดูน่าสงสัย แต่พวกเขามีทางเลือกอื่นเหรอ ถ้านั่นคือมนุษย์ที่เหลือรอดแล้วกำลังต้องการความช่วยเหลือจริง ๆ ล่ะ

 

“ถึงจะเป็นกับดักแต่พวกเราก็ไม่มีทางเลือก” อาเบลเสริม

 

หลังจากนั้นก็มีการถกเถียงกันอีกเล็กน้อย ฝ่ายที่คิดว่ายังไงก็ควรจะเสี่ยงเข้าไปสำรวจดูก่อนกลายเป็นเสียงข้างมาก พวกเขาวางแผนจะใช้ยานสำรวจขนาดเล็กที่ไม่มีคนขับเข้าไปดูลาดเลาก่อน แต่ดูเหมือนสัญญาณรบกวนบางอย่างในบริเวณนั้นจะทำให้แผนนี้ต้องพับเก็บไป

 

ดิกนิตีเปลี่ยนทิศทางหันไปยังตำแหน่งสุดท้ายที่ได้รับสัญญาณจากเพรสทีจ ยานลำยักษ์พุ่งสู่เป้าหมายในสภาพที่พร้อมรบอย่างเต็มที่

 

หลายชั่วโมงต่อมา ท่ามกลางท้องฟ้าที่กำลังมืดลงเพราะดวงอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า พวกเขาก็พบกับสิ่งที่ตามหา...

เมื่อเงาจาง ๆ ของยานขนาดใหญ่กระจ่างชัดขึ้น ทุกคนบนดิกนิตีก็เห็นในสิ่งที่กังวลมาโดยตลอด ยานมหึมาทั้งลำถูกปกคลุมไปด้วยเมือกเหลวสีดำที่เป็นเหมือนเครื่องหมายการค้าของแวนเดียร์ไปแล้ว

 

จากนั้นเจ้าของปีกสีดำคู่หนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นจากมุมมืดของยาน

 

กิลเลนเคยเห็นสิ่งนั้นมาแล้ว มันทำให้เขาถึงกับเข่าอ่อน

 

“เทียแมท!!”

 

...ชิบห...แล้วไง…

จบบทที่ บทที่ 9 : หายนะจากฟากฟ้า

คัดลอกลิงก์แล้ว