- หน้าแรก
- เกิดใหม่อีกครั้ง ที่ราชวงศ์ถังอันรุ่งเรือง
- บทที่ 105 ความอัปยศอย่างยิ่ง!
บทที่ 105 ความอัปยศอย่างยิ่ง!
บทที่ 105 ความอัปยศอย่างยิ่ง!
พ่ายแพ้อย่างหมดรูป!
เป็นความพ่ายแพ้ที่ไม่เคยมีมาก่อน!
พ่ายแพ้แบบงดงามเลยทีเดียว!
พ่ายแพ้จนหมดทางถอย...
ใบหน้าของฉู่เอี้ยนฝูเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
ขณะนั้นเอง ก็ได้ยินเสียงหัวเราะเบา ๆ ของฟางจวินดังขึ้นว่า "ขอคำถามสุดท้ายแล้วกัน"
เขาจิบเหล้าแล้วถามอย่างเอื่อยเฉื่อยว่า: "คนคนหนึ่งสามารถตัดเล็บตัวเองได้ 5 เล็บในหนึ่งเค่อ (15 นาที) แล้วในเวลา 5 เค่อ เขาจะสามารถตัดเล็บของตัวเองได้กี่เล็บ?"
ฉู่เอี้ยนฝู ซึ่งตอนนี้โดนคำถามของฟางจวินเล่นงานจนสมองมึนงง รู้สึกงุนงงเต็มไปด้วยคำถามในหัว ความคิดและสติปัญญาทั้งหมดของเขาถูกคำถามเหล่านี้สูบไปจนหมด ไม่มีแม้แต่คำตอบเดียว เหงื่อเปียกโชกบนหน้าผาก แววตาว่างเปล่า
ทันใดนั้นเมื่อได้ยินคำถามนี้ สมองที่หมองมัวจู่ ๆ ก็เหมือนสายฟ้าแลบสาดเข้ามาแหวกม่านหมอกในหัวจนกระจ่างแจ้ง รู้สึกเหมือนโล่งใจและสดชื่นอย่างที่สุด!
ฉู่เอี้ยนฝูไม่ทันคิดก็โพล่งตอบทันทีว่า: "ยี่สิบห้าเล็บ!"
ในที่สุดก็มีคำถามที่เขาตอบได้สักที คำถามนี้มันง่ายจะตาย!
ในชั่วพริบตานั้น ฉู่เอี้ยนฝูถึงกับยืดอกอย่างภูมิใจ รู้สึกว่าตนสามารถกู้หน้าไว้ได้บ้าง อย่างน้อยก็ไม่ถูกฟางจวินเหยียบจนแหลกเหลว
เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย มุมปากแย้มยิ้มสบายใจมองไปรอบ ๆ แต่กลับเห็นทุกคนมองเขาด้วยแววตาแปลกประหลาด โดยเฉพาะ "องค์หญิงเกาหยาง" ซึ่งเป็นเทพธิดาในใจของเขา ใบหน้าที่งดงามไร้ที่ติของนางเต็มไปด้วยความตกตะลึง ริมฝีปากสีชมพูเผยอค้างจนแทบจะใส่ไข่นกกระทาเข้าไปได้...
ฉู่เอี้ยนฝูเริ่มรู้สึกงุนงง ก็แค่ตอบถูกคำถามหนึ่งข้อทำไมต้องตกใจขนาดนั้น ก็แค่ตอบถูกอยู่ข้อเดียวเองนะ
เขาหันไปมองสวี่จิ้งจง เห็นใบหน้าที่ไม่น่าดูนักของเขากำลังบิดเบี้ยว แววตาเหมือนไม่อยากมอง...
แล้วทันใดนั้น สมองของฉู่เอี้ยนฝูก็เหมือนสะดุดไปหนึ่งจังหวะ
เอ๊ะ?
เขาตอบว่าอะไรนะ?
ยี่สิบห้าเล็บ? ในเวลา 5 เค่อ มีคนคนหนึ่งตัดเล็บตัวเองได้ยี่สิบห้าเล็บ...
หมอนี่เป็นสัตว์ประหลาดหรือไง มีตั้งห้าฝ่ามือเลยเหรอ?
เลือดทั่วร่างเหมือนพุ่งขึ้นหัวฉับพลัน ใบหน้าของฉู่เอี้ยนฝูแดงก่ำด้วยความอับอาย อยากตายให้รู้แล้วรู้รอด!
นี่มันน่าอายยิ่งกว่าตอบไม่ได้อีก!
ทั้งหมดนี้ต้องโทษเจ้าฟางจวิน เจ้าบ้านี่มันร้ายกาจเกินไปชอบฉวยโอกาสช่วงที่เขากำลังสับสนหลอกให้ตอบผิด เขาจงใจวางกับดักชัด ๆ เลวทรามไร้ยางอายที่สุด!
ฉู่เอี้ยนฝูทั้งอับอายทั้งโกรธแค้นจนแทบระเบิด: "ฟางจวิน! เจ้าช่างไร้ยางอายยิ่งนัก ดูหมิ่นข้าเกินไปแล้ว!" สิ้นคำพูดนั้น องค์หญิงเกาหยางก็แอบเบ้ปากเล็กน้อยแววตาเผยความผิดหวังออกมา
ไร้สง่าราศี ขาดความรับผิดชอบ ไม่มีความสามารถ...
ดูภายนอกก็หล่อเหลา สุภาพอ่อนโยนดีอยู่หรอกใครจะรู้ว่าที่แท้เป็นแค่ซาลาเปานุ่มไร้ไส้? คนอย่างฉู่เอี้ยนฝูยังแย่กว่าฟางจวินบ้านอกนั่นอีก ไม่เอาไหนสิ้นดี แค่ต่อยยังสู้เขาไม่ได้ แล้วยังแพ้เรื่องตำรากับคณิตศาสตร์อีก น่าสมเพชจริง ๆ...
แล้วแบบนี้ยังกล้ามาอ้างตัวว่าเป็นผู้มีปัญญาอีกงั้นเหรอ? กล้าดีอย่างไรมาวางท่าต่อหน้าข้า!
เชอะ!
หลังจากดูแคลนฉู่เอี้ยนฝูในใจแล้ว นางก็หันไปมองฟางจวินด้วยความสงสัย
ผู้ชายคนนี้ไปเรียนรู้พวกกลอนโบราณหายากกับปริศนาคณิตศาสตร์เหล่านี้มาจากไหนกัน? ดูอย่างไรก็ไม่มีวี่แววของคนมีการศึกษา แล้วทำไมถึงรู้เรื่องพวกนี้ได้ลึกซึ้งขนาดนี้?
ยิ่งรู้จักมากเท่าไร ก็ยิ่งรู้สึกว่าชายคนนี้เหมือนปริศนาที่ลึกลับยิ่งนัก...
หลี่จื้อมองดูฟางจวินที่แสนสุขุมเยือกเย็น ซึ่งสามารถปั่นหัวฉู่เอี้ยนฝู ผู้มีชื่อเสียงแห่งกวนจงได้อย่างอยู่หมัด ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเลื่อมใส!
ทั้งฝีมือการต่อสู้สุดแกร่ง ความกล้าบ้าบิ่น และสติปัญญาที่เหนือกว่าอัจฉริยะอย่างฉู่เอี้ยนฝู ทั้งหมดนี้สำหรับหลี่จื้อซึ่งยังอยู่ในวัยเริ่มสร้างตัว ล้วนแต่เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมอย่างที่สุด
เขารู้สึกว่า "พี่เขย" คนนี้สนุกกว่าพวกคุณชายงอแง อย่าง "ไฉ่หลิงอู่", "ตู้เหอ" ที่แต่งตัวดูดีแต่ไร้ความจริงใจ และ "จางซุนชง" ที่แสนจะน่าเบื่อมากนัก!
ที่สำคัญที่สุด พี่เขยคนนี้ "เข้าใจเขา"
ตอนที่เขากำลังโกรธที่ฉู่เอี้ยนฝูดูแคลนเขา และรังเกียจที่สวี่จิ้งจงพูดจาหมิ่นมารดาผู้ล่วงลับของเขา ฟางจวินก็โผล่มาตบหน้าพวกนั้นซะทันที!
โดยเฉพาะคำพูดที่ว่า "ชนะเจ้าด้วยสิ่งที่เจ้าถนัดที่สุด ถึงจะสะใจที่สุด" นั้น โคตรยอดเยี่ยม โคตรฉลาด!
ตอนนี้หลี่จื้อมองฟางจวินด้วยสายตาวิบวับเต็มไปด้วยดาวตาแทบเป็นประกาย คือตัวอย่างของเขาเลย!
ส่วนฟางจวินนั้น ไม่สนใจคำด่าเลย ยังคงดื่มเหล้าอย่างสบายใจไม่ชายตาแล
สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้คือความเสียหายทางใจอย่างรุนแรงต่อฉู่เอี้ยนฝู สำหรับคนที่ทะนงในตนเองมาตั้งแต่เล็กอย่างเขา การถูก "คนไร้ความรู้" แถมเด็กกว่าตัวเองมาปราบได้ในเรื่องที่ตนถนัดที่สุดนั้น มันคือความอัปยศอย่างยิ่ง!
โดยเฉพาะคำถามสุดท้ายของฟางจวิน มันคือการหยามหน้ากันอย่างโจ่งแจ้ง!
ความอับอาย ความโกรธ ความเกลียด ความเสียใจ... ทุกอย่างถาโถมเข้ามาทำให้สมองของฉู่เอี้ยนฝูปั่นป่วนสุดขีด เมื่อเห็นฟางจวินไม่ไยดีเขายิ่งเจ็บใจสุด ๆ
เพื่อรักษาศักดิ์ศรีอันน้อยนิดและใบหน้าที่ถูกฉีกกระจุย เขากำหมัด ดวงตาแดงก่ำ ตะโกนลั่น: "ฟางจวิน! ใยเจ้าถึงได้หยามเกียรติข้าถึงเพียงนี้? ข้าจะไม่อยู่ร่วมโลกกับเจ้า!"
ฟางจวินมองฉู่เอี้ยนฝูอย่างแปลกใจ ยิ้มมุมปาก ถามกลับว่า: "ข้าพอจะเข้าใจได้ไหมว่า เจ้ากำลังท้าทายข้า?"
ฉู่เอี้ยนฝูทนไม่ได้กับสายตาดูแคลนนั้น ตะโกนลั่น: "ข้าก็แค่จะ..."
"คุณชาย!" สวี่จิ้งจงตกใจสุดขีดรีบลุกขึ้นมาขวางไว้ กลืนคำพูดครึ่งหลังของฉู่เอี้ยนฝูกลับไป
ล้อเล่นอะไรกัน! เจ้าบ้าไปแล้วเหรอกล้าท้าดวลกับฟางจวินเนี่ยนะ คิดว่าคนอื่นเขาจะกลัวพ่อเจ้าหรือไง? เจ้าหมอนี่น่ะกล้าต่อยเจ้าให้ตายได้จริง ๆ!
เซินเหวินซู ที่นิ่งมานานก็ทนไม่ไหว พูดขึ้นว่า: "ท่านพี่ หากกล้าเล่นก็ต้องกล้ารับ แพ้แล้วก็ต้องยอมรับ ท่านเป็นชายชาติทหารจะมาทำตัวเหมือนอันธพาลข้างถนนได้อย่างไร?"
คำพูดนี้แรงมาก เทียบเท่ากับการตั้งคำถามกับ “ศักดิ์ศรี” ของเขา ฉู่เอี้ยนฝูรู้สึกละอายใจสุดขีด และเริ่มสำนึกผิดว่าทำไมตนถึงขาดสติพูดจาแบบนั้นออกไป?
สวี่จิ้งจงลุกขึ้นกล่าวว่า: "วันนี้ข้าได้เห็นความรู้ความสามารถของคุณชายรองฟางแล้ว ข้านับถือยิ่งนัก! วันหลังข้าจะไปเยี่ยมท่าน หวังว่าท่านจะไม่ปฏิเสธ"
ฟางจวินยิ้มเยาะ: "พูดเกินไปแล้ว ท่านลุง ข้ายินดีต้อนรับเสมอ... ตอนนี้ข้าพักอยู่ที่เรือนชนบทไกล้เขาหลีซาน ไม่ต้องกังวลว่าจะเจอพ่อข้า..."
สวี่จิ้งจงด่าทอในใจ หมอนี่ปากร้ายจริง พูดแบบนี้คือด่าข้าทางอ้อมว่าพ่อเจ้าไม่ชอบข้าน่ะสิ!
เขาฮึดฮัดลากฉู่เอี้ยนฝูกลับทันที หากปล่อยไว้อีกคงโดนฟางจวินยั่วจนเสียสติแน่ แล้วจะมีเรื่องใหญ่ตามมาอีก แล้วเขาจะไปอธิบายกับฉู่ซุ่ยเหลียง พ่อของฉู่เอี้ยนฝูได้อย่างไร?
น่าเสียดายแผนที่จะใช้โอกาสนี้สนิทกับองค์ชายหลี่จื้อ ต้องพังทลายเพราะเจ้าบ้านี่ฟางจวิน...
หลังจากสวี่จิ้งจง กับ ฉู่เอี้ยนฝู จากไป เซินเหวินซูก็ถอนหายใจมองดูฟางจวินที่กินดื่มอย่างสบายใจ แล้วกล่าวว่า: "ท่านชนะแล้วก็น่าจะพอแล้ว ทำไมถึงต้องทำให้เรื่องมันเลวร้ายขนาดนี้?"
เขาเห็นว่าฟางจวินทำเกินไป ไม่มีความจำเป็นต้องไล่ต้อนจนอีกฝ่ายเสียหมด แม้แต่สวี่จิ้งจงยังไม่ไว้หน้าเลย
สวี่จิ้งจงนิสัยอาจไม่ดีนัก แต่ก็มีความอาวุโสและเจ้าเล่ห์มาก อนาคตใครจะรู้ว่าเขาจะไต่เต้าไปถึงตำแหน่งไหน การไปขัดแข้งขัดขาแบบนี้มันไม่คุ้มเลย
แน่นอนว่าเขากล้าพูดเช่นนี้ ก็เพราะเห็นว่าฟางจวินเป็นพวกเดียวกับตน
แต่ฟางจวินคิดในใจว่า จะให้ข้าบอกไหมว่าที่ข้าทำแบบนี้ก็เพราะอยากตัดสัมพันธ์กับพวกนั้น รวมทั้งอยากเว้นระยะห่างกับเจ้าด้วย?
เขายอมรับว่าชื่นชมในนิสัยเปิดเผยของหลี่เค่อ อู๋อ๋อง แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาอยากเข้าไปพัวพันกับสงครามแย่งราชบัลลังก์
เรื่อง "จารึกชื่อบนศิลา" ก็เป็นเพียงสิ่งที่เขาทำเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านจากภัยพิบัติ ไม่ได้คิดว่าจะช่วยให้อู๋อ๋องได้ผลประโยชน์ขนาดนั้น
เพราะฟางจวินไม่มีความทะเยอทะยานทางการเมือง เลยไม่มีความจำเป็นต้องรีบเลือกข้างหรือรีบสร้างบารมีทางการเมืองแต่อย่างใด
และที่สำคัญ ไม่มีใครรู้ดีเท่าตัวเขาเองว่าหลี่จื้อเด็กชายตัวน้อยคนนี้ คือ "ขุมทรัพย์" ที่ใหญ่ที่สุดในอนาคต หากจะลงทุนกับใครสักคนก็ควรลงทุนกับเขา คนเดียวก็คุ้มเกินคุ้ม!
"ข้ามีเรื่องอยากปรึกษาท่านเจ้าเมือง..." ฟางจวินเปลี่ยนเรื่องทันที
(โปรดติดตามตอนต่อไป พรุ่งนี้จะรีบมาอัพตอนใหม่ให้นะคะ ขอบคุณทุกท่านค่ะ)