- หน้าแรก
- เกิดใหม่อีกครั้ง ที่ราชวงศ์ถังอันรุ่งเรือง
- บทที่ 93 ใจหญิงยากหยั่งถึง?!
บทที่ 93 ใจหญิงยากหยั่งถึง?!
บทที่ 93 ใจหญิงยากหยั่งถึง?!
“ข้าไม่มีที่ให้อยู่แล้ว เทพธิดายินดีจะให้พักแรมสักคืนได้หรือไม่?”
เมื่อได้ยินดังนั้น ใบหน้าขาวผุดผ่องของอู่เม่ยเหนียงก็แดงวาบขึ้นมาในทันใด แก้มสีแดงระเรื่อดั่งท้องฟ้ายามเย็นในฤดูร้อนที่ร้อนระอุ ดูน่าหลงใหลชวนให้เอ็นดู
“มะ...ไม่ได้หรอก...” อู่เม่ยเหนียงทั้งอายทั้งสับสน มือเล็กทั้งสองข้างบิดเข้าหากันแน่น ก้มหน้ามองปลายเท้าของตัวเอง ขนตายาวดั่งพัดเล็กๆ กระพือไปมา แผ่นอกอวบอิ่มสะท้อนขึ้นลงตามจังหวะหายใจที่เร็วถี่
คุณชายรองคนนี้ อยู่ๆ ก็นึกอยาก...ทำเรื่องนั้นหรือ?
แม้ฝ่าบาทจะประทานข้าให้แก่เขา ชะตาชีวิตก็ได้ถูกลิขิตให้เป็นคนของเขาทั้งชีวิต แต่แบบนี้ก็รีบร้อนเกินไปหน่อยหรือไม่? ถึงแม้จะไม่ได้แต่งเข้ามาอย่างเป็นทางการ อย่างน้อยก็ควรเตรียมพิธีเข้าหอก่อนสิ จะให้ขึ้นเตียงแบบงงๆ เช่นนี้เขาคิดว่าข้าเป็นอะไรกันแน่?
เอ๊ะ?
ไม่ถูกนี่นา!
อู่เม่ยเหนียงนึกขึ้นได้ว่าตนเองมาพร้อม “ภารกิจ” ก่อนออกจากวังนั้น องค์หญิงเกาหยางได้กำชับไว้ ให้ทดลองดูว่าฟางจวินนั้นเป็น “กระต่าย” หรือไม่...
นี่ไม่ใช่โอกาสที่ดีที่สุดหรอกหรือ?
โอ๊ย ทำไมเราปฏิเสธเร็วปานนั้นนะ?
จะเปลี่ยนคำพูดตอนนี้ดีไหมนะ?
ก็ไม่ได้อีก อายจะตาย...
ฟางจวินไม่ได้คาดว่าอู่เม่ยเหนียงจะปฏิเสธเร็วขนาดนี้ พลันรู้สึกหมดอารมณ์ขึ้นม ความรู้สึกกระตุ้นเล็กน้อยเมื่อครู่จางหายไปในพริบตา
แม้ในยุคนี้ พระราชโองการจากฮ่งเต้เป็นดั่งคำพิพากษาสูงสุด อู่เม่ยเหนียงจึงเป็นของเขาทั้งเป็นและตาย เขามีสิทธิ์จะครอบครองนางอย่างเต็มที่ แต่หากต้องใช้สิทธินั้นบีบบังคับหญิงคนหนึ่งก็ไม่มีความหมายใดๆ เลย...
“ไม่อยากเหรอ? เช่นนั้นก็ช่างเถอะ...”
ฟางจวินเอนตัวลงบนตั่งด้วยท่าทางเฉื่อยชา หมดความสนใจ
หัวใจของอู่เม่ยเหนียงกระตุกวูบ แอบชำเลืองมองไปเห็นฟางจวินนอนเอนอย่างไร้ศักดิ์ศรี สีหน้าเต็มไปด้วยความหมดหวังและหดหู่
เขาโกรธแล้วหรือ?
“ไม่นะ...ข้า...คือ...” อู่เม่ยเหนียงทั้งอายทั้งร้อนใจไม่รู้จะพูดอย่างไร ดวงตาใสสว่างคลอไปด้วยหยดน้ำตาดูน่าสงสารจับใจ
ในยุคแห่งการเคารพชายเป็นใหญ่ ขุนพลเป็นหัวหน้า ลูกต้องเชื่อฟังพ่อ ภรรยาต้องเชื่อฟังสามี หากภรรยาไปทำให้สามีไม่พอใจย่อมเป็นความผิดใหญ่หลวง
ฟางจวินลุกขึ้นนั่งจ้องมองอู่เม่ยเหนียง ใจของอู่เม่ยเหนียงสั่นสะท้าน ใบหน้าแสดงความสับสนและตกใจ สีหน้าเคร่งขรึมเช่นนี้หาได้ยากจากฟางจวิน แสดงว่าเขาโกรธจริงๆแล้วจะทำยังไงดีล่ะ?
ฟางจวินมองนางแล้วพูดอย่างจริงจังว่า “เม่ยเหนียง เราอยู่ร่วมกันมาระยะหนึ่งแล้วเจ้าคงรู้จักนิสัยของข้าพอสมควร ข้ามิใช่คนที่จะมองใครต่ำต้อยเพียงเพราะได้รับราชโองการจากฝ่าบาท หากเจ้าปรารถนาจะอยู่ ข้ายังไม่อาจสัญญาว่าจะยกเจ้าขึ้นเป็นภรรยาเอกได้ในตอนนี้ แต่ข้าสัญญาว่าจะดูแลเสมือนหนึ่งเท่าเทียม ไม่ดูแคลนแม้เจ้าจะเป็นเพียงภรรยารอง หากเจ้าอยากไป ข้าจะหาทางขอฝ่าบาทคืนอิสรภาพให้เจ้า ข้าฟางจวินเป็นบุรุษชายชาติยืนหยัดด้วยความซื่อตรง จะไม่บังคับหญิงใดโดยเด็ดขาด!”
มีภรรยาหลายคนคือความฝันของบุรุษทุกคน ฟางจวินก็เช่นกัน
ได้ผู้หญิงที่ในอนาคตจะกลายเป็น “บูเช็กเทียน” มาเป็นภรรยา ย่อมเป็นเกียรติสูงสุดของบุรุษใดๆ...
แต่ฟางจวินเป็นคนจากโลกยุคใหม่ ความคิดของเขาแตกต่างจากคนยุคนี้โดยสิ้นเชิง หากเขาชอบสิ่งใดเขาจะพยายามไล่ตาม อาจใช้กลอุบายหรือเล่ห์เหลี่ยมได้ แต่ไม่ใช่การยึดครองอย่างไร้เหตุผล
แม้จะมีข้ออ้างที่ดูดีเพียงใด เขาก็ไม่ยอมทำแบบนั้น
อู่เม่ยเหนียงเริ่มหวาดหวั่นจริงจังแล้ว แบบนี้จะ...ไล่ข้าไปหรือ?
ตอนแรกที่ยอมเข้าวัง ก็เพราะทนการกดขี่ของพี่ชายที่บ้านไม่ไหวหากตอนนี้ถูกฟางจวินไล่ออกไป จะกลับไปบ้านนั้นได้อีกหรือ?
ถูกฝ่าบาทประทานราวกับเป็นสิ่งของ แล้วตอนนี้จะถูกฟางจวินโยนทิ้งเหมือนขยะ นึกภาพใบหน้าของพี่ชายที่แสดงความสะใจได้ทันที...
โลกใบนี้กว้างใหญ่ แต่ข้าจะไปที่ใดได้?
ที่สำคัญที่สุดคือ...หรือว่าฟางจวินไม่มีความรู้สึกใดๆ กับข้าเลยพูดจาไร้เยื่อใยถึงเพียงนี้ เขาไม่เห็นเลยหรือว่าข้ามิได้ไร้ความรู้สึกต่อเขา?
ในช่วงเวลาที่อยู่ในบ้านฟางจวิน อู่เม่ยเหนียงค่อยๆ เรียนรู้เกี่ยวกับเขา
นางไม่ใช่องค์หญิงเกาหยาง ประสบการณ์ในวัยเด็กและสติปัญญาอันเฉียบแหลมทำให้นางรู้ว่าการมองใครสักคนไม่ควรตัดสินแค่ภายนอก แต่ต้องดูที่จิตใจ
แม้จะหน้าตาหล่อเหลา พูดจาคล่องแคล่วเพียงใดก็เป็นเพียงเปลือกนอก มีเพียงหัวใจที่เข้มแข็งกับหลังที่ไม่ยอมก้มหัก จึงจะเป็นที่พึ่งพาของหญิงคนหนึ่งได้ตลอดชีวิต
ฟางจวินอาจไม่หล่อเหล่าเหมือนคุณชายเจ้าสำราญคนอื่น แต่ก็ไม่ได้ขี้เหร่ อาจไม่พูดจาคล่องแคล่วแบบคนอื่น แต่ก็ไม่ได้งุ่มง่ามและอาจไม่อ่อนโยนนุ่มนวลเหมือนคุณชายตระกูลใหญ่ แต่เขาบริสุทธิ์และจริงใจ...
เขาอาจไม่มีเปลือกภายนอกที่หรูหราเหมือนทองคำ แต่ในอกของเขาเต็มไปด้วยผืนแพรผืนไหมอันงดงาม
อ้อมแขนอันแข็งแกร่งของเขา คือท่าเรือปลอดภัยของหญิงหนึ่งคน นับแต่จำความได้อู่เม่ยเหนียงไม่เคยรู้สึกสงบสุขและสบายใจเช่นนี้มาก่อนเลย ฟางจวินเปรียบเหมือนดวงอาทิตย์อันเร่าร้อน ค่อยๆ ละลายน้ำแข็งในใจของนางทีละน้อย...
หัวใจของอู่เม่ยเหนียงเจ็บจี๊ด ริมฝีปากแดงระเรื่อซีดเผือด ดวงตาอันแสนงดงามที่เคยมีประกายก็เอ่อล้นไปด้วยหยดน้ำตาไหลราวกับไข่มุกที่ขาดสายหลุดลงจากแก้มขาวนวล
จะสารภาพความรู้สึกในใจดีหรือไม่?
แต่ความเป็นกุลสตรี ทำให้นางเอ่ยไม่ออก...
สุดท้ายนางก็เพียงแค่กระทืบเท้าแน่น ย้ำริมฝีปากแน่นแล้วหันหลังจากไป ทิ้งให้ฟางจวินนั่งงุนงงอยู่เพียงลำพัง
ยัยนี่เป็นอะไรอีก? เราก็พูดชัดเจนแล้วนี่จะไปจะอยู่ก็ตามใจ ทำไมถึงร้องไห้ขึ้นมาล่ะ?
ใจหญิงยากหยั่งถึง ยิ่งหญิงที่ฉลาดและมีพรสวรรค์ยิ่งเข้าใจยากขึ้นไปอีก
ไม่แปลกใจเลยที่คนโบราณจะว่า “สตรีไร้ความสามารถคือคุณธรรม” จริงๆ ด้วย...
กลางดึกสงัด
ลมหนาวจากทิศเหนือพัดกรรโชกนอกหน้าต่าง เตาผิงในห้องยังคงมีไม้สนไหม้อยู่แต่กลับไม่สามารถขจัดความหนาวเหน็บได้เลย
ฟางจวินพันผ้าห่มทั้งผืน นอนขดตัวเป็นก้อนอยู่บนตั่งตัวสั่นเทิ้มอยู่ใต้ผ้าห่ม
อุณหภูมิน่าจะติดลบแล้ว ฟางจวินสบถในใจ ไม่น่าเลยที่ตอนกลางวันถอดแคร่ออก อย่างน้อยก็ควรให้มีความอุ่นบ้าง ตอนนี้แทบแข็งตาย เตียงใหม่ต้องรออีกสองวันถึงจะใช้นอนได้ คืนนี้แค่นี้ก็ปางตายแล้ว แล้วคืนหน้าจะไม่กลายเป็นน้ำแข็งเลยหรือ?
ถุงน้ำร้อนในผ้าห่มก็เย็นลงอย่างรวดเร็ว ฟางจวินเตะมันออกจากผ้าห่มเพราะมันเย็นลงแล้วไม่เพียงไม่อุ่น แต่กลับดึงความร้อนออกไปอีก อยากจะเรียกสาวใช้ให้เปลี่ยนถุงน้ำร้อนใหม่แต่ก็ลังเล
ดึกป่านนี้ ใครจะอยากออกจากผ้าห่มอบอุ่นล่ะ? ช่างมัน อดทนเอาเถอะ...
ฟางจวินบ่นในใจ หรือว่าปรากฏการณ์ "ยุคน้ำแข็งน้อย" จะมาถึงก่อนเวลา?
แบบนี้นอนไม่หลับแน่...
พลิกไปพลิกมา รู้สึกหนาวขึ้นเรื่อยๆเลยคิดจะลุกขึ้นนั่งใส่เสื้อผ้าแล้วไปนั่งผิงไฟที่เตาผิง ทันใดนั้น ประตูห้องถูกเปิดแง้มอย่างแผ่วเบาจากภายนอก ลมหนาวพัดผ่านเข้ามาทางรอยแยก
เงาขาวนวลลอยเข้ามาอย่างเบาบาง...
ฟางจวินสะดุ้งเฮือก ตะโกนว่า “ใครน่ะ!?”
หรือว่าจะเป็นผี?
ตั้งแต่ได้พบหลี่ชุนเฟิง ก็เริ่มคิดถึงเรื่อง “ยืมร่างฟื้นชีวิต” ความเชื่อแบบวัตถุนิยมในใจถูกโยนทิ้งลงมหาสมุทรไปแล้ว ตอนนี้เขากลัวผียิ่งกว่าอะไรทั้งหมด...
“คุณชาย...เป็นข้าเองเจ้าค่ะ...”
เสียงนั้นแผ่วเบานุ่มนวลดั่งไหมพรมพันธนาการหัวใจ...