- หน้าแรก
- เกิดใหม่อีกครั้ง ที่ราชวงศ์ถังอันรุ่งเรือง
- บทที่ 90 นี่คือตัวอักษรอะไรหรือ?
บทที่ 90 นี่คือตัวอักษรอะไรหรือ?
บทที่ 90 นี่คือตัวอักษรอะไรหรือ?
บนกระดาษเซวียนขาวสะอาดถูกวาดด้วยเส้นสายตัดไขว้กันไปมา ร่างเป็นภาพสามมิติชิ้นหนึ่ง ดูคล้ายทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทว่าไม่สมบูรณ์ หนึ่งในสามของมันดูเหมือนถูกผ่าออกเผยให้เห็นโครงสร้างภายในที่คดเคี้ยวซับซ้อน
“นี่มันอะไรกัน?” แล้วเขาก็เห็นคำอธิบายข้างภาพ
“พื้นเตียงอุ่น ช่องควัน รูหมาสอด…”
ที่แท้เป็นภาพพิมพ์ของ เตียงอุ่น นี่เอง? แต่เขาก็ไม่เคยเห็นเตียงอุ่นที่ซับซ้อนขนาดนี้มาก่อน…
หลี่ชุนเฟิงดูอย่างตั้งอกตั้งใจ เขาพบว่านี่เป็นรูปแบบการนำเสนอที่เขาไม่เคยพบมาก่อน แค่ไม่กี่เส้นกลับสามารถแสดงโครงสร้างทั้งภายในภายนอกของเตียงอุ่นได้อย่างชัดเจน ถ้าแค่นี้ยังวาดออกมาได้ขนาดนี้ แล้วถ้านำวิธีการเขียนแบบนี้ไปใช้กับการก่อสร้างวังหลวงขนาดใหญ่ล่ะ? จะไม่ยิ่งแสดงให้เห็นทุกขั้นตอนและผลลัพธ์อย่างกระจ่างชัดหรือ?
ยิ่งหลี่ชุนเฟิงพิจารณาภาพนี้ ก็ยิ่งรู้สึกว่าน่าสนใจ แล้วเขาก็เห็นตัวอักษรประหลาดข้างภาพรูปร่างเหมือนลูกอ๊อด เขาจ้องมองอย่างตั้งใจไม่เคยเห็นมาก่อนเลย
หลี่ชุนเฟิงถือว่าตนเองรอบรู้ฟ้าดิน ผ่านโลกมามากแต่เขาก็ยืนยันได้ว่านี่ไม่ใช่ลายมือเล่นๆของฟางจวินแน่ ๆ
“นี่คือตัวอักษรอะไรหรือ?” หลี่ชุนเฟิงชี้ไปที่ตัวอักษรประหลาดถามขึ้น
ฟางจวินมองแล้วตอบออกมาโดยไม่คิด ว่า “อาหรับ…” แล้วก็รู้ตัวรีบเงียบไปทันที
สิ่งที่เขาเขียนคือวิธีคำนวณวัสดุที่ต้องใช้ในการสร้างเตียงอุ่นคร่าว ๆ ซึ่งใช้เลขอารบิก แต่นี่มันราชวงศ์ถัง เลขอารบิกมีหรือยัง?
ไม่มีแน่ ๆ!
ถ้าหลี่ชุนเฟิงถามว่า “เจ้ารู้ได้อย่างไร” แล้วจะตอบอย่างไรดี?
แล้วก็เป็นจริงตามคาด หลี่ชุนเฟิงขมวดคิ้ว “อาหรับ? ข้าก็เคยได้ยินว่ามีอีกชื่อว่าต้าซือกั๋ว (ประเทศอาหรับ) แต่ตัวอักษรของต้าซือกั๋วก็ไม่ใช่แบบนี้มิใช่หรือ?”
ฟางจวินอยากจะตบปากตัวเองจริง ๆ สิ่งที่เขากลัวที่สุดคือถูกจับได้ต่อหน้าหลี่ชุนเฟิง กลับกลายเป็นว่าเผลอพลั้งพูดเองจนโป๊ะแตกเข้าเนื้อเต็ม ๆ อย่างที่กลัวไว้จริง ๆ…
มองดูแววตาเต็มไปด้วยความกระหายใคร่รู้ของหลี่ชุนเฟิง ฟางจวินรู้ดีว่าปิดไม่มิดแน่ยิ่งปิดบังยิ่งน่าสงสัย เกิดอีกฝ่ายสงสัยถึงที่มาของเขา…
ฟางจวินรีบบอกว่า “ข้าเคยเรียนจากพ่อค้าอาหรับคนหนึ่ง เขาบอกว่านี่เรียกว่าเลขอารบิก แต่จริง ๆแล้วชาวอินเดียเป็นคนคิดขึ้น ใช้คำนวณได้สะดวกดีเท่านั้นเอง”
หลี่ชุนเฟิงไม่สงสัยอะไร แท้จริงเขาไม่ได้สนใจที่มาของตัวอักษรเหล่านั้นเท่าใดนัก สิ่งที่ดึงดูดเขาคือสัญลักษณ์พวก “+ - x ÷” ข้าง ๆ ที่ดูเหมือนสูตรคำนวณ
“เจ้าพอจะอธิบายให้ทราบได้หรือไม่?” หลี่ชุนเฟิงชี้ไปที่สูตรเหล่านั้นถามขึ้น
ฟางจวินจำต้องกัดฟันอธิบายวิธีใช้เลขอารบิกทั้งสิบตัว รวมถึงการบวก ลบ คูณ หารพื้นฐาน
หลี่ชุนเฟิงฟังด้วยความตั้งใจ พอฟังไปสักพักก็ส่ายหน้า “ของแปลกใหม่ก็จริง แต่ดูแล้วก็ไม่ได้ดีกว่าการคำนวณของพวกเราสักเท่าไหร่… หือ? ไม่ใช่นะ!”
จู่ ๆ เขาก็อุทานอย่างตกใจ เมื่อคิดต่อก็ถึงกับตื่นเต้น “เลขแบบนี้เขียนง่าย ตอนแรกดูไม่รู้สึกอะไรแต่พอเริ่มคำนวณเลขที่ซับซ้อน กลับยิ่งง่ายขึ้นมากนี่มันความคิดของอัจฉริยะจริง ๆ!” เขากล่าวพลางคว้าพู่กันของฟางจวินมาวาดต่อบนกระดาษ
เขาเขียนโจทย์บวกเลขสองจำนวนใหญ่ ๆ พอจัดวางสูตรเสร็จก็หาคำตอบได้อย่างรวดเร็ว แล้วก็ทดลองคูณเลขสองจำนวน ใช้สูตรคูณช่วยไม่นานก็หาคำตอบได้
ทันใดนั้นก็ตื่นเต้น “ไม่ต้องใช้ลูกคิด ก็หาคำตอบได้ง่ายเช่นนี้ ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยม!”
ยังใช้ลูกคิดอยู่อีกเหรอ? อย่าให้ข้าเอาเครื่องคิดเลขออกมาทำให้ตกใจล่ะ... ฟางจวินคิดในใจแต่ก็แค่คิด ไม่กล้าทำจริง…
หลี่ชุนเฟิงกล่าวอย่างซาบซึ้ง “เลขเช่นนี้เขียนง่ายใช้งานคล่อง ทำไมข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย น่าอับอายจริง ๆ… ต่อไปนี้ข้าคงเบาแรงลงมาก”
ฟางจวินก็เห็นด้วย
หลี่ชุนเฟิงดำรงตำแหน่งไท่ซื่อหลิ่ง (ขุนนางผู้ทำหน้าที่จดบันทึกประวัติศาสตร์) รับผิดชอบการจัดทำปฏิทิน หรือก็คือนักดาราศาสตร์คนหนึ่ง ซึ่งต้องเกี่ยวข้องกับการคำนวณข้อมูลจำนวนมาก ดังนั้นไม่ว่าจะยุคไหน นักดาราศาสตร์ก็มักเป็นนักคณิตศาสตร์ด้วยเสมอ
ไม่แปลกเลยที่หลี่ชุนเฟิงจะดีใจราวได้สมบัติล้ำค่าเมื่อเห็น “เลขอารบิก”
เมื่อศึกษาสักพัก เขาก็ถือกระดาษแผ่นนั้นของฟางจวินเดินจากไปด้วยความดีใจ ถึงกับปฏิเสธคำเชิญร่วมอาหารอย่างเสียไม่ได้
หลังหลี่ชุนเฟิงกลับไป ฟางจวินก็พลันนึกขึ้นมาได้
เจ้าเต๋านี่วันนี้มาหา ต้องเป็นเพราะบทกลอนเมื่อคืนแน่ ๆ ตอนนั้นตนกล่าวขึ้นโดยพลัน เขาคงได้ยินไม่ชัดเลยมาขอทั้งบท แต่ตอนนี้มัวตื่นเต้นกับเลขอารบิกจนลืมเรื่องบทกลอนแน่ ๆ ถ้ากลับไปนึกขึ้นมาได้ ก็ต้องย้อนกลับมาอีกแน่…
ฟางจวินถึงกับปวดหัวเมื่อนึกถึงเจ้าครึ่งเซียนคนนี้ รีบวิ่งกลับห้องหนังสือ เขียนบทกลอน 《ชิงผิงเยว่》 ทั้งบทลงบนกระดาษอย่างรวดเร็ว แล้วสั่งคนรับใช้ให้นำไปให้หลี่ชุนเฟิงเดี๋ยวนั้น
“คราวนี้เจ้าเต๋านั่นคงไม่กลับมาอีกแล้วกระมัง?” ฟางจวินถอนหายใจโล่งอก นั่งลงบนเก้าอี้เล็กหยิบถ้วยน้ำชาขึ้นมาจิบหนึ่ง แต่จู่ ๆ ก็สะดุ้งลุกพรวดขึ้นมา!
แย่แล้ว!...เมื่อครู่รีบร้อนเกินไป อยากไล่เจ้าหลี่ชุนเฟิงออกไปให้ไวจึงเผลอใช้ลายมือ “จ้าวถี่” ที่ตนถนัดที่สุดเขียนบทกลอนไป…
ตาเฒ่านั่นจะไม่เห็นแล้วเกิดชอบลายมือ “จ้าวถี่” ขึ้นมาแล้วกลับมา “ขอเรียนรู้” อีกหรอกนะ?
ฟางจวินเหงื่อตก รีบสั่งเสียงดังลั่น “ถ้าหลี่ชุนเฟิงนั่นกลับมาอีก ก็จงบอกว่าข้ากำลังปิดด่านบำเพ็ญเพียร ไม่พบผู้ใด!”
พูดจบแล้วเขาก็รีบเก็บข้าวของ หนีไปที่โรงตีเหล็กหลังเขาทันที…