- หน้าแรก
- เกิดใหม่อีกครั้ง ที่ราชวงศ์ถังอันรุ่งเรือง
- บทที่ 82 ศึกจางซุนฮ่วนกับเว่ยอ๋อง?!
บทที่ 82 ศึกจางซุนฮ่วนกับเว่ยอ๋อง?!
บทที่ 82 ศึกจางซุนฮ่วนกับเว่ยอ๋อง?!
ฮ่องเต้มองผ่านรูที่ผนังแล้วก็ได้เห็นภาพนั้นพอดี
เนื่องจากมุมมองที่ได้เปรียบ พระองค์จึงเห็นชัดเจนยิ่งขึ้น ชัดจนถึงขนาดที่มองเห็นแสงแดดเจิดจ้าส่องกระทบวัตถุล้ำค่านั้น แล้วแปรเปลี่ยนกลายเป็นสายรุ้งเจ็ดสีพาดผ่านกลางอากาศ...
ไม่น่าแปลกใจเลยที่ฮ่องเต้ถึงกับตะลึงงัน
วัตถุที่สามารถเรียกสายรุ้งออกมาได้เช่นนี้...ต้องเป็น “ศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์” แน่...
ผ่านไปพักใหญ่ ฮ่องเต้ถึงได้ตั้งสติหันกลับมามองฟางจวิน พลางถามว่า
“วัตถุชิ้นนี้เจ้าได้มาจากที่ใด?”
ฟางจวินคิดในใจว่า "ออกมาจากเตาเผากระเบื้องสิ"...
แต่แน่นอนว่าเขาไม่อาจพูดเช่นนั้นได้ หากพูดไปมันก็หมดค่าแถมจะหาคำโกหกก็ยาก จึงได้แต่พูดมั่วไปว่า: “สองสามวันก่อนกระหม่อมไปหาปลาที่แม่น้ำเว่ย แล้วบังเอิญได้สิ่งนี้จากในน้ำ”
โกหกก็คือโกหก จะพูดอะไรก็ได้จะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่ จะไม่เชื่อก็ไม่มีใครว่าอะไรได้...
แน่นอนว่าฮ่องเต้ไม่เชื่อ ทรงฮึดฮัดอย่างไม่พอพระทัย พลางกล่าวว่า: “มอบสมบัตินี้ให้ราชสำนัก!”
“หาาา?” ฟางจวินนึกว่าตนหูฝาด มองพระองค์ด้วยความไม่อยากเชื่อ
“ในเมื่อเป็นของที่เก็บได้แสดงว่าเป็นวัตถุไร้เจ้าของ แผ่นดินนี้เป็นของราชา ของไร้เจ้าของย่อมเป็นของข้า!” ฮ่องเต้กล่าวด้วยท่าทีฮึกเหิมดุดัน
ฟางจวินแทบสบถออกมา "เจ้าบ้า เจ้านี่มันเผด็จการชัดๆ!"
เขาไม่เคยคิดเลยว่า อ่องเต้จะเกิดความโลภอยากได้ของนี้ไปไว้เอง
ก็ไม่แปลกอะไร เพราะหนึ่งคือเขายังคิดแบบคนยุคใหม่ ในใจลึกๆ ก็คิดว่าแม้จะโกงยังไงก็ควรมีขอบเขตบ้าง? อีกทั้งเขาเองก็ไม่เห็นว่าสิ่งนี้เป็นสมบัติล้ำค่าอะไร จึงไม่ทันได้ระวังในเรื่องนี้...
ขณะนั้น เสียงจากห้องด้านหน้าเริ่มดังขึ้นอย่างกะทันหัน
“ข้าคือจางเยี่ยแห่งเทียนสุ่ย ขอถามท่านพี่ วัตถุชิ้นนี้พอจะขายได้หรือไม่? หากขาย ข้าสู้ราคาได้ไม่อั้น!”
“ใช่ ใช่ ถ้าจะขายก็ตั้งราคามาเถอะ!”
“ข้าคือผู้ดูแลจากจวนหลูกั๋วกง เคยมีสัมพันธ์อันดีกับตระกูลฟางมาแต่ไหนแต่ไร หากจะขายล่ะก็ อย่าไปขายให้คนอื่นนะ!”
ทุกคนต่างส่งเสียงฮือฮา ต่างก็ถูกความอลังการของวัตถุลึกลับนี้สะกดจิต พากันออกปากอยากจะซื้อ แม้จะรู้ดีว่าสิ่งวิเศษแบบนี้คนทั่วไปย่อมไม่มีทางขาย แต่ก็เผื่อใจว่า... ตระกูลฟางมีคนโง่อยู่ใครจะรู้ว่าคนโง่คิดอะไรอยู่? เผลอๆ เขาอาจจะยอมขายจริงๆ ก็ได้!
“สองพันก้วน!” เสียงหนึ่งตะโกนขึ้นอย่างทรงอำนาจ ทำเอาทุกคนตกใจในความกล้าใส่ไม่ยั้ง คิดในใจว่านี่มันใครกัน มั่งคั่งขนาดนี้?
พอหันไปดูก็เข้าใจทันที... ก็เว่ยอ๋อง หลี่ไท่ นี่เอง...
เว่ยอ๋องกล่าวอย่างช้าๆ: “หากท่านยอมขายของสิ่งนี้ ข้าจะให้คนเอาสองพันก้วนมาส่งทันที!”
ฟางซื่อไห่ ดูลำบากใจเล็กน้อย ก่อนพูดว่า: “ถ้าจะขาย ก็พอไหวอยู่…”
เมื่อได้ยินคำนี้ ทุกคนดีใจอย่างมากแต่ในใจก็สาปแช่งเขา
"ฟางจวินเอ๋ย เจ้าช่างเป็นคนโง่จริงๆ สมบัติวิเศษเทียมฟ้าดินแบบนี้จะวัดค่าด้วยเงินทองได้อย่างไร? โง่จริงๆ..."
แต่ฟางซื่อไห่ก็พูดต่ออย่างเชื่องช้า: “แต่ตอนที่คุณชายรองของเราจะไปเขากำชับไว้ว่า ถ้าใครอยากได้สมบัตินี้ ราคาไม่ต่ำกว่าสามพันก้วน…”
ทันใดนั้นก็มีเสียงตะโกนขึ้นว่า: “ข้าขอเสนอสามพันก้วน!”
เว่ยอ๋องหน้าดำทันที ใครกล้ามาหักหน้าเขา? หันไปมองแล้วก็พบว่าเป็น จางซุนฮ่วน ลูกชายคนรองของจางซุนอู๋จี๋ ยิ่งทำให้เขาหงุดหงิดหนักเข้าไปอีก
ไม่พอใจที่อีกฝ่ายไม่สนับสนุนตนขึ้นครองราชย์ยังพอเข้าใจได้ แต่แม้แต่ของชิ้นนี้ก็ยังจะมาแย่งอีกหรือ? ทำไมเจ้าแซ่จางคนนี้ถึงได้ไม่ชอบข้าเช่นนี้?
จางซุนฮ่วนเห็นเว่ยอ๋องมองมาก็ยักคิ้วเยาะเย้ย เรียกได้ว่าท้าทายเต็มที่ทำเอาเว่ยอ๋องแทบจะระเบิด
เว่ยอ๋องไม่สนใจอีกฝ่าย ตะโกนขึ้น: “ห้าพันก้วน!”
แต่เสียงยังไม่ทันขาด ก็ได้ยินจางซุนฮ่วนตะโกนสวนว่า: “เจ็ดพันก้วน!”
ทั่วห้องเงียบกริบราวกับเข็มตก เพราะเห็นชัดว่าจางซุนฮ่วนกับเว่ยอ๋องเริ่มเปิดศึกกันแล้ว
ผู้คนที่อยู่ในงานล้วนเป็นขุนนางมหาเศรษฐี มีหลายคนที่สามารถควักหมื่นก้วนออกมาได้ไม่ยาก และก็มีคนไม่น้อยที่ยอมทุ่มเงินเพื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนี้
แต่ไม่มีใครโง่พอจะเข้าไปยุ่งตอนที่จางซุนฮ่วนกับเว่ยอ๋องกำลังสู้กัน
จางซุนฮ่วนเป็นลูกคนรองของตระกูลจางซุน เป็นคนเอาแต่ใจ ไร้วินัย ไม่เป็นที่โปรดปรานของผู้ใหญ่ในบ้าน ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะควักเจ็ดพันก้วนได้
แล้วเขาเอาความมั่นใจมาจากไหนถึงกล้าท้าชนกับเว่ยอ๋องเช่นนี้?
คนเริ่มคิดต่อ... หรือว่าได้รับคำสั่งจากจางซุนอู๋จี๋โดยตรง?
เว่ยอ๋องหน้าเขียวด้วยความโมโห แต่ก็อยู่ในจุดที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เขาตั้งใจจะซื้อสมบัตินี้เพื่อมอบให้ฮ่องเต้ถังไท่จงผู้เป็นบิดา ซึ่งทรงเคารพอย่างมากคงจะปลื้มใจเป็นที่สุด
เขาเองก็มีเงินหมื่นหรือแปดพันก้วนอยู่แล้ว แต่ถ้าจ่ายราคาสูงเกินไปอาจโดนพวกขุนนางเล่นงาน ซ้ำยังอาจทำให้ฮ่องเต้ไม่พอใจอีกด้วย แบบนั้นจะไม่กลายเป็นผลเสียมากกว่าผลดีหรือ?
แต่ถ้าจะถอยตอนนี้ก็คงอับอายไม่น้อย
ขณะลังเลอยู่นั้น ก็มีเสียงตะโกนจากด้านหลังว่า: “หนึ่งหมื่นก้วน!”
เว่ยอ๋องหันไปมองก็ยิ้มกว้าง ดีใจอย่างมากเพราะเป็น ตู้ไหวกง ทายาทของตระกูลตู้ที่ออกโรงแทน
ตระกูลตู้เป็นพันธมิตรของเขา มีทรัพย์สมบัติมหาศาลให้ตู้ไหวกงออกหน้าก็ถือว่าเหมาะที่สุด
ตู้ไหวกงยิ้มอย่างภูมิใจ มองไปทางจางซุนฮ่วน
ในห้องด้านหลัง
ฮ่องเต้ดูไม่พอใจนัก “พวกบ้าใช้เงินฟุ่มเฟือยกันขนาดนี้ ไม่กลัวผู้ใหญ่ที่บ้านลงโทษรึไง?”
จากนั้นก็เหลือบไปมองฟางจวิน พลางถาม: “เจ้าไม่อยากให้ข้ารึไง?”
ในใจของฟางจวินอยากจะตะโกนว่า “อยากที่ไหนล่ะ!” เขาคิดไม่ถึงเลยว่าฮ่องเต้จะบังคับเอาของด้วยท่าทีแบบนี้
แม้ในใจไม่เต็มใจ แต่ก็ไม่กล้าพูดออกมาโชคดีที่ของชิ้นนี้เขายังมีอีก…จึงกล่าวว่า: “หากฝ่าบาททรงโปรดปราน ของชิ้นนี้นับเป็นเกียรติของกระหม่อม เดี๋ยวกระหม่อมจะส่งอีกชิ้นไปถวาย...”
พูดยังไม่ทันจบ ฟางจวินก็เกือบจะตบปากตัวเอง ปากเสียไปเสียแล้ว…
ฮ่องเต้ทรงเฉลียวฉลาดย่อมจับสังเกตได้ทันที จึงถามว่า: “หรือว่าของชิ้นนี้มิได้มีเพียงชิ้นเดียว?”
ฟางจวินรีบแก้ตัว: “สรรพสิ่งที่สวรรค์ให้มา ย่อมมีหยินหยาง มีขั้วตรงข้าม สิ่งนี้แม้จะเป็นของวิเศษท้าทายธรรมชาติก็ย่อมไม่พ้นกฎนี้เช่นกัน...”
ฮ่องเต้ยังสงสัยอยู่บ้าง แต่ก็หาคำจับผิดไม่ได้จึงได้แต่พยักหน้า
ฟางจวินพลันเกิดความคิด เดินไปที่ประตูแล้วเรียกบ่าวรับใช้มากระซิบคำสั่งบางอย่าง
หน้าห้องโถง
จางซุนฮ่วนสีหน้าไม่พอใจ เพราะโดนตู้ไหวกงตัดหน้าเลยลังเลว่าจะสู้ราคาต่อดีหรือไม่
ขณะนั้น ฟางซื่อไห่ถูกบ่าวรับใช้เรียกไปกระซิบอะไรบางอย่าง จากนั้นจึงกลับมาที่เวทีพร้อมกล่าวเสียงดัง: “ของสิ่งนี้เป็นสมบัติสวรรค์ มีหยินและหยาง ชิ้นนี้เป็นหยินอีกชิ้นเป็นหยาง ซึ่งคุณชายรองของข้าได้ถวายแด่ฮ่องเต้ไปแล้ว...”
เมื่อสิ้นคำทุกคนก็อึ้งทันที
ของวิเศษนี้... มีสองชิ้น?
โดยปกติแล้วของที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลกนั้นย่อมมีค่ากว่า แต่ถ้ามีสองชิ้นก็อาจลดคุณค่าลง
แต่หากเป็น “คู่หยินหยาง” ก็หมายถึงว่าเป็น “ของคู่” และในเมื่ออีกชิ้นอยู่กับฮ่องเต้ หากตนได้อีกชิ้นแล้วนำไปถวายจะไม่ทำให้ฮ่องเต้ยินดีเป็นล้นพ้นหรอกหรือ?
จางซุนฮ่วนตอบสนองเร็วที่สุด ตะโกนออกมาทันที: “สองหมื่นก้วน!”
“หือออ” ทั้งห้องพากันสูดลมหายใจดังลั่นพร้อมกันทั้งห้อง...
ทุกคนรู้ว่าของนี้สามารถทำให้ฮ่องเต้พอใจ แต่ราคานี้มันเกินไปแล้ว!
แต่ยังไม่ทันตั้งตัว ตู้ไหวกงก็สวนขึ้นมาทันที: “สามหมื่นก้วน!”
คราวนี้ไม่มีใครปวดฟันแล้วเพราะทุกคนต่างตะลึง... สองตระกูลนี้จะเปิดศึกกันแล้วจริงๆ
ตู้ไหวกงก็เริ่มไม่มั่นใจ สามหมื่นก้วน?
ในยุคเจินกวน อาณาจักรต้าถังอุดมสมบูรณ์ ผู้คนกลับถิ่นฐาน ข้าวสารราคาตกเพียง 3–4 เฉียนต่อตวง (หนึ่งตวง = ประมาณ 30 ชั่ง)
หนึ่งก้วนเท่ากับ 1,000 เหวิน หากข้าวหนึ่งตวง = 4 เฉียน หนึ่งก้วนซื้อข้าวได้ 250ตวง = 7,500 ชั่ง
สามหมื่นก้วน... คือข้าว 225 ล้านชั่ง! หากเทียบราคาข้าวในยุคปัจจุบัน นี่ก็คือราว 5 พันล้านบาท!
ต้องรู้ไว้ว่า ในยุคเจินกวนราชสำนักต้าถังเก็บภาษีได้ทั้งปีก็เพียงแค่ 20 ล้านก้วน เท่านั้น!
ตู้ไหวกงลังเลไม่แน่ใจว่าจะสู้ต่อดีหรือไม่ แอบมองเว่ยอ๋องก็เห็นอีกฝ่ายพยักหน้าเล็กน้อย
ตู้ไหวกงก็กระชุ่มกระชวยขึ้นมาเหมือนกินยาบำรุง ตะโกนทันทีว่า: “สี่หมื่นก้วน!”
ไม่แปลกเลยที่เขาจะตื่นเต้น เพราะทั่วทั้งแผ่นดินมีสักกี่คนที่กล้าทุ่มเงินขนาดนี้?
แน่นอนว่าไม่นาน ชื่อของ ตู้ไหวกง จะถูกพูดถึงไปทั่วอาจจะถึงขั้นจารึกในหน้าประวัติศาสตร์!
เว่ยอ๋องกลับแทบจะอาเจียนออกมาเพราะความโมโห แอบด่าตู้ไหวกงในใจว่า “เจ้าโง่! เจ้าคนโง่! จางซุนฮ่วนมันใกล้จะหมดแรงอยู่แล้ว แค่เพิ่มอีกนิดก็พอแล้วเจ้าจะตะโกนขึ้นทีละหมื่นก้วนทำไม!?”
แน่นอนว่า... จางซุนฮ่วนได้แต่ถอนใจกลับไปนั่งลงอย่างหมดอาลัย
ผู้คนทั้งห้องโถงตกตะลึงจนพูดไม่ออก สี่หมื่นก้วน!?
ซื้อได้ทั้งอำเภอซินเฟิงเลยด้วยซ้ำ…