- หน้าแรก
- เกิดใหม่อีกครั้ง ที่ราชวงศ์ถังอันรุ่งเรือง
- บทที่ 65 จวนตระกูลตู้แห่งอำเภอซินเฟิง..
บทที่ 65 จวนตระกูลตู้แห่งอำเภอซินเฟิง..
บทที่ 65 จวนตระกูลตู้แห่งอำเภอซินเฟิง..
「เว่ยและตู้แห่งเมืองใต้ ห่างจากฟ้าเพียงหนึ่งฉื่อห้าชุ่น」
สุภาษิตประโยคนี้ไม่ใช่แค่ตำนาน และยิ่งไม่ใช่แค่คำเปรียบเปรย หากแต่เป็นคำกล่าวที่แพร่หลายในหมู่ชนชั้นขุนนางและสามัญชนในดินแดนกวนจงมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก เป็นคำที่ใช้พรรณนาสถานะทางการเมืองและสังคมของตระกูล "เว่ย" และ "ตู้" ที่ตั้งรกรากอยู่ทางตอนใต้ของนครฉางอันว่า ใกล้ชิดกับพระราชวังและใกล้ชิดกับพระราชอำนาจราวกับอยู่ห่างจากฟ้าเพียง "หนึ่งฉื่อห้าชุ่น" (ประมาณ 45 ซ.ม.)
นับแต่ราชวงศ์ฮั่นเป็นต้นมา ทั้งสองตระกูลเป็นผู้ที่เติบโตมาพร้อมกับเสียงขลุ่ยและเสียงเพลง ดำรงชีพด้วยความเคารพในหลักคำสอนของขงจื๊อและได้รับตำแหน่งจากคุณธรรมและวิชาความรู้ บ่มเพาะวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้และจริยธรรมภายในครอบครัว ทายาทของตระกูลบางคนก็คุมกองทัพออกศึกเข้าร่วมกิจการบ้านเมือง บางคนก็เป็นเจ้าเมืองดูแลประชาชนให้สงบสุข บางคนก็เป็นขุนนางผู้ใหญ่ดูแลระเบียบกฎหมายของแผ่นดิน ทั้งบู๊และบุ๋นรุ่งเรือง มีอิทธิพลยิ่งใหญ่ในดินแดนกวนจง
จวนตระกูลตู้แห่งเมืองซินเฟิง
ตู้เหลียนจ้งนั่งอยู่บนเก้าอี้ใหญ่กลางห้องโถง มือหนึ่งลูบเครางามใต้คาง อีกมือเคาะโต๊ะเบา ๆ ด้วยข้อนิ้ว พลางใช้ความคิดอย่างตั้งใจ
บุตรชายคนโต "ตู้หวนกง" นั่งอยู่เบื้องล่าง รูปร่างสง่างามในชุดผ้าไหมหรูมือถือถ้วยน้ำชา ทว่าใจเหม่อลอยเหมือนไม่ได้อยู่กับที่
ชายวัยห้าสิบผู้หนึ่งที่ดูทะมัดทะแมง ยืนรายงานข่าวอย่างนอบน้อมอยู่กลางห้องโถง
“อ๋องแห่งแคว้นอู๋ ได้ติดประกาศไว้ที่ประตูเมืองว่า เพื่อเชิดชูคุณความดีของบรรดาพ่อค้าและผู้มีเกียรติเมืองซินเฟิงที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัย จึงขอพระราชานุญาตตั้งศิลาจารึก ณ ริมฝั่งแม่น้ำเว่ย เชิญขงอิ่งต๋า ปราชญ์ชื่อดังแห่งยุคมาเขียนคำสดุดี และในอีกสามวัน จะทำการบันทึกชื่อและความดีของทุกผู้มีคุณงามความดีลงบนศิลาแห่งนั้น” ชายผู้นั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงชัดเจน มีจังหวะจะโคน
ได้ยินดังนั้น ตู้เหลียนจ้งลืมตาขึ้นเล็กน้อยขมวดคิ้วพึมพำเหมือนพูดกับตัวเองว่า “จุดประสงค์คืออะไรกันแน่?”
ตู้หวนกงแทรกขึ้นว่า “คงเป็นเพราะองค์ชายหลี่เค่อ ระดมทุนไม่สำเร็จ เห็นว่าถูกองค์ชายหลี่ไท่ แซงหน้าอย่างห่างไกล จึงร้อนใจคิดใช้วิธีนี้กระตุ้นพวกเศรษฐีในเมืองให้ออกเงินบริจาคให้มากขึ้น ฮึ เขาคิดง่ายไปหน่อย ถึงจะมีคนหลงชื่ออยากให้ชื่อจารึกบนศิลา ก็แค่หยิบมือเดียวเงินทองนิดเดียวก็เท่านั้น คนมีทรัพย์สมบัติในเมืองนี้ ต่างก็มีความลับร่วมกับองค์ชายหลี่ไท่ไปหมดแล้ว ไม่เอาด้วยหรอก ส่วนคนอื่น ๆ ต่อให้มีใจก็ไม่มีปัญญาจะบริจาคอะไรได้มากนัก!”
ชายที่ยืนอยู่ก็พยักหน้าสนับสนุน “คุณชายพูดถูก ข้าน้อยคิดว่าเป็นมาตรการสิ้นหวังขององค์ชายหลี่เค่อ ข้าน้อยคิดว่าไม่ต้องใส่ใจ”
แต่ตู้เหลียนจ้งกลับไม่พูดอะไรอีก หลับตาใช้ความคิดเงียบ ๆ อีกพักใหญ่จึงถอนหายใจเบา ๆ แล้วเอ่ยชื่นชมว่า “แยบยลนัก!”
แยบยล? ตู้หวนกงกับชายผู้นั้นสบตากันอย่างงงงัน ไม่เข้าใจ
ตู้เหลียนจ้งหันไปมองใบหน้ามึนงงของบุตรชาย พลางถอนใจในใจ บุตรชายคนนี้มีสติปัญญาเป็นเลิศ แต่นิสัยกลับเบาปัญญา ไม่สุขุม ไร้ความรอบคอบ เกรงว่าจะไม่อาจเป็นผู้สืบทอดตระกูลได้
แม้ว่าตระกูลตู้สายนี้จะเป็นสายหลัก ทว่าตระกูลตู้ใหญ่นั้นแตกกิ่งก้านซับซ้อน ภายในตระกูลเองก็แย่งชิงแข่งขันกันมากกว่าความรักใคร่หากพลาดพลั้งก็จะถูกกลืนกินอย่างไร้ปรานี
คงได้แต่หวังว่าตระกูลฝ่ายภรรยาในอนาคตจะสามารถค้ำจุนตระกูลนี้ไว้ได้ ความหวังว่าจะรุ่งเรืองยิ่งขึ้นก็คงเกินเอื้อม...
คิดพลางก็อดที่จะสั่งสอนบุตรชายอย่างไม่เบื่อหน่ายไม่ได้ อธิบายอย่างอดทนว่า “ดูเผิน ๆ แล้ว อู๋อ๋อง หลี่เค่อ เหมือนใช้วิธีนี้เพื่อกระตุ้นให้คนบริจาค แต่แท้จริงแล้วแฝงไปด้วยเล่ห์กลอันแยบยล ที่ทำให้คนต้องยินยอมพร้อมใจเข้าร่วม”
เห็นบุตรชายยังคงไม่เข้าใจก็ถามว่า “ข้าถามเจ้า ในการระดมทุนครั้งนี้ตระกูลตู้ของเราบริจาคไปเท่าไหร่?”
ตู้หวนกงเกาหัวคิดอยู่พักหนึ่ง “น่าจะหลายร้อยกว้านนะ?” พลางหันไปมองชายที่ยืนอยู่
ชายผู้นั้นคือหัวหน้าคนดูแลบ้าน ย่อมรู้เรื่องเงินเข้าออกอย่างดีตอบว่า “สองร้อยกว้านขอรับ”
“อ่า... นั่นน้อยไปหน่อยนะ” ตู้หวนกงพูด แม้ว่าจะไม่ใช่พวกเดียวกันแต่อย่างไรก็เป็นท่านอ๋อง การบริจาคแค่นี้เหมือนไม่ให้เสียเลย ดีไม่ดีจะกลายเป็นดูแคลนด้วยซ้ำ
ตู้เหลียนจ้งเริ่มรู้สึกผิดหวังในตัวบุตรชายที่เอาแต่เที่ยวเตร่ เสียงเข้มขึ้นทันที “อย่ามัวเอาแต่เที่ยวเล่น เรื่องบ้านนี้ไม่ใช่ของข้าคนเดียว เมื่อข้าตายไปเจ้าจะเอาอะไรมาดูแลตระกูล?”
ตู้หวนกงไม่ได้เกรงกลัวบิดาเท่าไรนัก หัวเราะพลางพูดว่า “ท่านยังแข็งแรงดีอยู่เลย อีกอย่างเราก็จับขาเว่ยอ๋อง หลี่ไท่ ไว้แน่นแล้วในอนาคตหากท่านจากไป ข้าก็มีผลงานร่วมกับมังกร (หมายถึงได้ช่วยองค์ชายได้ขึ้นครองราชย์) ได้เป็นขุนนางชั้นสูงไม่ต้องห่วงเรื่องตระกูลหรอก!”
ตู้เหลียนจ้งโกรธ “สารเลว! เจ้าคิดว่าตระกูลตู้ของเรายืนยาวมาได้ ไม่ว่าราชวงศ์จะเปลี่ยนกี่ครั้งก็ยังไม่ล้ม เพราะได้ความโปรดปรานจากราชสำนักอย่างเดียวหรือ?”
ตู้หวนกงประหลาดใจ “ไม่ใช่หรือ?”
ตู้เหลียนจ้งฮึดฮัดไม่พอใจ “พวกเราพึ่งพา ‘ตำรา’ และ ‘ชื่อเสียง’! เรียนรู้จึงรู้ธรรมะ ชื่อเสียงคือมรดกของตระกูล! เหตุใดราชาแต่ละยุคไม่กล้าขยับตระกูลตู้? ก็เพราะขยับเมื่อใด บ้านเมืองจะปั่นป่วน ประชาชนจะหวั่นไหว เหตุใดชาวบ้านจึงศรัทธาเรา? เพราะชื่อเสียงเราดี ปีดีไม่เก็บภาษีเพิ่ม ปีร้ายเราบริจาคทรัพย์ ชาวบ้านมีภัยก็ยังมีตระกูลตู้ให้พึ่ง! หากไม่มีตระกูลตู้เขาจะหันไปขอใคร?”
ตู้เหลียนจ้งกล่าวรวดเดียวจนอ่อนใจ แล้วจึงกล่าวต่อ “ฮ่องเต้เคยตรัสว่า น้ำอาจพยุงเรือ หรือพลิกเรือก็ได้ เรื่องนี้ใช้ได้ทั้งกับฮ่องเต้ บ้านเมือง และครอบครัว ตระกูลเรายืนหยัดได้เพราะไม่เคยทำลายศรัทธาของชาวบ้าน! เข้าใจหรือยัง ว่าอู๋อ๋อง หลี่เค่อ คิดอะไร?”
ตู้หวนกงกระพริบตา คิดไปคิดมาก็เข้าใจขึ้นมาทันที เขาไม่ใช่คนโง่หากแต่ไม่ยอมใช้หัวคิด มัวแต่เที่ยวเตร่หาความสุข…
เมื่อคิดตลอดรอบ ก็อุทานว่า “นี่มันร้ายกาจจริงๆ!”
เห็นลูกชายเข้าใจ ตู้เหลียนจ้งก็พอใจขึ้นมาหน่อยอย่างน้อยก็ยังสั่งสอนได้อยู่
“หากชื่อเราไปจารึกอยู่บนศิลา พร้อมระบุว่าเราบริจาคแค่สองร้อยกว้าน แล้วผู้คนในเมืองจะมองตระกูลตู้เช่นไร? ผู้ประสบภัยมีเป็นหมื่นตายเป็นร้อย แล้วตระกูลใหญ่โตของเรากลับให้แค่นี้? นั่นมันใจดำเกินไป! ชื่อเสียงเราคงพังพินาศ! ยิ่งกว่านั้น ศิลานี้สร้างโดยพระบัญชา จะต้องตั้งอยู่ตลอดตราบใดที่ราชวงศ์ถังยังไม่ล่ม ไม่มีใครกล้าแตะ จะต้องอับอายจนตกทอดรุ่นแล้วรุ่นเล่า! ไอ้แผนการแบบนี้ร้ายกาจจริง ๆ! ใครจะไปคิดว่าอู๋อ๋องจะร้ายกาจขนาดนี้!”
ตู้หวนกงยิ่งพูดยิ่งโมโห
เท่ากับว่าตระกูลจะถูกตราหน้าว่าใจดำไร้เมตตา ชื่อเสียงที่สั่งสมมาหลายชั่วอายุคนจะพังพินาศ
ผู้ดูแลบ้านก็อึ้งไม่แพ้กัน ไม่คิดว่าการตั้งแค่หินก้อนเดียวจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังขนาดนี้รีบถามว่า “ยังมีเวลาอีกสามวัน เราควรจะ... บริจาคเพิ่มดีหรือไม่?”
ตู้หวนกงก็เพิ่งนึกขึ้นได้ “ใช่สิ ยังมีเวลาอีกสามวัน! บริจาค! รีบบริจาคเลย! แต่...” พูดมาถึงตรงนี้ เขาก็นึกถึงอีกเรื่องหนึ่ง
ตระกูลตู้มีสัญญาใจกับเว่ยอ๋องว่า ห้ามสนับสนุนอู๋อ๋องโดยเด็ดขาด เพื่อให้อีกฝ่ายล้มเหลวในการระดมทุนจะได้หมดหวังในการเป็นรัชทายาท
ถ้าบริจาคเพิ่ม ก็คือทรยศเว่ยอ๋อง?
จะบริจาคก็ไม่ได้ ไม่บริจาคก็ไม่ได้ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก...
ตู้เหลียนจ้งเหล่มองลูกชาย แล้วกล่าวอย่างสงบ “ที่เราสนับสนุนเว่ยอ๋อง ก็เพื่อเตรียมตัวไว้ก่อนเท่านั้น การเป็นรัชทายาทขึ้นอยู่กับใจฮ่องเต้ไม่มีใครบอกได้แน่นอนว่าเว่ยอ๋องจะได้เป็นหรือไม่ เจ้าจงรีบไปจัดการดูว่าตระกูลอื่นจะบริจาคหรือไม่ หากพวกเขาจะบริจาคเราก็ต้องให้มากที่สุด ให้ชื่อของตระกูลเราถูกจารึกไว้ที่อันดับหนึ่งบนศิลา!”
“ขอรับ” ตู้หวนกงรีบรับคำ
ไม่น่าแปลกใจที่บิดาจะกล่าวว่าแผนนี้ชักนำให้คนยอมสมัครใจเข้าร่วม ไม่เพียงแค่ต้องบริจาค ยังต้องแย่งกันบริจาค ใครเล่าจะไม่อยากให้ชื่อตนจารึกอยู่บนยอดศิลาให้คนรุ่นหลังกราบไหว้?
นี่คือเกียรติที่ต่อให้มีเงินมากแค่ไหนก็ซื้อไม่ได้!
แผนนี้... ร้ายกาจจริง ๆ!