- หน้าแรก
- เกิดใหม่อีกครั้ง ที่ราชวงศ์ถังอันรุ่งเรือง
- บทที่ 42 ความหนาวเย็นหน้าตำหนักไท่จี๋!!
บทที่ 42 ความหนาวเย็นหน้าตำหนักไท่จี๋!!
บทที่ 42 ความหนาวเย็นหน้าตำหนักไท่จี๋!!
ยามย่ำค่ำยามที่สอง ท้องถนนยาวเงียบสงัด ดวงจันทร์เย็นเฉียบโค้งเหมือนขอเกี่ยว
เมืองฉางอันขณะนี้ถูกสั่งห้ามออกจากเคหะสถานยามค่ำคืน เมืองที่เคยคึกคักในเวลากลางวันบัดนี้กลับดูวังเวงและเศร้าสร้อย ประตูของตลาดแต่ละแห่งแขวนโคมกระดาษสีแดงหรือสีขาว แสงไฟสลัว ลมเหนือพัดหวีดหวิว โคมไฟจึงแกว่งไกวอยู่ใต้ชายคา
นอกจากทหารองครักษ์ทองคำที่ลาดตระเวนยามค่ำคืน ก็มีเพียงยามเวรที่ผ่านไปเป็นครั้งคราว หิ้วโคมไฟเล็ก เคาะฆ้องทองแดงเก่าๆ หรือกระดึงไม้ เสียงฝีเท้าและเงาของพวกเขาปรากฏขึ้นชั่วครู่แล้วก็หายไปในความมืด เสียงฆ้องและกระดึงอ่อนล้าก็จางหายไปพร้อมกับเสียงลม
ใต้รั้วหินหยกขาวหน้าพระตำหนักงไท่จี๋ มีโคมไฟไม่กี่ดวงเปล่งแสงรางๆ กลุ่มลูกหลานตระกูลขุนนางที่แต่งตัวหรูหรากำลังคุกเข่าเรียงกันเป็นแถว
เหล่าคุณชายเจ้าสำราญที่เคยเย่อหยิ่งในยามปกติ บัดนี้ต่างตัวสั่นงันงกท่ามกลางลมหนาวจนแทบกัดกระดูก สีหน้าเหี่ยวเฉา น้ำมูกไหล จามไม่หยุด ใบหน้าแต่ละคนซีดขาวยิ่งกว่าทาแป้ง...
ยังไม่หมดเท่านั้น ข้างหลังยังมีทหารองครักษ์สวมหมวกเกราะดำประดับพู่ขาวยืนเฝ้าอย่างแข็งแรง ถ้าใครขยับตัวแม้เพียงน้อยนิดเพราะชาแข็งจากการคุกเข่าท่าเดิมนานเกินไป ก็จะถูกฟาดด้วยแส้อย่างรุนแรงทันที จนกลุ่มคุณชายจอมเกเรพากันสูดปากด้วยความเจ็บปวด แต่ไม่มีใครกล้าพูดคำหยาบได้แม้แต่คำเดียว ได้แต่ทนหน้าเศร้า
เว่ยอ๋อง มีสิทธิพิเศษเล็กน้อย สวมเสื้อคลุมขนหมีสีดำที่ขุนนางในวังส่งมาให้ ห่อหุ้มร่างอ้วนท้วนของเขาไว้แน่นหนา มือถือเตาอังไฟทองเหลืองขนาดเล็ก ความอบอุ่นของเตาไฟช่วยขับไล่ความหนาวเหน็บ เขาเองก็ไม่ต้องคุกเข่า ยืนอยู่เฉยๆ ขยับมือขยับเท้าได้ตามสบาย ทหารองครักษ์ก็ไม่กล้าหาเรื่องเขา ถึงกระนั้น เว่ยอ๋องก็รู้สึกใบหน้าของตัวเองร้อนผ่าวท่ามกลางลมหนาวจัด
น่าอับอายจริงๆ...
เขาคือ หลี่ไท่ องค์ชายผู้มีชื่อเสียงด้านความเฉลียวฉลาดและคุณธรรม ได้รับคำชมทั่วทั้งราชสำนักว่า “สง่างาม มีลักษณะของผู้ครองแผ่นดิน ท่าทางมีพลังดั่งมังกรและพยัคฆ์” แต่บัดนี้กลับต้องมายืนลงโทษกับพวกเด็กเกเรเช่นนี้ เหล่าขุนนางที่เดินผ่านไปมาต่างก็แอบมองด้วยสายตาล้อเลียน หลายคนถึงกับกลั้นหัวเราะแทบไม่อยู่ คาดว่าคงอีกไม่นาน เรื่องนี้จะถูกพูดถึงไปทั่วฉางอัน กลายเป็นหัวข้อสนทนาบนโต๊ะอาหารของผู้คนทั่วไป
ในใจของหลี่ไท่ทั้งอับอายและหงุดหงิด นอกจากโกรธฟางจวินที่ก่อเรื่อง เขายังแอบไม่พอใจในตัวเสด็จพ่อของเขาด้วย
เรื่องแค่นี้ ด่าซักสองคำก็พอ ทำไมไม่ปิดประตูตีซะให้รู้แล้วรู้รอด ต้องเล่นใหญ่ขนาดนี้เลยหรือ? นี่มันไม่ใช่แค่ลงโทษ แต่คือการประจานกันชัดๆ...
เมื่อรู้สึกไม่พอใจ สีหน้าของเขาก็ยิ่งดูอึมครึม
ไฉ่หลิงอู่ที่อยู่ข้างๆ สังเกตเห็นชัดเจน จึงกัดฟันพูดด้วยความแค้น: “ที่พวกเราต้องอับอายขายหน้าแบบนี้ ก็เพราะเจ้าบ้าฟางจวินนั่นแหละ ท่านอ๋องวางใจเถิด ข้าจะไม่มีวันปล่อยเขาไว้แน่!”
หลี่ไท่เหลือบตามองเขาแบบไร้คำพูด สายตานั้นชัดเจนว่า: เจ้าจะไปเอาอะไรไปสู้กับเจ้าฟางจวิน? เจอกันแค่ครู่เดียวก็โดนเขาล้มลงแล้ว มีดีแค่ปาก...
สายตาเหยียดหยามคู่นั้นทำเอาไฉ่หลิงอู่หน้าแดงก่ำ โกรธแค้นฟางจวินจนถึงขั้นฝังใจ
ขณะนั้นเอง ขุนนางบางส่วนก็รีบร้อนเดินผ่านประตูเฉิงเทียนเข้ามา ผ่านกลุ่มคุณชายพวกนี้ไปโดยไม่แม้แต่จะชายตามอง แล้วก็ตรงเข้าสู่พระตำหนักไท่จี๋ที่สว่างไสวไปด้วยแสงไฟ
บรรดาคุณชายถึงกับแตกตื่น
หลี่ซือเหวินห่อตัวอย่างหนาว พูดหน้าซีดว่า “จบแล้ว ท่านพ่อข้ามาแล้ว...”
ฟางจวินก็พึมพำอย่างหมดคำจะพูด: “ท่านพ่อข้าก็มาเหมือนกัน...”
ไฉ่หลิงอู่ถ่มน้ำลายด้วยความเคือง พ่อเขาไม่มา เพราะตายไปแล้ว... ที่มาแทนคือพี่ชายของเขา ไฉ่เจ๋อเว่ย ผู้สืบทอดตำแหน่งขุนนางเฉียวกั๋วกง พี่ชายคนนี้เป็นคนเคร่งครัดจริงจัง ไม่ชอบใจนิสัยเหลวไหลของไฉ่หลิงอู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เจอเรื่องอะไรก็จะด่าก่อน แล้วก็มักจะต่อยทีหลัง...
เพราะฉะนั้น ไฉ่หลิงอู่จึงเกรงใจพี่ชายคนนี้มาก
คนอื่นๆ ก็พากันถอนหายใจ หน้าเศร้าเป็นแถว เรื่องวันนี้ดูท่าจะจบไม่สวย ยังไม่รวมว่าจักรพรรดิจะลงโทษอย่างไร แค่กลับบ้านไปก็หนีไม่พ้นโดนพ่อตีแน่นอน
ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ฝ่ายไหน ทุกคนต่างพากันรู้สึกไม่พอใจในใจต่อจักรพรรดิถังไท่จง แค่ก่อเรื่องนิดเดียว ก็ไปฟ้องท่านพ่อ...น่าเบื่อจริงๆ...
ภายในพระตำหนักไท่จี๋ แสงไฟสว่างจ้า เทียนขี้ผึ้งวัวสูงหนึ่งฟุตถูกปักไว้เต็มต้นเชิงเทียนสำริด เปลวไฟส่องสว่างอบอุ่น มุมทั้งสี่ของท้องพระโรงมีเตาสำริดวางอยู่ ถ่านหอมกำลังเผาไหม้อย่างแรง กลิ่นหอมจางๆ ผสมกับไออุ่นลอยออกมาจากช่องฝาเตาลายสัตว์ ขับไล่ความหนาวเย็น ทำให้บรรยากาศภายในอบอุ่นเหมือนฤดูใบไม้ผลิ
ต่างกับภายนอกที่หนาวเหน็บราวสวรรค์กับนรก
เนื่องจากไม่ได้เป็นการประชุมเช้าอย่างเป็นทางการ ที่ด้านข้างของท้องพระโรงจึงจัดวางโต๊ะเล็กสองแถว บนโต๊ะมีเหย้าเหล้าและขนมหวานประณีตวางอยู่
จักรพรรดิถังไท่จงประทับอยู่บนพระที่นั่ง ไม่ได้สวมฉลองพระองค์สำหรับพิธีการ แต่เป็นเพียงผ้าไหมสีเขียวธรรมดา พระเนตรดุดันกวาดมองเหล่าขุนนางเบื้องหน้า พระพักตร์เคร่งขรึม มีบารมีโดยไม่ต้องแสดงความโกรธ
“เรื่องในวันนี้ พวกท่านคิดว่าควรจัดการเช่นไร?” เสียงของจักรพรรดิฟังดูราบเรียบ แต่แฝงด้วยความขุ่นเคือง
เหล่าลูกหลานเชื้อพระวงศ์และขุนนาง กลับไปก่อเรื่องวิวาทในเขตสงบสุขของพุทธศาสนา ทำให้วุ่นวายเสียหาย นี่มันเสียหายต่อภาพลักษณ์แค่ไหน! แม้จักรพรรดิถังไท่จงจะไม่โปรดพุทธศาสนา แต่อย่างไรมันก็เป็นพื้นที่สาธารณะ เรื่องนี้ย่อมกระทบต่อภาพลักษณ์ของบ้านเมือง
ท้องพระโรงเงียบงัน เหล่าขุนนางต่างรู้สึกกระอักกระอ่วน
พวกเขาต่างทานอาหารค่ำ ล้างหน้าเรียบร้อย เตรียมกลับไปห้องกอดภรรยาหรือสาวใช้ เพื่อศึกษาหลัก “คุณธรรมของมนุษย์” อย่างลึกซึ้ง กลับโดนเรียกตัวเข้าวังกลางดึก พอรู้ว่าเกิดเรื่องที่วัดชิงหยวน ก็พากันรู้สึกขายหน้า
ไม่รู้จะพูดอะไรดี...
หลังจากเงียบกันพักหนึ่ง ฟางเสวียนหลิงจึงจำต้องลุกขึ้นคำนับและทูลว่า: “ขอพระราชทานกราบทูลฝ่าบาท แผ่นดินมีกฎหมาย บ้านมีกฎระเบียบ สมควรลงโทษตามกฎหมาย”
ในฐานะอัครมหาเสนาบดี ผู้ทรงอำนาจสูงสุดในหมู่ขุนนางพลเรือน เขาจำต้องออกแสดงท่าทีเป็นคนแรก พอเขาเริ่มพูด ขุนนางคนอื่นก็พากันออกเสียงสนับสนุน บอกว่าควรลงโทษตามกฎหมาย ไม่ขอมีข้อโต้แย้งใดๆ
แค่ไม่มีข้อโต้แย้งน่ะหรือ?
ขุนนางเหล่านี้ตอนนี้อยากจะจับลูกตัวเองไปเฆี่ยนตีให้สมใจเสียด้วยซ้ำ ทำให้พวกเขาเสียหน้าในที่ประชุมต่อหน้าจักรพรรดิ สมควรโดนลงโทษ!
แต่จักรพรรดิถังไท่จงเพียงแค่แค่นหัวเราะเบาๆ
ลงโทษตามกฎหมาย?
ก่อเหตุวุ่นวาย ตีกันในที่สาธารณะ ทำลายความสงบ หากตัดสินตาม “กฎหมายราชวงศ์ถัง” ก็ต้องเฆี่ยนประจานต่อหน้าสาธารณชน แล้วเนรเทศไปเป็นทหารชายแดน
ถ้าเอาเข้าจริง ก็อาจจะกลายเป็นกระแสกล่าวหาว่ากษัตริย์กดขี่ลูกหลานขุนนาง
เรื่องโง่ๆ แบบนี้ จักรพรรดิถังไท่จงไม่มีทางทำแน่ จึงโยนภาระให้คนอื่น
“จือเจี๋ย เจ้านี่แหละจัดการเรื่องนี้ ใครต้องโดนเฆี่ยนก็เฆี่ยน ใครต้องเนรเทศก็เนรเทศ”
เฉิงเหย่าเจินที่กำลังเคลิ้มหลับอยู่ สะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยิน รีบส่ายหัวรัวๆ เหมือนกลองโยก: “ไม่ได้ๆ กระหม่อมเพิ่งท้องผูกเมื่อไม่กี่วันก่อน ดื่มน้ำผึ้งไปหลายโหล สุดท้ายเลยกลายเป็นท้องเสีย วันหนึ่งเข้าห้องน้ำสิบกว่ารอบ...โอ๊ย มาอีกแล้ว กระหม่อมขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะพะยะค่ะ...”
จักรพรรดิถังไท่จงหน้าดำทันทีพึมพำเบาๆ “ตาแก่คนนี้”... แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ จึงได้แต่โบกพระหัตถ์อย่างรำคาญ เฉิงเหย่าเจินก็วิ่งออกจากท้องพระโรงอย่างรวดเร็ว
ทุกคนรู้ดีว่านิสัยหน้าด้านของเฉิงเหย่าเจินเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วจึงไม่แปลกใจ แต่ในใจก็รู้ทันทีว่า จักรพรรดิทรงโกรธจริงๆ แล้ว ทุกคนเริ่มไม่สบายใจ
เห็นพระพักตร์ของจักรพรรดิเริ่มไม่พอใจมากขึ้นเรื่อยๆ ก็รู้ว่าไม่อาจปัดความรับผิดชอบกันได้อีก จึงมองหน้ากัน ก่อนจะเป็นหลี่จี๋ที่ยืนขึ้น
หลี่จี๋วัยสี่สิบสอง ผิวขาวซีด แฝงด้วยสีฝุ่นจากการเดินทาง คางเรียวแหลม ดูผอมบาง มีหนวดบางๆ ให้ความรู้สึกสงบเสงี่ยม ดูเผินๆ เหมือนนักปราชญ์ผู้รอบรู้ มากกว่าจะเป็นแม่ทัพผู้เชี่ยวชาญการยิงธนูและบุกนำทัพ แต่คิ้วเข้ม ดั้งจมูกสูง หน้าผากกว้างของเขา แสดงถึงความหนักแน่นและเด็ดเดี่ยว
เขาคำนับแล้วทูลว่า: “แม้เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต แต่กลับเกี่ยวข้องกว้างขวาง ส่งผลกระทบร้ายแรง คนทั่วไปต้องนินทาแน่นอน แต่หากลงโทษรุนแรง อาจกระทบต่อเกียรติของเว่ยอ๋อง...กระหม่อมเห็นว่าควรให้แต่ละครอบครัวกักตัวผู้เกี่ยวข้องไว้นอกเมืองสักระยะ เมื่อเวลาผ่านไป กระแสวิจารณ์ก็จะค่อยๆ จางลงเอง...”
จักรพรรดิถังไท่จงถอนหายใจเงียบๆในใจ หลี่จี๋คนนี้ช่างรู้ใจดีจริงๆ เดาเจตนาพระองค์ออกหมดแล้ว
พระองค์ตั้งใจจะลงโทษหนัก เพราะพวกเด็กพวกนี้ หากไม่ให้เข็ดหลาบ วันหน้าคงยิ่งเหลิง
แต่ถ้าลงโทษหนัก ก็ย่อมกระทบต่อชื่อเสียงขององค์ชายหลี่ไท่
องค์ชายพระองค์นี้จักรพรรดิถังไท่จงวางความหวังไว้สูง จึงไม่อยากทำลายอนาคตของเขา
หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง จึงตรัสว่า: “ถ้าเช่นนั้น ก็ให้พวกสารเลวพวกนี้ถูกส่งไปยังจวนชนบทของแต่ละครอบครัว ห้ามเข้ามาในเมืองเป็นเวลาหนึ่งเดือน!”