- หน้าแรก
- เกิดใหม่อีกครั้ง ที่ราชวงศ์ถังอันรุ่งเรือง
- บทที่ 17 ราชวงศ์มักขาดความอบอุ่นในครอบครัว!
บทที่ 17 ราชวงศ์มักขาดความอบอุ่นในครอบครัว!
บทที่ 17 ราชวงศ์มักขาดความอบอุ่นในครอบครัว!
หน้าหล่อเหลาอันสง่างามของ "จักรพรรดิถังไท่จง" ถึงกับชะงักไปทันที เขามองดูลูกสาวแท้ ๆ คนเล็กที่สุดในอ้อมแขนที่ยังคงดึงเคราของตนไม่ปล่อยด้วยความเอ็นดู แล้วอดไม่ได้ที่จะถามด้วยความอยากรู้ว่า
“ซื่อจื่อ ทำไมเจ้าถึงพูดแบบนั้นล่ะ?”
เด็กหญิงตัวน้อยทำหน้าบูดน่ารัก แก้มกลมอมชมพูป่อง ๆ ดวงตากลมโตเป็นประกายกระพริบปริบ ๆ อย่างไร้เดียงสา แล้วตอบอย่างน่าเอ็นดูว่า “พี่หญิงสิบเจ็ดต้องมีคนที่ชอบอยู่แล้วแน่ ๆ ถึงไม่อยากแต่งให้พี่ชายตระกูลฟาง ถ้าเสด็จพ่อฮ่องเต้ยังบังคับให้แต่งละก็ พี่หญิงต้องเสียใจมากแน่ ๆ แต่ซื่อจื่อยังไม่มีใครที่ชอบ เพราะงั้นจะแต่งให้ใครก็ได้หมดเลยเพคะ...”
องค์หญิงเกาหยางถึงกับเขินอาย “ซื่อจื่อพูดเพ้อเจ้อ! พี่หญิงไม่มี...ไม่มีคนที่ชอบอะไรทั้งนั้นนะ...”
จักรพรรดิถังไท่จงถึงกับตกใจ “ใครสอนเจ้าให้พูดแบบนี้?”
เด็กอายุแค่ห้าขวบ จะไปรู้เรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ หรือการเลือกคู่ได้อย่างไร? เห็นได้ชัดว่าต้องมีใครพูดอะไรบางอย่างให้ซื่อจื่อฟังเข้าแล้ว แม้อาจไม่ตั้งใจชักจูง แต่การพูดเรื่องแบบนี้ในวังหลวง ถือเป็นความผิดร้ายแรงนัก!
ซื่อจื่อตอบอย่างใสซื่อว่า “ไม่มีใครบอกซื่อจื่อหรอกเพคะ ซื่อจื่อนึกขึ้นได้ตอนดูละครงิ้วพื้นบ้านเรื่อง ‘ต้าเหยาเหนียง’ เมื่อไม่กี่วันก่อนเอง…”
ละครเรื่อง ต้าเหยาเหนียง เป็นละครพื้นบ้านที่นิยมกันมากในตอนนั้น เนื้อเรื่องเกี่ยวกับชายแซ่ซูที่ไม่หล่อ ไม่มีทั้งตำแหน่งและทรัพย์สิน ชอบดื่มสุราและเมื่อเมาก็จะกลับมาทุบตีภรรยาผู้เป็นสาวงามที่ร้องเพลงและเต้นรำเก่ง จนนางต้องใช้การแสดงออกถึงความทุกข์ในชีวิตผ่านการร้องรำ
ในการแสดงจะมีนักแสดงชายใส่ชุดหญิง ร้องเพลงไปเดินไปแบบโยกเยก และผู้ชมก็จะร่วมร้องรับท่อนว่า
“ต้าเหยาเหนียง! ต้าเหยาเหนียงช่างทุกข์ยากจริงหนอ!”
และเมื่อถึงตอนหนึ่ง สามีโฉดก็จะปรากฏตัว ออกมาทำทีว่าทะเลาะและตีภรรยา เรียกเสียงหัวเราะและอารมณ์ร่วมจากผู้ชมอย่างมาก
แม้เป็นละครงิ้วพื้นบ้าน แต่ในวังหลวงก็เคยเชิญคณะละครมาแสดงบ้างเป็นบางคราว
จักรพรรดิถังไท่จงได้แต่มองลูกสาวตัวน้อยอย่างจนใจ พลางพูดเสียงขรึมว่า “พวกละครไร้สาระพวกนี้ไม่ดูเสียยังจะดีกว่า แล้วเจ้าไม่รู้หรือว่า ตรงนี้เป็นสถานที่สำคัญที่เสด็จพ่อฮ่องเต้ของเจ้าใช้ว่าราชการ ใครเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาตจะต้องถูกลงโทษ!”
คิดว่าจะขู่ให้เด็กหญิงกลัวและสำนึกผิดได้บ้าง ที่ไหนได้ เจ้าตัวน้อยกลับไม่กลัวแม้แต่น้อย
ซื่อจื่อกระพริบตาปริบ ๆ มององค์หญิงเกาหยางอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันมาพูดกับเสด็จพ่อของเขาว่า
“หญิงสาวเมื่ออายุสิบห้าปีจึงจะปักปิ่นได้ แต่ร่างกายยังเติบโตไม่เต็มที่ บ่อยครั้งจึงคลอดลูกลำบาก หากพ่อแม่เมตตา ควรรอให้ร่างกายหญิงสาวเจริญเต็มที่ก่อน…ก่อนจะ…ก่อนจะ…”
พูดมาถึงตรงนี้ก็ติดขัด เพราะจำคำพูดต่อไปไม่ได้ ดวงตากลม ๆ ก็ตื่นตระหนก หันไปมององค์หญิงเกาหยางอย่างต่อเนื่อง
องค์หญิงเกาหยางเห็นดังนั้นก็ได้แต่ปวดหัว หน้าดำคร่ำเครียดในใจ
“เจ้าซื่อจื่อ เจ้าจะจ้องข้าทำไมเนี่ย… ทีนี้แหละ งานเข้าล่ะ…”
จักรพรรดิถังไท่จงเดาออกทันทีว่าต้องเป็นแผนร่วมกันของสองพี่น้อง ทั้งเกาหยางและซื่อจื่อคงปรึกษากันไว้ล่วงหน้า หวังจะมาช่วยกันโน้มน้าวให้ไม่ต้องแต่งกับฟางอวี๋อ้าย
แต่ซื่อจื่อแม้จะฉลาดนัก ก็ยังเด็กเกินไป ความรู้เรื่อง ‘ร่างกายเจริญไม่เต็มที่’, ‘คลอดลูกลำบาก’ นั้นยังเข้าใจไม่ชัดเจน จึงพูดติด ๆ ขัด ๆ
แม้เกือบถูกหลอกด้วยลูกสาวสองคน จักรพรรดิถังไท่จงก็ไม่ได้โกรธนัก กลับรู้สึกขบขันเสียด้วยซ้ำ
เขาเช็ดเหงื่อบนหน้าผากซื่อจื่อด้วยความเอ็นดู แล้วพูดอย่างอ่อนโยนว่า “พ่อจะไม่รู้ใจของพี่สาวเจ้าหรือ? แต่คำพูดของฮ่องเต้นั้นมิอาจลบล้างได้ เพราะ ‘กษัตริย์ไม่มีคำพูดล้อเล่น’ หากฮ่องเต้พูดออกไปแล้วกลับคำเสียเอง ทั้งชื่อเสียงของฮ่องเต้ก็จะเสียหาย แล้วยังจะให้ท่านลุงฟาง เอาหน้าไว้ไหนได้อีกเล่า?”
ตรงจุดนี้เอง ที่แม้ในใจจักรพรรดิถังไท่จงจะเริ่มรู้สึกเสียใจเล็กน้อยกับเรื่องการแต่งงานครั้งนี้ แต่เขาไม่มีทางยอมเสียสัตย์เอง
ซื่อจื่อเป็นเด็กหัวไว ดวงตากลมโตเป็นประกายทันที พูดว่า “ถ้าพี่ชายตระกูลฟางเป็นคนถอนหมั้นเองล่ะ แบบนั้นจะได้หรือไม่?”
จักรพรรดิถังไท่จงหัวเราะอย่างขื่น ๆ “นั่นเท่ากับขัดพระบัญชา เป็นความผิดร้ายแรง แม้ไม่ถึงกับตาย ก็ต้องโดนเนรเทศหรือลงโทษหนักแน่นอน”
ซื่อจื่อถึงกับหน้าเศร้าใกล้จะร้องไห้ “แบบนั้นก็ไม่ได้ แบบนี้ก็ไม่ได้ แล้วพี่หญิงต้องแต่งกับเขาจริง ๆ หรือ…”
องค์หญิงเกาหยางอีกด้านถึงกับขบกัดริมฝีปาก ใบหน้าหม่นหมอง เมื่อคิดว่าต้องใช้ชีวิตทั้งชาติกับคนหยาบกระด้างอย่างฟางอวี๋อ้าย ก็นึกอยากตายเสียยังจะดีเสียกว่า…
จักรพรรดิถังไท่จงจึงหันไปถามเด็กชายที่ยืนตัวแข็งอยู่ในท่าทางสงบเสงี่ยม
“จื้อเอ๋อร์ เจ้าเองก็คิดจะหลอกลวงพ่อกับเขาด้วยหรือ?”
เด็กชายตกใจมาก รีบตอบอ้ำอึ้ง “ไม่ ไม่ใช่นะพะยะค่ะ ลูกไม่กล้าโกหกพะยะค่ะ! เพียงแต่…แต่…พี่หญิงกับน้องหญิงเป็นผู้หญิง ลูกเป็นผู้ชาย ถ้าเสด็จพ่อจะลงโทษ ก็ลงโทษลูกแทนเถอะพะยะค่ะ…”
แม้จะพูดแบบกล้าหาญ แต่แววตาเต็มไปด้วยความตื่นกลัว กลัวว่าเสด็จพ่อของตยจะพูดว่า
“ลากตัวไปโบยสามสิบไม้” แบบที่เกิดขึ้นกับ หลี่โหย่ว เมื่อไม่กี่วันก่อน จนถึงวันนี้ยังนอนคว่ำอยู่บนเตียง ไม่กล้ากระดิกตัว
จักรพรรดิถังไท่จงมองดูซื่อจื่อที่แสนไร้เดียงสา มององค์หญิงเกาหยางที่น้ำตาคลอเบ้า มองหลี่จื้อที่แม้ปากพูดกล้าหาญแต่จริง ๆ กลัวจนตัวสั่นแล้วก็ได้แต่รู้สึกอบอุ่นในใจอย่างเงียบ ๆ
ราชวงศ์มักขาดความอบอุ่นในครอบครัว!
ฉากที่พ่อเมตตา ลูกกตัญญู พี่น้องรักใคร่กลมเกลียวกัน อย่างในบ้านของชาวบ้านทั่วไปนั้น เป็นสิ่งที่จักรพรรดิถังไท่จงทรงปรารถนาที่สุดในชีวิตนี้
แต่เพื่อความอยู่รอด เพื่อบัลลังก์ จักรพรรดิถังไท่จงกลับต้องลงมือฆ่าความรักระหว่างพ่อกับลูก พี่กับน้องไปด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง ความปรารถนานั้นจึงกลายเป็นเพียงความฝันลมๆ แล้งๆ ที่ไม่มีทางเป็นจริงได้อีกในชาตินี้
ดังนั้น พระองค์จึงฝากความหวังไว้กับรุ่นลูกรุ่นหลาน หวังว่าเหล่าลูกๆ จะสามารถรักใคร่กลมเกลียว ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
แต่พวกลูกๆ รุ่นโตกลับทำให้พระองค์ผิดหวังอย่างยิ่ง ต่างแย่งชิงบัลลังก์อย่างเปิดเผยและลับหลัง ไม่หยุดที่จะขัดแข้งขัดขากันและกัน ไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจกันอีกต่อไปแล้ว
หลายครั้งที่จักรพรรดิถังไท่จงสะดุ้งตื่นกลางดึกด้วยความหวาดกลัว เหตุการณ์ประตูเสวียนอู่เมื่อครั้งอดีตจะถูกฉายซ้ำอีกครั้งในบรรดาลูกชายของตน…
พระองค์จะไม่มีวันปล่อยให้เรื่องนั้นเกิดขึ้นอีกเด็ดขาด!
โชคยังดี ที่ลูกๆ รุ่นเล็ก ซึ่งอาจเป็นเพราะไม่ได้หลงใหลในอำนาจ กลับรักใคร่กันจริงอย่างบริสุทธิ์ใจ
โดยเฉพาะลูกชายคนที่เก้า หลี่จื้อ เมื่อเปรียบเทียบกับพี่ๆ ของเขาที่ล้วนเฉลียวฉลาดและเด็ดเดี่ยว หลี่จื้อกลับดูไม่เข้าตา อ่อนโยนเกินไป ลังเลไม่เด็ดขาด ไม่กล้าตัดสินใจ…
แต่เขามีข้อดีหนึ่งที่หาคนเปรียบยาก คือให้ความสำคัญกับความรักในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นพี่หรือน้อง เขาก็ปฏิบัติต่อกันด้วยความรักและจริงใจอย่างไม่มีเงื่อนไข
พระทัยของจักรพรรดิถังไท่จงล่องลอยไปไกล อาจจะเป็นไปได้ว่า…
(ผิดพลาดประการใดก็ขออภัยนะคะ ขอบคุณทุกท่านมากค่ะ รบกวนขอคะแนนด้วยน๊าาา)