- หน้าแรก
- เกิดใหม่อีกครั้ง ที่ราชวงศ์ถังอันรุ่งเรือง
- บทที่14 จวนสกุลฟาง!!
บทที่14 จวนสกุลฟาง!!
บทที่14 จวนสกุลฟาง!!
จวนสกุลฟาง
ข่าวที่คุณชายรองไปเที่ยวหอนางโลมแล้วเกิดเรื่องชกต่อยกับฉีอ๋อง จนถูกฝ่าบาทจับตัวเข้าวังแพร่กลับมาถึงบ้าน ทำให้บ้านทั้งหลังวุ่นวายกันเป็นแถบ
ฟางเสวียนหลิงออกไปเข้าเฝ้าตั้งแต่เช้ามืด จนบัดนี้ยังไม่กลับมา คาดว่าคงเพราะหิมะตกหนักในเขตกวนจงทำให้มีเรื่องวุ่นวายมาก ฝ่าบาทจึงรั้งตัวเขาไว้
แม้ว่าเจ้านายของบ้านจะเป็นขุนนางใหญ่ที่ฝ่าบาทให้ความไว้วางใจ แต่การทำร้ายเชื้อพระวงศ์ก็ถือเป็นความผิดใหญ่ แม้จะไม่ถึงขั้นถูกประหาร แต่โทษที่ตามมาก็ไม่เบา หากถูกสั่งเนรเทศไปไกลถึงหลิ่งหนานหรือถูกส่งตัวไปรับราชการในแดนกันดาร ก็แทบไม่ต่างจากตายทั้งเป็น
เรื่องทั้งหมดนี้เป็นเพราะฉีอ๋องคนนั้นชัดๆ ไอ้เจ้าคนไร้เกียรติ! ต้องเป็นเขาแน่ๆ ที่รังแกคุณชายรองของบ้านเรา พูดถึงคุณชายรองแล้ว แม้จะไม่ฉลาดเรื่องหนังสือหนังหา แต่ก็เป็นเด็กดีที่นอบน้อมมีมารยาทมาโดยตลอด แค่พูดไม่เก่ง ถูกรังแกแล้วยังอธิบายอะไรไม่เป็น เลยเถิดถึงขั้นลงไม้ลงมือ
พูดก็พูดเถอะ คนทั้งบ้านต่างเชื่อว่าฟางจวินคงถูกกดขี่จนทนไม่ไหว เลยฮึดขึ้นสู้เอง..
พอไม่มีคนคุมบ้าน แล้วดันมาเกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ขึ้น บ่าวไพร่ในบ้านก็พากันวุ่นวายเหมือนไก่ไร้หัว
ฮูหยินหลู แม้จะขึ้นชื่อว่าเด็ดขาดเข้มแข็ง แต่พอถึงเวลาเกิดเรื่องใหญ่จริงๆ ก็ถึงกับตั้งตัวไม่ติด จึงไม่มีแก่ใจจะควบคุมใคร ฟังว่าขณะที่เกิดเรื่องยังมีเฉิงฉู่ปี้อยู่ด้วย รีบสั่งคนสนิทให้ไปยังจวนหลู่กั๋วกง ขอให้เฉิงเหยาจินช่วยเข้าไปวิงวอนในวัง
คนใช้นำคำของเฉิงเหยาจินกลับมาว่า: “ก็แค่ต่อยกัน จะอะไรนักหนา!”
ฮูหยินหลูโมโหจนด่าสาดเสียเทเสีย ตาแก่เฉิงช่างไร้สาระ! ทำร้ายองค์ชายเชียวนะ คิดว่าแค่ต่อยเสร็จแล้วจบได้เลยงั้นหรือ?
แต่พอคิดอีกที เด็กสองคน คนหนึ่งมีหลู่กั๋วกงหนุนหลัง อีกคนก็มีท่านเสนาบดีใหญ่ผู้เป็นเสาหลักฝ่ายบุ๋นของแผ่นดิน ต่างก็เป็นขุนนางที่ติดตามฝ่าบาทมาตั้งแต่เริ่มก่อการ คงไม่ถึงกับโดนลงโทษถึงตายหรือถูกเนรเทศไปแดนไกล
คิดได้เช่นนี้ ฮูหยินหลูก็เบาใจลงมาหน่อย
จึงสั่งให้บ่าวไพร่ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง ห้ามนินทาเรื่องนี้เด็ดขาด แล้วส่งคนไปสืบข่าวจากในวัง
ต่อมาเมื่อมีข่าวออกมาว่า คุณชายของบ้านไม่ได้รับโทษอะไร มิหนำซ้ำฉีอ๋องยังถูกฝ่าบาทเตะเข้าให้แถมด้วยโทษเฆี่ยนสามสิบที เพียงแต่ท่านฟางเสวียนหลิงยังต้องอยู่ช่วยจัดการภัยพิบัติในเขตกวนจง จะกลับบ้านช้าหน่อย
ฮูหยินหลูถึงกับโล่งอกทันที
แต่ความโกรธแค้นต่อฉีอ๋อง ยังคงเต็มเปี่ยมในใจ คนสารเลว! ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้านั่น ลูกข้าคงไม่เกือบซวย โชคดีที่ฝ่าบาททรงเฉลียวฉลาด มองทะลุความจริง…
คงมีเพียงฉีอ๋องเท่านั้น ที่ขณะนี้นั่งนิ่งรับรู้สัมผัสแห่งการเฆี่ยนด้วยกระบอง ไม่แน่ว่าในใจอาจกำลังคิดว่าหิมะที่ตกตอนนี้ช่างไม่เหมาะเวลาเสียจริง หากตกในเดือนหกที่ร้อนแทบตาย คงจะเย็นสบายชื่นใจไม่น้อย
เมื่อฟางจวินเดินเข้าบ้าน คนรับใช้รีบไปรายงาน ฮูหยินหลูก็สั่งให้สาวใช้เตรียมข้าวกับกับข้าวทันที พร้อมกับไปขุดเอาไม้ตีฝุ่นออกมาจากห้องนอน…
ทันทีที่ฟางจวินก้าวเท้าเข้าบ้าน ยังไม่ทันได้พูดจบประโยคว่า “ท่านแม่…”
ฮูหยินหลูก็ชักไม้ตีฝุ่นขึ้นมาฟาดเข้าใส่ทันที ใบหน้าเต็มไปด้วยความโมโห จนฟางจวินร้องโอดโอยดิ้นพล่าน รีบเอามือป้องหน้าอ้อนวอนขอชีวิต
จนฮูหยินหลูเหนื่อยหมดแรง อารมณ์เย็นลง จึงสะบัดมือสั่งว่า: “กินข้าวซะ!”
ฟางจวินลูบก้นที่แสบร้อนพลางกินข้าวหอมๆ น้ำตาแทบไหล: บ้าจริง… “มือหนึ่งถือไม้ หนึ่งมือถือแครอท” (ลงโทษแล้วตามด้วยเอาใจ) สำนวนนี้ต้องเกิดจากท่านแม่เรานี่แหละ!
ฟางจวินเหนื่อยมาทั้งวัน แถมยังต้องต่อยกับคนอีก จึงหิวแทบขาดใจ ตะเกียบในมือแทบจะบินได้
ฮูหยินหลูพูดด้วยความเป็นห่วง: “ค่อยๆ กินหน่อยเจ้าลูกคนนี้ เดี๋ยวติดคอเอานะ ฉีอ๋องนั่นก็เหลือเกิน วันๆ เอาแต่หาเรื่องไปทั่ว ยังจะมารังแกเจ้าคุณชายรองที่ว่านอนสอนง่ายของบ้านเราอีก”
“แค่กๆๆ…” ฟางจวินแทบสำลักข้าวเข้าจมูก ฉีอ๋องก็น่าสงสารอยู่หรอก โดนฟาดไปชุดใหญ่ แถมยังไม่มีใครเข้าข้างเลย…
ในใจเขาเริ่มวิตกนิดๆ ว่า เส้นทางแห่ง “การทำตัวเสื่อมเสียเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ” ที่ตัวเองเลือกเดินนั้น จะพาเขาไปสู่จุดที่ชื่อเสียงพังพินาศเหมือนฉีอ๋องหรือเปล่านะ?
“โธ่เอ๊ย ลูกคนนี้ บอกแล้วให้กินช้าๆ ยังจะรีบอีก สาวใช้! รีบเอาน้ำชาให้คุณชายของเจ้าเร็วๆ หน่อย เจ้านี่ไม่มีหัวคิดเลยจริงๆ…” ฮูหยินหลูพูดเร็วปร๋อ แต่น้ำเสียงและแววตาเต็มไปด้วยความรักและห่วงใยแท้จริง
ลูกก่อเรื่องก็ต้องตี แต่หลังจากตีแล้วก็ต้องตามใจอยู่ดี ลูกก็คือลูก ยังไงก็รักเสมอ…
พอฟางจวินได้ยินว่าให้สาวใช้เอาชามา ก็สะดุ้งเฮือก น้ำชานั่นรสชาติจะฆ่าคนได้เลยนะ…
เขารีบตักข้าวอีกสองคำ วางตะเกียบแล้วพูดว่า: “ข้ากินอิ่มแล้ว เอ่อ…เจ้าเอาชาไปไว้ในห้องข้าเถอะ ข้าจะดื่มก่อนนอน”
ฮูหยินหลูทำค้อนใส่: “มีใครที่ไหนดื่มชาก่อนนอน? ดื่มตอนนี้เลย!”
ฟางจวินทำหน้าเศร้า น้ำชานิดเดียวก็ยังจะควบคุมอีก ควบคุมได้ถึงขนาดนี้เลยเหรอท่านแม่…
แต่ในใจก็กลับรู้สึกอบอุ่น..แม้น้ำชาจะมีคราบน้ำมันลอย ฟุ้งด้วยกลิ่นต้นหอมขิงชวนคลื่นไส้ แต่ฟางจวินกลับจิบลงไปด้วยหัวใจที่รู้สึกเหมือนดื่มน้ำทิพย์
มีคนคอยพร่ำบ่น คอยดูแล คอยควบคุมเรื่องจุกจิกทั้งหลาย บางครั้งก็ไม่ได้รู้สึกรำคาญเลย เพราะคนที่ใส่ใจเราเท่านั้น ที่จะสนใจว่าเรากินอิ่มไหม นอนหลับดีรึเปล่า…
กำลังจะดื่มด่ำกับความรักอันล้นเปี่ยมของแม่อยู่นั้น พ่อของเขา ฟางเสวียนหลิงก็กลับมาถึงบ้าน
ทันทีที่ฟางเสวียนหลิงก้าวเข้าประตู ก็เห็นภรรยากำลังจับลูกชายคนรองตรวจดูสารพัด สีหน้าเต็มไปด้วยความห่วงใย ถามโน่นถามนี่ว่าโดนฉีอ๋องทำร้ายตรงไหนบ้าง ถ้ามีก็บอกมาเร็วๆ จะได้รีบรักษา
ฮึ่ม! แม่ที่รักลูกมากมักทำให้ลูกเสียคน!
ฟางเสวียนหลิงทำหน้าขรึม เดินเร็วๆ ไปนั่งที่ห้องโถง ก่อนจะมองลูกชายแล้วเอ่ยว่า: “มีอะไรจะพูดกับข้ารึไม่?”
ฟางจวินนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ โอ้โห... ท่านพ่อนี่ดูเหมือนจะจับได้ว่าเรื่องจริงมันเป็นยังไงแล้วเหรอ? แต่ก็ช่างเถอะ เพราะแผนของเราก็คือทำตัวให้เสียชื่อเสียงอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องโกหกด้วยซ้ำ ส่วนฝ่าบาทนั่นน่ะ เป็นฝ่ายที่คิดเองเออเองว่ามองเห็น "เบื้องหลังความจริง" ได้ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้าล่ะ?
ก็ในเมื่อฮ่องเต้ชอบตีลูกชายเอง ใครจะไปห้ามได้?
เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่จู่ ๆ ก็โดนเสียงตะโกนลั่นทำเอาสะดุ้งจนแทบหงายหลังตกเก้าอี้...
"เจ้าหมายความว่าอย่างไร?" หลูซื่อ(ฮูหยินหลู มารดาของฟางจวิน)ขมวดคิ้ว ตาวาววับ มองจ้องไปที่ฟางเสวียนหลิงอย่างดุดัน ก่อนจะด่าเสียงกร้าวว่า: "เจ้าตาแก่ไม่รักดี! อยู่ต่อหน้าฝ่าบาทน่ะเงียบเป็นเป่าสาก แต่พอกลับบ้านก็กล้ามาข่มเหงภรรยาในบ้านงั้นหรือ? ไม่มีทาง! ถ้าฝ่าบาทไม่ยุติธรรม ข้าจะไม่ว่าอะไรเลย แต่เจ้ากลับคิดจะ ‘เสียสละลูกเพื่อความยุติธรรม’ ถึงขั้นอยากให้เขาถูกลงโทษหนักจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด มันสมควรแล้วหรือ?!"
ฟางเสวียนหลิงหน้าแดงก่ำ พูดอะไรไม่ออก ได้แต่พึมพำอ้อมแอ้ม
เขาพูดไม่ออกจริง ๆ เพราะไม่มีข้อโต้แย้งเลย! ตอนอยู่ในตำหนักเสินหลง เขาก็แอบคิดจริง ๆ ว่าจะยอมปล่อยให้ลูกชายถูกลงโทษ เพื่อให้เรื่องมันจบ ๆ ไปซะ ในเมื่อเขาอยู่ด้วย ยังไงฝ่าบาทก็คงไม่ลงโทษถึงตาย
ใครจะไปคิดว่าฝ่าบาทจะลงไม้ลงมือกับฉีอ๋องแบบไม่พูดไม่จา!?
เสียงร้องคร่ำครวญของฉีอ๋องยามโดนเฆี่ยนยังดังก้องอยู่ในหูของฟางเสวียนหลิง ความรู้สึกว่า “โดนปรักปรำอย่างถึงที่สุด” มันชัดเจนมาก...
แต่โดนภรรยาด่าแบบนี้ ฟางเสวียนหลิงก็ชักจะเสียหน้าเหมือนกัน เขามองภรรยาด้วยสายตาเคือง ๆ
รู้ว่านางแกร่ง รู้ว่านางเอาเรื่อง แต่ช่วยไว้หน้าสามีคนนี้สักนิดได้หรือไม่? อย่างน้อยก็อย่าด่ากันต่อหน้าลูกเลย จะด่าค่อยกลับห้องไปด่าก็ได้นี่นา?
แต่เขาก็ไม่กล้าปะทะกับภรรยาแรง ๆ หรอก หลูซื่อเป็นคุณหนูจากตระกูลสูงศักดิ์ แถมนิสัยก็เด็ดขาด ไม่ยอมใครง่าย ๆ เขาจึงได้แต่ระบายอารมณ์ใส่ลูกชายแทน
ฟางเสวียนหลิงมองลูกชายตาขวาง แล้วกล่าวด้วยเสียงเข้ม: "คนเราควรยืนหยัดในคุณธรรมจริยธรรม เจ้าใช้ความรู้สึกดีของคนอื่นมาเป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุจุดประสงค์อันต่ำทรามของตนเอง เช่นนี้แล้วเจ้ายังไม่รู้สึกผิดอีกหรือ?"
“ปัง!” คราวนี้หลูซื่อถึงกับฟาดโต๊ะเสียงดัง
"ฟางเสวียนหลิง! เจ้าคิดจะหาเรื่องตายรึไง? ลูกเราโดนคนอื่นรังแก เจ้ากลับไม่ปกป้อง ซ้ำยังตีหน้าเคร่งมาสั่งสอนเขาอีก! เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่ ลูกชายของเราเมื่อก่อนก็อ่อนแอเหมือนเจ้านั่นแหละ! ร่างใหญ่แต่ขี้อาย ไม่กล้าสู้หน้าใคร โดนรังแกก็ได้แต่ก้มหน้ารับชะตา ข้าเห็นแล้วมันอัดอั้นใจ! ถ้าเป็นแบบนั้น ต่อไปพอมีภรรยาก็โดนภรรยาข่มอยู่ดี! ข้าบอกไว้เลยนะ ลูกชายข้าทำถูกแล้ว ใครกล้ารังแกพวกเรา ก็ต้องสู้กลับ! เจ้าก็เป็นถึงเสนาบดี ยังปกป้องลูกตัวเองไม่ได้ แล้วจะมีประโยชน์อะไร!?"
ฟางจวินตาค้าง...
ท่านแม่... ท่านแม่โคตรเก่งเลย!
สมแล้วที่เป็นสตรีที่เคยถึงขั้นยอมดื่มยาพิษดีกว่าปล่อยให้สามีไปมีเมียน้อย!
และสิ่งที่นางพูดก็ตรงประเด็นมาก ฟางอวี๋อ้ายในประวัติศาสตร์ก็เพราะนิสัยอ่อนแอแบบนี้แหละ ถึงได้ถูกองค์หญิงเกาหยางกดไว้แทบทั้งชีวิต กระทั่งต้องยืนเฝ้าหน้าห้องให้ภรรยาตอนนัดชู้...
ฟางเสวียนหลิงแทบอยากกระอักเลือด!
ใบหน้าที่เคยดูสุขุมเยือกเย็นของเขา ตอนนี้แดงก่ำแทบกลายเป็นสีเลือด!
นี่ข้ากำลังสั่งสอนลูก แต่ภรรยาข้ากลับสั่งสอนข้าแทนเนี่ยนะ?
ภรรยาขึ้นมามีอำนาจใหญ่โตในบ้านแล้ว ข้ายังเป็นหัวหน้าครอบครัวอยู่รึไม่เนี่ย!?
ฟางเสวียนหลิงโกรธจัด ลุกขึ้นยืนสะบัดชายเสื้อ ตะโกนลั่น: "ฮึ่ย! ข้าไม่อยากทะเลาะกับเจ้าอีกแล้ว! เจ้าไร้เหตุผลสิ้นดี!"
ฟางเสวียนหลิงหงุดหงิดหนัก เดินหนีไปที่ห้องหนังสือทันที
จะเถียงสู้ก็ไม่ได้ แล้วข้าจะทนอยู่ให้โดนด่าทำไม? คืนนี้ไม่กลับไปนอนกับเจ้าหรอก!