- หน้าแรก
- ตัวร้ายหัวทองในนิยายเฟิ่งอ้าวเทียนก็อยากมีความสุขเหมือนกัน
- ตอนที่ 16: ทางตัน!
ตอนที่ 16: ทางตัน!
ตอนที่ 16: ทางตัน!
ตอนที่ 16: ทางตัน!
"เจ้ามีอะไรจะสั่งเสียอีกหรือไม่? มู่เอิน แคมป์เบลล์"
ในตอนนี้ ก็เป็นไปตามที่แอเรียลคาดการณ์ไว้...เซลีเซียกำลังกดมู่เอินไว้ใต้ร่างอย่างรุนแรง
การ "ขยี้" ได้สิ้นสุดลงแล้ว
หลังจากผ่านการต่อสู้อันดุเดือดมาเป็นเวลานานเท่าไหร่ไม่ทราบ ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันตั้งแต่บนโซฟาไปจนถึงบนพื้น แม้กระทั่งชนโต๊ะน้ำชาล้ม ทำถ้วยชาแตก ทำให้พรมขนสัตว์เละเทะไปหมด
จนกระทั่งทั้งสองคนหมดแรง ฤทธิ์ยาในร่างกายของเซลีเซียสลายไปหมดสิ้น สงครามจึงได้ยุติลง
เพียงแต่ว่าในห้องยังคงมีกลิ่นแปลกๆ ลอยคละคลุ้ง ร่องรอยที่ไม่สามารถลบออกได้ในทันที และร่างที่ยังคงเปลือยเปล่าของทั้งสองคน ยังคงบ่งบอกว่าที่นี่ได้เกิดการต่อสู้ที่ดุเดือดเพียงใด
เมื่อการต่อสู้จบลง สิ่งที่เหลืออยู่...ก็คือ—"การตัดสิน"
เซลีเซียยังคงอยู่ในท่านั่งบนตัวมู่เอินอันแสนจะล่อแหลม เพียงแต่บนใบหน้างดงามไร้ที่ตินั้นไม่มีความยั่วยวนเหมือนเมื่อครู่อีกต่อไปแล้ว มีแต่ความเย็นชาดุจน้ำแข็ง จ้องเขม็งมาที่มู่เอิน ในดวงตาเต็มไปด้วยจิตสังหาร
สิบนิ้วของเธอจับลำคอของมู่เอินไว้ ค่อยๆ บีบลงทีละน้อย แล้วถามคำถามเดิมซ้ำอีกครั้ง "พูดคำสั่งเสียของเจ้ามาซะ เพราะนี่คือโอกาสสุดท้ายก่อนตายของเจ้าแล้ว"
"ถ้างั้น..."
มู่เอินทำหน้าเหมือนหมดแรง ฝืนยิ้มที่ดูแย่ยิ่งกว่าร้องไห้ออกมาแล้วพูดว่า "ถ้าข้าไม่พูด ก็จะไม่ตายใช่หรือไม่"
"ดูเหมือนเจ้าจะยังไม่เข้าใจสถานการณ์สินะ"
ที่ปลายนิ้วของเซลีเซียพลันบังเกิดไอเย็นอันน่าสะพรึงกลัวขึ้นมา ในชั่วพริบตาเดียวก็แผ่ซ่านไปทั่วร่างกายครึ่งหนึ่งของมู่เอิน นำมาซึ่งความเจ็บปวดอย่างรุนแรง และ...เงาแห่งความตาย
ในที่สุดมู่เอินก็ตระหนักได้ว่า ผู้หญิงคนนี้ จะฆ่าเขาจริงๆ และอย่างไม่ลังเลด้วย
แม้ว่าเมื่อครู่พวกเขาจะเพิ่งมีความสัมพันธ์อันงดงามต่อกันก็ตาม
"ดะ...เดี๋ยวก่อน! ข้าพูด! ได้โปรดให้ข้าพูด!"
มู่เอินอดไม่ได้ที่จะตะโกนออกมาอย่างตื่นตระหนก
"ที่ข้าทำแบบนี้ มันมีเหตุผล!"
"เหอะ เหตุผล?"
เซลีเซียหัวเราะเยาะอย่างเย็นชา "ข้าก็อยากจะฟังดูเหมือนกัน ว่าเหตุผลอะไร จะทำให้เจ้าทำเรื่องที่เลวยิ่งกว่าเดรัจฉานเช่นนี้ได้"
"เพราะว่า...เพราะว่า..."
สมองของมู่เอินหมุนติ้ว หาข้ออ้างอย่างสุดชีวิต
เรื่องเกิดใหม่ โชคชะตา ฝันบอกเหตุ คำพูดที่ดูเหมือนหลอกเด็กแบบนี้พูดออกไปไม่ได้แน่ เขาต้องมีเหตุผลที่น่าเชื่อถือกว่านี้!
อย่างเช่น เขาแค่ก้าวขาซ้ายเหยียบขาขวาแล้วล้มจนเผลอทำยาปลุกกำหนัดตกใส่ชาแดงโดยไม่ได้ตั้งใจ
อย่างเช่น จริงๆ แล้วนั่นไม่ใช่ยาปลุกกำหนัดแต่เป็นยาลดความอ้วนที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง
หรืออย่างเช่น เมื่อกี้พวกเราแค่ฝันไป ตื่นขึ้นมาแล้วจริงๆ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
แต่ว่า...คำพูดเหล่านี้พอมาถึงริมฝีปากของมู่เอิน กลับกลายเป็นคำตอบอีกอย่างหนึ่ง
"นั่นก็เพราะว่าข้าชอบเซลีเซียยังไงล่ะ!"
"เอ๊ะ?"
"อะ"
เซลีเซียแสดงอาการตกใจออกมาอย่างชัดเจน
แต่ไม่ใช่แค่เธอที่ตกใจ แม้แต่มู่เอินเองก็ยังงงเป็นไก่ตาแตก
กูพูดเชี่ยอะไรออกไปวะเนี่ยยยย!
ถึงชาติที่แล้วฉันจะชอบตัวละครเซลีเซียมากๆ แถมยังซื้อโปสเตอร์ขนาดเท่าตัวจริงของเธอมาติดไว้ข้างเตียง เพื่อที่จะได้ตื่นมาเห็นหน้าเธอเป็นคนแรกก็ตาม
แต่ฉันก็ไม่มีทางที่จะตกหลุมรักคนที่เคยมีตัวตนอยู่แค่ในจินตนาการได้เร็วขนาดนี้หรอก!
เขาก็ไม่ใช่โอตาคุประเภทที่เรียกตัวละครสองมิติว่าภรรยาสักหน่อย!
ปากลั่นก็ไม่ใช่แบบนี้โว้ย!
เดี๋ยวนะ หรือว่าจะโดนอิทธิพลของเจ้าของร่างเดิมเข้าให้แล้ว
จำได้ว่าดูเหมือนเจ้าของร่างเดิมจะชอบเซลีเซียจริงๆ นี่นา ก็ถ้าไม่ชอบจริง จะไปทำเรื่องโง่ๆ ขนาดนั้นได้ยังไงล่ะ
ชิบหาย! แกตายไปแล้วก็อย่ามาลากฉันลงนรกด้วยสิวะ!
มู่เอินตะโกนก้องในใจ
แต่...ในเมื่อพูดออกไปแล้ว...
ตามหลักแล้ว เด็กสาวที่จู่ๆ ก็โดนสารภาพรัก น่าจะเขินอายบ้างสินะ
สัญชาตญาณการเอาตัวรอดที่จู่ๆ ก็ผุดขึ้นมาทำให้มู่เอินแอบมีความหวังขึ้นมาเล็กน้อย
ถ้างั้น...
...
"อย่างนี้นี่เอง นี่สินะเหตุผลที่น่ารังเกียจของเจ้า?" เซลีเซียกลับมาเย็นชาดังเดิมอย่างรวดเร็ว
มือทั้งสองข้างของเธอยังคงไม่ละไปจากลำคอของมู่เอิน และก็ไม่มีทีท่าว่าจะหวั่นไหวกับการสารภาพรักของเขาเลยแม้แต่น้อย ส่วนที่เรียกว่า "ความเขินอาย" นั้น ตอนนี้มู่เอินที่ถูกเธอกดอยู่ใต้ร่าง ดูจะเข้ากับคำว่า "เขินอาย" มากกว่าเสียอีก
"น่ารังเกียจ?"
มู่เอินยิ้มแหยๆ "เอ่อ ในแง่หนึ่ง นี่ก็ถือเป็นความรู้สึกที่จริงใจมากๆ เลยนะครับ..."
"เจ้าเรียกนี่ว่าความรู้สึกที่จริงใจ?"
เซลีเซียตัดบทมู่เอินทันที แล้วพูดอย่างเย็นชา "การช่วงชิงพรหมจรรย์ของหญิงสาวก็เรียกว่าจริงใจได้งั้นหรือ?
เจ้ากำลังล้อเล่นอะไรอยู่ มู่เอิน แคมป์เบลล์!
หากเจ้าชอบข้าจริงๆ ก็จงมายืนอยู่ตรงหน้าข้าอย่างสง่าผ่าเผย ใช้คุณธรรมของเจ้า ใช้ความสามารถของเจ้า ใช้หัวใจที่แท้จริงของเจ้า มาทำให้ข้าหวั่นไหวอย่างลูกผู้ชาย!
ไม่ใช่มาใช้วิธีวางยาที่น่ารังเกียจเช่นนี้!
หากเจ้าทำเช่นนั้นจริงๆ ต่อให้ข้าจะยังคงไม่ได้ชอบเจ้า ก็อาจจะยอมทำตามสัญญาหมั้นหมาย กลายเป็นภรรยาของเจ้า
แต่ตอนนี้...
เหอะๆ หรือว่าเจ้าคิดไปเองอย่างใสซื่อว่า ความสัมพันธ์ทางกายเช่นนี้ จะทำให้ข้าเกิดความรู้สึกที่แตกต่างต่อเจ้าขึ้นมาได้?
ไม่ มู่เอิน แคมป์เบลล์ ข้าจะไม่มีวันรักคนใจทรามที่เอาแต่ใช้อุบายสกปรก และจะไม่มีวันแต่งงานกับเดรัจฉาน"
เซลีเซียก้มหน้าลงมา เผชิญหน้ากับมู่เอินอย่างใกล้ชิด
ทั้งสองคนสามารถรู้สึกได้ถึงลมหายใจของกันและกัน เหมือนกับเมื่อครู่นี้
แต่ครั้งนี้ สิ่งที่มู่เอินรู้สึกกลับแตกต่างออกไป
ผ่านดวงตาสีฟ้าน้ำแข็งที่ราวกับถูกแช่แข็งของเซลีเซีย มู่เอินดูเหมือนจะมองเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ลึกลงไป
นั่นคือเปลวเพลิงสีขาวอันศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังลุกโชน
ใช่แล้ว นี่แหละคือเซลีเซีย
เซลีเซีย ลีโอโปลด์
นางเอกอันดับหนึ่งของนิยายต้นฉบับ
ก็เหมือนกับประโยคสั้นๆ ที่เขียนไว้บนโปสเตอร์ที่มู่เอินซื้อมานั่นแหละ
—เธอคือหงส์ขาวผู้หยิ่งทะนงและศักดิ์สิทธิ์อยู่เสมอ จะไม่มีวันยอมจำนนต่อความชั่วร้ายและมลทินใดๆ ทั้งสิ้น
ดังนั้นต่อให้ตอนนี้เธอจะไม่นุ่งผ้าสักชิ้น ร่างกายเปรอะเปื้อน ก็ยังคงเป็นราชินีในชุดราตรีที่กำลังมองลงมายังคนบาปผู้ต่ำต้อย
"งดงาม..." เมื่อจ้องมองเด็กสาวที่อยู่ใกล้แค่ปลายจมูก มู่เอินก็พึมพำออกมาโดยไม่รู้ตัว
"เอาล่ะ พูดจบแล้ว ก็ได้เวลาส่งนายน้อยมู่เอินขึ้นทางด่วนแล้ว"
เมื่อได้ยินเสียงพึมพำของมู่เอิน แต่สีหน้าก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เซลีเซียก็ค่อยๆ บีบมือให้แน่นขึ้น
"หวังว่าชาติหน้า เจ้าจะจดจำคำสอนของข้าไว้ แล้วออกตามหาความรักของตัวเองอย่างจริงใจ"
"ลาก่อน..."