- หน้าแรก
- ตัวร้ายหัวทองในนิยายเฟิ่งอ้าวเทียนก็อยากมีความสุขเหมือนกัน
- ตอนที่ 9: ก้าวสู่สนามรบซะสิ เจ้าหนู!
ตอนที่ 9: ก้าวสู่สนามรบซะสิ เจ้าหนู!
ตอนที่ 9: ก้าวสู่สนามรบซะสิ เจ้าหนู!
ตอนที่ 9: ก้าวสู่สนามรบซะสิ เจ้าหนู!
"ทำแค่นี้ก็โดนเกลียดได้เหรอวะ?"
มู่เอินเกาหัวอย่างไม่เข้าใจ รู้สึกงงเป็นไก่ตาแตก
เขาก็น่าจะแสดงเจตนาดีอย่างจริงใจที่สุดแล้วนะ ทั้งท่าทางและคำพูดก็ไร้ที่ติ ไม่น่าจะมีอะไรที่ล่วงเกินเลยแม้แต่น้อย
เพียงแต่ดูเหมือนว่าแอเรียลผู้เป็นพระเอกจะไม่ซื้อแนวทางนี้ของเขาสักเท่าไหร่
"เฮ้อ ดูท่าความขัดแย้งระหว่างฉันกับพระเอกคงจะไกล่เกลี่ยไม่ได้จริงๆ สินะ"
หลังจากบ่นพึมพำในใจ มู่เอินก็สลัดความรู้สึกไม่สบอารมณ์นี้ทิ้งไป
เพราะไม่ว่าความขัดแย้งระหว่างเขากับพระเอกอย่างแอเรียลจะลึกซึ้งแค่ไหน หลังจากคืนนี้ไป โชคชะตาของทั้งสองก็จะกลายเป็นเส้นขนานที่ไม่มีวันมาบรรจบกันอีกโดยสิ้นเชิง
จากนี้ไป เธอก็ไปเป็นผู้กล้าช่วยโลกของเธอ ส่วนฉันก็จะไปเป็นมนุษย์เงินเดือนของฉัน เราต่างก็มีอนาคตที่สดใส!
หลังจากชูกำปั้นให้แผ่นหลังของแอเรียลในใจ มู่เอินก็หันกลับมาให้ความสนใจกับเรื่องตรงหน้าอีกครั้ง
ยังมีแขกอีกมากมายที่รอให้เขาไปต้อนรับอยู่
...
"เจ้าหญิงเซลีเซีย..."
"พระเอกแอเรียล..."
"แล้วก็ว่าที่นักบุญหญิงแห่งโบสถ์แห่งชีวิต ลีอา..."
"คนที่ต้องระวังในวันนี้ ดูเหมือนจะมีเท่านี้สินะ"
เมื่อโคมไฟถูกจุดขึ้น
มู่เอินยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูห้องโถงจัดเลี้ยงนานถึงสองชั่วโมงเต็ม ในที่สุดก็ได้ส่งแขกผู้มีเกียรติคนสุดท้ายในรายชื่อเดินเข้าไปในห้องโถง เป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจต้อนรับแขก
"ฟู่ เหนื่อยชะมัด"
มู่เอินนวดเอวตัวเองอย่างอ่อนล้า ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าของร่างเดิมพอจะมีพื้นฐานการฝึกฝนอยู่บ้าง วันนี้เขาคงได้เดี้ยงเพราะไอ้ชุดที่หนักตั้งยี่สิบกิโลกรัมนี่ไปแล้ว
"เหนื่อยหน่อยนะ"
ท่านดยุกผู้มีหนวดเคราดุจแผงคอสิงโต หรือก็คือพ่อบุญธรรมของมู่เอิน ไม่รู้ว่ามาปรากฏตัวอยู่ข้างๆ เขาตั้งแต่เมื่อไหร่ แถมยังถือจานขนมเค้กยื่นมาตรงหน้ามู่เอินด้วย
"หิวแล้วล่ะสิ กินหน่อยมั้ย?"
"ก็หิวอยู่หน่อยๆ ครับ"
มู่เอินหยิบขนมเค้กชิ้นหนึ่งยัดเข้าปาก มีแค่เวลานี้เท่านั้นแหละที่ไม่ต้องมาใส่ใจมารยาทขุนนางอะไรมากนัก
"รู้สึกยังไงบ้าง?"
"ก็พอไหวครับ"
"จำพวกท่านขุนนางทั้งหลายได้หมดรึยัง?"
"จะเป็นไปได้ยังไงล่ะครับ"
มู่เอินยิ้มขื่น "ขุนนางเยอะขนาดนั้น แค่แยกให้ออกว่าใครเป็นใคร ผมก็ใช้ความพยายามทั้งหมดแล้วครับ"
"ฮ่าๆ ไม่ต้องรีบ ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป"
ดยุกแคมป์เบลล์กล่าวอย่างปลาบปลื้ม "เจ้าทำได้ดีกว่าที่พ่อคาดไว้มากแล้ว"
"ฮะ ขอบคุณครับ" มู่เอินหัวเราะตาม "เป็นสิ่งที่ผมควรทำอยู่แล้วครับ"
"แต่ว่า ต่อจากนี้ไปเจ้าก็ไม่ต้องเหนื่อยขนาดนี้แล้วล่ะ"
ดยุกแคมป์เบลล์ตบไหล่มู่เอินเบาๆ "พักสักหน่อยแล้วค่อยเข้าไปเถอะ"
พูดจบ ราชสีห์แห่งจักรวรรดิผู้ยังคงอยู่ในวัยฉกรรจ์ก็ยืดแผ่นหลังตรง ราวกับนายพลเฒ่าผู้กำลังก้าวสู่สนามรบ ค่อยๆ เดินเข้าไปในห้องโถงจัดเลี้ยง
มู่เอินมองแผ่นหลังอันสง่างามของเขาแล้วอดที่จะรู้สึกซาบซึ้งไม่ได้ "เป็นพ่อที่ดีจริงๆ"
อันที่จริงแล้ว ในฐานะเจ้าภาพของงานฉลองบรรลุนิติภาวะครั้งนี้ มู่เอินไม่จำเป็นต้องมาทำหน้าที่ต้อนรับแขกอะไรแบบนี้เลย
แต่ที่เขาต้องมาทำ ก็เป็นการจัดแจงเป็นพิเศษของดยุกแคมป์เบลล์
ในฐานะลูกชายดยุก ด้วยสถานะของมู่เอิน ในงานเลี้ยงต่อจากนี้ เขาจะต้องถูก "รุมทึ้ง" โดยเหล่าขุนนางที่เหมือนฝูงหมาไฮยีน่าอย่างแน่นอน พวกนั้นหมายจะฉกชิงเนื้อบางส่วนไปจากมือของเขา หรือไม่ก็ขุดเนื้อจากตัวเขาไปโดยตรงเลย
และงานฉลองบรรลุนิติภาวะก็คืองานเลี้ยงเพื่อเปิดตัวมู่เอินให้ทุกคนได้รู้จัก ดังนั้นเมื่อต้องเผชิญหน้ากับการ "รุมทึ้ง" เหล่านั้น มู่เอินก็ทำได้เพียงสู้กลับเท่านั้น
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามันจะยากลำบากขนาดไหน
ดังนั้นดยุกแคมป์เบลล์จึงจัดให้เขามาต้อนรับแขกที่นี่ มีเพียงการ "ทำความเคารพ" กับเหล่าไฮยีน่าล่วงหน้าแล้วเท่านั้น เหล่าไฮยีน่าในงานเลี้ยงถึงจะไม่มีเหตุผลที่จะข้ามหัวราชสีห์ตัวพ่อ แล้วพุ่งเป้ามาที่เขา... "ลูกสิงโต" ที่ยังไม่โตเต็มวัยคนนี้ได้โดยตรง
แม้จะชื่อว่าเป็นงานฉลองบรรลุนิติภาวะ แต่ดูเหมือนว่าในสายตาของดยุกแคมป์เบลล์ มู่เอินยังห่างไกลจากคำว่าโตเป็นผู้ใหญ่มากนัก
น่าเสียดาย คืนนี้ข้าคงต้องทำให้ท่านผิดหวังเสียแล้ว
ในนิยายต้นฉบับ ไม่ได้มีการบรรยายถึงจุดจบของดยุกแคมป์เบลล์
แต่เมื่อดูจากการที่เขาทะนุถนอมมู่เอินขนาดนี้แล้ว ในอนาคตเมื่อมู่เอิน แคมป์เบลล์ ต้องตกอยู่ในสภาพนั้น โดยที่เขาไม่สามารถทำอะไรได้เลย คงจะต้องเจ็บปวดใจจนแทบขาดใจตายเป็นแน่
"แต่ครั้งนี้มันจะต่างออกไปหน่อยนะ"
"ผมจะใช้ชีวิตอย่างดี"
"แม้ว่าจะในฐานะคนธรรมดาก็ตาม"
ขนมเค้กชิ้นสุดท้ายลงท้องไปแล้ว
ความอิ่มเอมที่ได้จากความอิ่มท้อง ทำให้มู่เอินรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาอีกครั้ง
ชุดพิธีการที่หนักยี่สิบกิโลกรัมดูเหมือนจะไม่เกะกะน่ารำคาญเท่าไหร่แล้ว
"เอาล่ะ ต่อจากนี้ไป...ก็คือการต่อสู้ของฉันแล้ว"
...
ราตรีกาลกำลังจะผ่านพ้นไป
ในห้องโถงจัดเลี้ยง เสียงแก้วกระทบกันดังไม่ขาดสาย บรรยากาศครึกครื้นเป็นอย่างยิ่ง
ทว่าเซลีเซียกลับยืนพิงระเบียงอยู่คนเดียว ชื่นชมทิวทัศน์ยามค่ำคืนของสวนในคฤหาสน์ดยุก
อันที่จริงแล้ว ในยุคที่ไม่มีไฟฟ้าแบบนี้ ต่อให้ทิวทัศน์จะสวยงามแค่ไหน พอตกกลางคืนมันก็มืดสนิท ไม่มีอะไรให้ดูนักหรอก
แต่เซลีเซียก็ยังคงจ้องมองทิวทัศน์ยามค่ำคืนนั้นโดยไม่มีทีท่าเบื่อหน่าย
ดูเหมือนว่าในสายตาของเธอ ทิวทัศน์ยามค่ำคืนที่ว่างเปล่าและบริสุทธิ์นั้น งดงามกว่างานเลี้ยงที่อึกทึกครึกโครมอยู่ด้านหลังมากมายนัก
"ปล่อยให้องค์หญิงผู้สูงศักดิ์ต้องอยู่ตามลำพังเช่นนี้ ดูเหมือนว่าข้าผู้เป็นเจ้าบ้านจะเสียมารยาทไปมากโข"
เซลีเซียเงยดวงตาอันเย็นชาของเธอขึ้น สบเข้ากับรอยยิ้มอันอ่อนโยนนั้นพอดี
มู่เอิน แคมป์เบลล์ ยังคงสง่างาม ยังคงสุภาพอ่อนน้อม เขายืนอยู่ในระยะที่ไม่ล่วงเกินและไม่ห่างเหินจนเกินไป วางมือทาบอก แล้วเอ่ยคำเชิญชวนต่อเซลีเซียอย่างสง่างาม "ถ้าเช่นนั้น เจ้าหญิงผู้งดงามท่านนี้ ข้าน้อยจะพอมีเกียรติ ได้เชิญท่านเต้นรำสักเพลงได้หรือไม่?"
"ท่านกำลังเชิญข้าเต้นรำ?"
"แน่นอนครับ"
มู่เอินยิ้มบางๆ "หรือว่าคำเชิญของข้าน้อยยังไม่ชัดเจนพอหรือครับ?"
"..." ความสงสัยแวบผ่านดวงตาของเซลีเซีย
แต่หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เธอก็ยอมวางมือเล็กๆ ที่สวมถุงมือผ้าไหมสีขาวลงบนฝ่ามือของมู่เอินเบาๆ
"คืนนี้เป็นงานฉลองบรรลุนิติภาวะของท่าน ข้าย่อมไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ"
"...ขอบคุณครับ"
ไม่รู้ว่าทำไม สีหน้าของมู่เอินพลันแข็งทื่อไปชั่วขณะ แต่เขาก็กลับมาเป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว จูงมือเซลีเซียเดินเข้าไปยังใจกลางของห้องโถงจัดเลี้ยง จุดที่เป็นศูนย์รวมของทุกสายตา
ดนตรีบรรเลงขึ้น อ่อนหวานและนุ่มนวล
มู่เอินจับมือเล็กๆ ของเซลีเซียไว้ ประคองเอวบางราวกับกิ่งหลิวของเธอ แล้วเริ่มก้าวตามจังหวะดนตรี ราวกับผีเสื้อสองตัวที่โบยบินเคียงคู่กัน
"ท่วงท่าของท่านไม่เลวเลย"
"ขอบคุณสำหรับคำชมครับ แต่ก็แค่พอไปวัดไปวาได้เท่านั้น"
มู่เอินยิ้มอย่างถ่อมตน ราวกับเป็นปรมาจารย์ระดับสูงที่รู้จักเก็บงำฝีมือ
แต่ในความเป็นจริงแล้ว...
เขาแค่ไม่มั่นใจสุดๆ ต่างหาก
มู่เอินเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าเจ้าของร่างเดิมที่เป็นคุณชายเสเพลไม่เอาไหนคนนั้น จะเรียนเต้นรำแบบขุนนางได้ดีพอใช้
ทำเอาตอนที่เซลีเซียตอบตกลงเมื่อกี้เขาใจตุ้มๆ ต่อมๆ ไปพักใหญ่เลย
เพียงแต่สิ่งที่ทำให้มู่เอินไม่เข้าใจเล็กน้อยก็คือ ตามเนื้อเรื่องในนิยายต้นฉบับ ตรงนี้เซลีเซียน่าจะปฏิเสธคำเชิญเต้นรำของมู่เอิน แต่ทำไมตอนนี้ถึงตอบตกลงได้ล่ะ?
"ท่านเปลี่ยนไปจริงๆ ด้วยสินะ มู่เอิน แคมป์เบลล์"
เซลีเซียเอ่ยขึ้นมาทันที
หัวใจของมู่เอินหล่นวูบ
อย่าบอกนะว่าความลับที่ว่าฉันเป็นคนทะลุมิติ ซึ่งขนาดท่านดยุกกับภริยายังไม่รู้เนี่ย จะโดนเซลีเซียจับได้ซะแล้ว!?
"ในสายตาขององค์หญิง กิริยาของข้าน้อยไม่เหมือนขุนนางแล้วหรือครับ?"
"เปล่า ความเปลี่ยนแปลงที่ข้าพูดถึง ไม่ใช่เรื่องนั้น"
"ถ้าอย่างนั้น..."
"เป็นวิธีการเชิญชวนของท่านต่างหาก"