- หน้าแรก
- กำเนิดใหม่ปรมาจารย์เทพเซียน
- EP.14 : ทำเกินไปแล้ว
EP.14 : ทำเกินไปแล้ว
EP.14 : ทำเกินไปแล้ว
แม้ว่าหลินซวนจือจะคิดถึงรสชาติอาหารของเยี่ยนเทียนเหิน เขาก็รู้ว่าตนยังมีเวลาอีกถมเถที่จะได้ลิ้มรสมันอีกครั้งในอนาคต เขาไม่ได้ใจร้อน และพูดตามตรง ฝีมือทำอาหารของเยี่ยนเทียนเหินนั้นขาดๆ เกินๆ จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมความร้อนที่ไม่เพียงพอ หรือไม่ก็อาหารของเขาจะมีรสชาติแปลกๆ
หลินซวนจือเพียงแค่ต้องการแสดงฝีมือของเขาต่อหน้าเยี่ยนเทียนเหินในตอนนี้ และปล่อยให้เด็กโง่คนนี้ที่ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตนเองกำลังหิวโหยได้กินอาหารดีๆ สักมื้อ
หลินซวนจือหยิบมีดไปจากมือของเยี่ยนเทียนเหินแล้วกล่าว
“ไปหุงข้าวห้าหยวนมา”
เยี่ยนเทียนเหินลูบจมูก เขาก้มหน้าลงและยืนหลบไปด้านข้างพลางกล่าว
“ข้าวห้าหยวนของเราหมดแล้ว”
มือของหลินซวนจือหยุดชะงัก เขาระลึกได้ว่าข้าวห้าหยวนนั้นถือว่าค่อนข้างแพงและผู้ฝึกตนทั่วไปไม่สามารถซื้อมันได้ แต่ในฐานะบุตรชายคนโตของตระกูลหลิน โดยปกติแล้วเขาย่อมต้องมีข้าวห้าหยวนส่งมาให้เขาทุกเดือนอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าเขาไม่เห็นใครส่งข้าวห้าหยวนมาเกือบเดือนเต็มแล้ว
หลินซวนจือถาม
“ครั้งสุดท้ายที่พวกเขาส่งข้าวมาเมื่อไหร่?”
เยี่ยนเทียนเหินกล่าว
“วันแรกของเดือนที่แล้ว”
วันนี้เป็นวันที่ 30 ของเดือนนี้แล้ว แต่พวกเขาก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของข้าวห้าหยวน
หลินซวนจือมองไปที่เยี่ยนเทียนเหิน
เยี่ยนเทียนเหินรีบกล่าว
“พี่ใหญ่ พรุ่งนี้ข้าจะไปเร่งผู้ดูแลเอง”
หลินซวนจือกล่าว
“ข้าวเราหมดตั้งแต่เมื่อไหร่?”
เยี่ยนเทียนเหินกล่าว
“เมื่อวาน”
หลินซวนจือขมวดคิ้วแล้วกล่าว
“เราได้ข้าวห้าหยวนในปริมาณคงที่ทุกเดือน ปริมาณนั้นพอดีสำหรับสองคนในหนึ่งเดือน ข้าวของเราจะพอสำหรับสองเดือนได้อย่างไร?”
เยี่ยนเทียนเหินลูบจมูก แล้วกล่าวเสียงเบา
“ข้ายกส่วนของข้าให้พี่ใหญ่”
หลินซวนจือตกตะลึง จากนั้นหัวใจของเขาก็อ่อนยวบลงทันที
“ถ้าอย่างนั้น สองเดือนที่ผ่านมา เจ้ากินอะไร?”
หลินซวนจือวางมีดในมือลงและมองไปยังเยี่ยนเทียนเหินขณะที่เขาถาม
เยี่ยนเทียนเหินไม่รู้ว่าเหตุใดหลินซวนจือจึงกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ขึ้นมากะทันหัน เขาจึงตอบตามความจริง
“ข้าเจอมันป่าขึ้นอยู่ที่หลังภูเขา ข้าก็เอามันมาย่างหรือต้ม มันค่อนข้างทำให้อิ่มท้อง”
หลินซวนจือนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
เด็กโง่คนนี้หาของสุ่มสี่สุ่มห้ากินไปวันๆ และยอมทนกับมัน แต่กลับเก็บของที่ดีที่สุดซึ่งเป็นของเขาตั้งแต่แรกไว้ให้พี่ชายที่พึ่งพาไม่ได้คนนี้กิน และเขายังทำเช่นนี้มาถึงสองเดือน.....ไม่ มันไม่ใช่แค่สองเดือนแน่!
ถ้ามันแค่สองเดือน เยี่ยนเทียนเหินคงไม่ไปหามันกินทันทีที่พวกเขาเพิ่งส่งข้าวมาหรอก!
หลินซวนจือจ้องเข้าไปในดวงตาของเยี่ยนเทียนเหินและถาม
“นานแค่ไหนแล้ว?”
เยี่ยนเทียนเหินเข้าใจว่าหลินซวนจือถามถึงอะไร และกล่าว
“ตั้งแต่ตอนที่อาจารย์หมอบอกว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่พี่ใหญ่จะมีการพัฒนาใดๆ พวกเขาก็เริ่มส่งข้าวให้เราสองเดือนต่อครั้ง”
หลินซวนจือโกรธจัดขึ้นมาทันทีและทุบมือลงบนโต๊ะ เขาขบกรามแน่นและกล่าว
“พวกมันทำเกินไปแล้ว!”
ไม่ว่าเขาจะไร้ประโยชน์แค่ไหน เขาก็ยังเป็นบุตรชายคนโตของตระกูลหลิน ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้รับทรัพยากรสำหรับการบำเพ็ญเพียรอีกต่อไป แต่อย่างน้อยก็ด้วยคุณงามความดีที่พ่อของเขาทำไว้กับตระกูลหลินเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ บวกกับความช่วยเหลือที่เขาเคยมอบให้ตระกูลหลินในช่วงที่เขารุ่งเรืองที่สุด ตระกูลหลินก็ควรจะรับประกันได้ว่าเขาจะมีกินมีใช้อย่างสุขสบาย
แต่เขาไม่คาดคิดว่าตระกูลหลินจะใจแคบได้ถึงเพียงนี้......
ในชาติก่อน เพราะหลินซวนจือไม่เคยใส่ใจที่จะถามไถ่เรื่องเหล่านี้ เขาจึงไม่เคยรู้เรื่องเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย!
เขาไม่ได้โกรธเพราะเขาถูกดูถูก แต่เพราะเขาปวดใจแทนเยี่ยนเทียนเหิน!
เยี่ยนเทียนเหินตกใจกับการกระทำของหลินซวนจือ ตั้งแต่หลินซวนจือกลายเป็นคนไร้ค่า เขาก็มักจะอารมณ์แปรปรวนอยู่บ่อยครั้ง เวลาที่เขาเก็บตัวเงียบและไม่พูดอะไรก็นับว่ายังดีอยู่ แต่เมื่อใดที่เขาโกรธขึ้นมา พลังปราณที่ปั่นป่วนอยู่ในร่างกายของเขาอยู่แล้วก็จะยิ่งถูกปลุกปั่น และผลที่ตามมาก็จะเลวร้ายอย่างยิ่ง
“พี่ใหญ่ อย่าโกรธเลย”
เยี่ยนเทียนเหินกังวลว่าความเสียหายในร่างกายของเขาจะยิ่งรุนแรงขึ้น จึงรีบกล่าวต่อ
“ข้าจะไปหาผู้ดูแลเพื่อขอข้าวห้าหยวนเดี๋ยวนี้ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ค่อยน่าเชื่อถือ แต่พี่ใหญ่ก็คือนายน้อยตระกูลหลิน เขาไม่กล้าทำอะไรนอกลู่นอกทางหรอก”
“ไม่จำเป็น”
หลินซวนจือหรี่ตาลง จากนั้นก็ลดโทนเสียงที่โกรธเกรี้ยวลงแล้วกล่าวกับเยี่ยนเทียนเหิน
“วันนี้เราก็กินเท่าที่มีไปก่อน ส่วนที่เหลือ พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน”
เขาจะไม่ทำอะไรง่ายๆ แค่ไปขอข้าว สิ่งใดที่เป็นของเขา เขาจะทวงคืนมันกลับมาทั้งหมด และหนี้ใดที่คนอื่นติดค้างเขา เขาจะทำให้พวกมันชดใช้คืนมาอย่างแน่นอน!
หลินซวนจือสงบสติอารมณ์ลง แล้วกล่าวกับเยี่ยนเทียนเหินช้าๆ
“ออกไปรอข้างนอกสักครู่เถอะ ไปพักผ่อน ข้าจะทำอะไรให้เจ้ากิน”
ในสถานการณ์เช่นนี้ เยี่ยนเทียนเหินจะกล้าทิ้งไปได้อย่างไร เขาส่ายหน้าแล้วกล่าว
“ข้าจะอยู่เป็นเพื่อนพี่ใหญ่”
หลินซวนจือมองร่างที่ผอมบางและตัวเล็กของเยี่ยนเทียนเหิน เขาหยิบมีดทำครัวขึ้นมาอีกครั้ง และพูดขณะที่หั่นผักอย่างคล่องแคล่ว
“ถ้าเจ้าเจอปัญหาอะไรในอนาคต ต้องบอกข้า อย่าคิดว่าเจ้าจะแก้ปัญหาทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อเจ้าถูกเอาเปรียบ เจ้าห้ามเงียบและทนเก็บไว้เด็ดขาด เข้าใจไหม?”
เยี่ยนเทียนเหินสับสนแต่ก็พยักหน้าอย่างเชื่อฟัง เขาไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น พี่ใหญ่ของเขาโกรธหรือไม่โกรธกันแน่? เขาโกรธที่ตนไม่ยอมตอบโต้ หรือโกรธที่ผู้ดูแลดูถูกเขากันแน่?
อย่างไรก็ตาม เขาเปลี่ยนไปจริงๆ