- หน้าแรก
- จอมเวทย์ดวงตาแห่งโชคชะตา
- บทที่ 55 กลายเป็นศิษย์อาจารย์
บทที่ 55 กลายเป็นศิษย์อาจารย์
บทที่ 55 กลายเป็นศิษย์อาจารย์
หยุนเจิง: “……”
เลี้ยงตั้ง 2-3 คนแล้ว ไหนจะน้องเล็กน้องน้อยอีกหลายคน แบบนี้เธอจะหาเลี้ยงไหวได้ยังไงกัน!
หยุนเจิงเบือนหน้าหนีสายตา มองสำรวจรอบกายก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ แล้วพูดเปลี่ยนเรื่องว่า “ที่นี่วิวสวยดีนะ”
ต้าเจวี่ยนที่อุ้มเอ้อร์ไป๋ไว้ในอ้อมแขน เดินเข้ามาดึงชายเสื้อเธอเบา ๆ ใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มจริงจัง “นายหญิง ท่านกำลังเปลี่ยนเรื่องอยู่ใช่ไหม?”
หยุนเจิงถึงกับพูดไม่ออก
“ต้าเจวี่ยน ข้าแนะนำให้เจ้ามีน้ำใจหน่อยนะ” หยุนเจิงก้มลง ส่งสายตากึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้มให้เขา
ต้าเจวี่ยนสบตาเธอแล้วทำหน้าจริงจัง พยักหน้า “ที่นี่วิวสวยจริง ๆ นายหญิง เราเข้าไปข้างใน หาพวกอสูรวิญญาณให้ท่านฝึกมือสักหน่อยดีกว่า”
“เด็กดี” หยุนเจิงลูบหัวเขาอย่างเอ็นดู
เอ้อร์ไป๋: ?
และแล้ว ในป่าเปลวเพลิงก็มีภาพของสาวน้อยในชุดแดงจูงมือเด็กชายวัย 4-5 ขวบเดินไปด้วยกัน ดึงดูดสายตาผู้คนไม่น้อย
แน่นอนว่าก็มีคนใจไม่ดีคิดจะยื่นมือสกปรกมาหาหยุนเจิง แต่สุดท้ายมือเหล่านั้นก็ถูกตัดทิ้งไปหมด
ตอนกลางวัน หยุนเจิงได้ต่อสู้กับอสูรวิญญาณระดับห้าหลายตัวอย่างสะใจ แม้จะมีบาดแผลเล็กน้อยแต่ก็ไม่เป็นปัญหา
คืนแรกในป่าเปลวเพลิง หยุนเจิงนอนพักอยู่บนกิ่งของต้นไม้ใหญ่ที่เก่าแก่ เงยหน้ามองดวงดาวบนฟ้า ในใจเธอพลันรู้สึกเหงาขึ้นมา
ไม่รู้ว่าพวกท่านอาจารย์แก่ ๆ จะเป็นยังไงบ้างนะ?
จะมีใครเศร้าใจเพราะการจากไปของเธอไหม?
แผ่นดินนี้อ่อนแอก็แพ้ไป โหดร้ายกว่าชาติก่อนของเธอมาก…
ทันใดนั้นเอง—
เสียงทุ้มนุ่มนวลแฝงเสน่ห์บางอย่างดังขึ้น “เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่?”
หยุนเจิงตกใจจนเท้าลื่น เกือบจะร่วงจากกิ่งไม้ แต่ยังไม่ทันได้สัมผัสความรู้สึกตกลงไปในอากาศ ก็ถูกโอบรับไว้ในอ้อมแขนอันอบอุ่น
เธอเงยหน้าขึ้น สบกับใบหน้าหล่อเหลาราวเทพเซียน
“หรงชั่ว…”
“เจ้ากำลังลังเลเรื่องอะไร?” เขาถาม
หยุนเจิงเม้มริมฝีปาก ดวงตาสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้าแล้วกลับมายิ้มสดใสเช่นเคย “ข้าไม่ได้ลังเลอะไรหรอก แค่คิดอะไรเรื่อยเปื่อยน่ะ”
เขาจ้องเธอด้วยสายตาลึกซึ้ง ริมฝีปากขยับเบา ๆ “แล้วเหตุใดสองวันนี้เจ้าถึงคอยหลบหน้าข้า?”
หยุนเจิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะแกล้งหัวเราะกลบเกลื่อน “ข้าไม่ได้หลบเจ้าสักหน่อย…แค่ยุ่ง ๆ นิดหน่อย เอ่อ จริงสิ ช่วยปลดพันธะสัญญาแหวนหงส์ไฟในมือข้าหน่อย ข้าทำเองไม่ได้”
ว่าแล้วเธอก็ยกมือซ้ายขึ้นให้เขาดู
หรงชั่วมองแวบหนึ่งแล้วเบือนสายตา ตอบอย่างเย็นชา “ข้าให้เจ้าไปแล้ว”
“ของมีค่าขนาดนี้…” หยุนเจิงขมวดคิ้ว ลังเลเล็กน้อย
หรงชั่วพูดเสียงเรียบ “นี่คือของขวัญรับศิษย์ ไม่ต้องคิดมาก”
“รับศิษย์?”
หรงชั่วเพียงพยักหน้าเบา ๆ แล้ววางหยุนเจิงลงบนพื้น
หยุนเจิงถามอย่างงุนงง “หรงชั่ว ทำไมเจ้าถึงอยากรับข้าเป็นศิษย์ล่ะ?”
หรงชั่วได้ยินคำถามนี้ ใจพลันคิดย้อนถึงเหตุการณ์วันนี้…
ชายในความทรงจำนั้นมีผมยาวสีแดงเพลิง มีรอยปานรูปเปลวไฟสีแดงที่หว่างคิ้ว ใบหน้าคมคาย ดวงตาเหมือนจิ้งจอกที่ดูเจ้าเล่ห์แฝงเสน่ห์ มีท่าทางไม่ยี่หระต่อโลก
เขาอุทานอย่างตื่นเต้น “เจ้ามีหญิงที่ชอบแล้วหรือ?!”
“แถมหญิงผู้นั้นยังไม่ชอบเจ้าด้วย? พอจับได้ว่าเจ้าจะสารภาพรักก็รีบหลบหน้าทันที? ข้าอยากรู้จริง ๆ ว่าสตรีคนไหนจะต้านทานเสน่ห์ของเจ้าได้!” เขาลูบคาง สายตาเปี่ยมไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ไป๋หลิง เจ้าคิดว่าควรทำอย่างไรดี?”
ไป๋หลิงได้ฟังแล้วก็แซว “ไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งเจ้าจะกลายเป็นคนอกหักเพราะความรัก!”
“พูดจริง ๆ สิ”
ไป๋หลิงจำต้องจริงจัง “เจ้าพึ่งรู้จักหญิงผู้นั้นได้แค่เดือนเดียว ก็คิดจะสารภาพรัก แถมยังมอบแหวนเฟิ่งซิง หนึ่งในสิบสมบัติวิเศษให้นางอีกนางจะไม่รู้เจตนาเจ้าหรือ? ตอนนี้นางหลบหน้า แปลว่านางอาจจะยังรับไม่ได้ หรือไม่ก็เขิน!”
“แต่ข้าว่าคงเป็นแบบแรก เจ้ายังไงก็ควรแต่งเรื่องสักหน่อย เช่น…”
ไป๋หลิงพูดพลางทำท่าครุ่นคิด
จู่ ๆ ไป๋หลิงก็ตาเป็นประกาย “ใช่แล้ว! บอกว่าแหวนเฟิ่งซิงคือของขวัญรับศิษย์ แบบนี้เจ้าก็จะได้อยู่เคียงข้างนางในฐานะอาจารย์ แล้วค่อย ๆ พัฒนาความสัมพันธ์!”
“ไม่ได้” หรงชั่วปฏิเสธทันที
เพราะถ้าตนกับนางกลายเป็นศิษย์อาจารย์ แล้วภายหลังกลับเป็นคู่รักกัน มันจะส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของนาง
ไป๋หลิงเดาใจหรงชั่วออก จึงหัวเราะ “เจ้าคิดให้ยืดหยุ่นหน่อยสิ ถึงจะรับเป็นศิษย์ แต่ไม่ต้องบอกใคร ไม่ต้องทำพิธีอะไรจริงจัง ก็เป็นแค่ ‘ศิษย์อาจารย์ปลอม ๆ’ แก้ปัญหาได้หมด!”
……
หรงชั่วดึงสติกลับมา มองหยุนเจิงที่ยังดูงุนงงอยู่ เขาไอเบา ๆ อย่างเก้อเขิน “เจ้ามีพรสวรรค์ดี”
“แค่เพราะเรื่องนี้?” หยุนเจิงประหลาดใจ
หรงชั่วพยักหน้าเล็กน้อย
เมื่อได้รับการยอมรับจากหรงชั่ว และเรื่องแหวนหงส์ไฟก็คลี่คลาย หยุนเจิงก็โล่งใจ เธอเคยคิดว่า…
ไหน ๆ ก็รับแหวนหงส์ไฟของเขาแล้ว แถมเขาก็เป็นคนดี งั้นขอบคุณด้วยการเป็นศิษย์ก็แล้วกัน!
หยุนเจิงขยับเท้าซ้ายถอยหลัง เตรียมจะคุกเข่าทำพิธีคารวะอาจารย์ แต่จู่ ๆ ก็มีพลังบางอย่างยกเธอขึ้นไม่ให้คุกเข่า
หยุนเจิงนิ่งงัน
เธอเงยหน้าขึ้น เห็นชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์หันหลังให้ แสงจันทร์ทาบเงาบนใบหน้าด้านข้างที่สมบูรณ์แบบราวกับสลักจากหยก เขาเอ่ยเสียงเย็น
“ข้าไม่ชอบพิธีรีตรอง เจ้ากับข้าไม่ต้องมากความ และจงจำไว้ อย่าเอ่ยหรือแพร่งพรายเรื่องข้าเป็นอาจารย์ของเจ้าให้ใครรู้ เพราะข้าไม่ชอบ”
หยุนเจิงฟังแล้วคิดในใจ สมกับเป็นยอดคนจริง ๆ ต้องมีนิสัยแปลก ๆ กันทุกคน
“เจ้าค่ะ อาจารย์” น้ำเสียงของหยุนเจิงแฝงความเคารพขึ้นมา
มือของหรงชั่วที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกำแน่นขึ้นเล็กน้อย เขารู้สึกว่าตัวเองเหมือนยิ่งถอยห่างจากนางไปอีก
หรือว่าที่ไป๋หลิงบอกจะทำให้เขาแย่จริง ๆ?
เขานิ่งคิดครู่หนึ่ง “พักผ่อนเถิด พรุ่งนี้จะเริ่มฝึกจริงแล้ว”
หยุนเจิงยิ้มรับ “เจ้าค่ะ อาจารย์”
หรงชั่วขมวดคิ้ว เอ่ยเสียงเรียบ “ต่อไปอย่าเรียกข้าว่าอาจารย์ มันฟังแล้วประหลาด”
ไม่เรียกอาจารย์แล้วจะให้เรียกว่าอะไร?
หยุนเจิงกำลังจะถาม แต่เขาก็หายวับไปต่อหน้าต่อตา
มาเงียบ ๆ ไปเงียบ ๆ
“แปลกจริง ๆ!” หยุนเจิงบ่นพึมพำ
เธอดีดตัวขึ้นไปนอนบนกิ่งไม้เดิม ไม่นานก็หลับสนิท
ขณะเดียวกัน หรงชั่วซ่อนร่างในเงามืด ดวงตาลึกล้ำส่องประกายในราตรี เขายกมือซ้ายขึ้น มองแหวนมังกรโบราณบนปลายนิ้ว
“แบบนี้…จะได้จริงหรือ?” เขาพึมพำในใจ