- หน้าแรก
- จอมเวทย์ดวงตาแห่งโชคชะตา
- บทที่ 13 มาเยือนถึงหน้าประตู
บทที่ 13 มาเยือนถึงหน้าประตู
บทที่ 13 มาเยือนถึงหน้าประตู
“ขอให้ระวังคำพูด!” เหล่าทหารองครักษ์แห่งจวนอ๋องหยุนเอ่ยเสียงขุ่น มือใหญ่กำด้ามดาบที่เอวแน่นขึ้นอีกหลายส่วน
ซูหรงเอียงศีรษะมองสาวใช้ น้ำเสียงแฝงแววตำหนิ “เสี่ยวปี้ อย่าพูดจาเหลวไหล หยุนเจิงน้องสาวของข้าไม่มีทางทำเรื่องต่ำช้าเช่นนั้นหรอก เพียงแต่...เพียงแต่...”
ซูหรงก้มหน้าด้วยแววเศร้า ความงามของนางยิ่งชวนให้เวทนา
เสี่ยวปี้รีบพูดขึ้น “คุณหนู อย่าไปแก้ตัวแทนคนไร้ค่าอย่างนางอีกเลย! นางไม่คู่ควรหรอก!”
สาวใช้อีกคนก็ช่วยเสริม สร้างฉากดราม่าหน้าหออวิ๋นเฟยของคน 3 คน
ในจังหวะนั้นเอง เสียงใสเย็นดุจสายลมก็ดังออกมาจากในหออวิ๋นเฟย “ใครกันมาหอนเห่าอยู่หน้าประตูข้า?”
ทุกสายตาหันไปตามเสียง ก็เห็นหญิงสาวผู้หนึ่งในชุดแดงเพลิงงามล่มเมืองเดินออกมา
สองนิ้วเรียวของนางคีบพู่กันขนนกหมุนเล่นอย่างไม่ใส่ใจ ทว่าแปลกนัก ปลายพู่กันกลับไม่มีหมึกกระเด็นแม้แต่น้อย
แววตาของซูหรงวูบไหวลึกล้ำเพียงชั่วพริบตา
หยุนเจิง! นางยังไม่ตายอย่างนั้นหรือ?
หรือว่าโชคดีขนาดรอดชีวิตมาได้จริงๆ?
แต่ที่น่าแปลกใจยิ่งกว่านั้น หลังจากหยุนเจิงนังแพศยานี่รอดมาได้ กลับไม่เปิดโปงความผิดของนาง...
ขณะที่ซูหรงกำลังคิดหนัก ก็สังเกตได้ว่าหยุนเจิงในตอนนี้ ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
“หยุนเจิงน้องรัก พี่มีเรื่องอยากคุยด้วย” ซูหรงยิ้มหวานแต่แฝงแรงกดดันในน้ำเสียง
“รอก่อน” หยุนเจิงตอบกลับเรียบๆ
รอยยิ้มของซูหรงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนเอ่ยถาม “หยุนเจิงน้องรัก กำลังจะไปทำอะไรหรือ?”
“ตีหมา”
ยังไม่ทันที่ใครจะตั้งตัว หยุนเจิงก็สะบัดข้อมือ พู่กันในมือพุ่งวาบเข้าหาใบหน้าของเสี่ยวปี้จนอีกฝ่ายหน้าซีดเผือด
“อ๊าาา—!”
เสียงกรีดร้องแหลมสูงดังระงม
ขนพู่กันที่ปะทะใบหน้าเสี่ยวปี้นั้น กลับแปรเปลี่ยนแข็งแกร่งดุจเข็มทิ่มแทง ทำเอาใบหน้างามๆ ของเสี่ยวปี้เป็นแผลเลือดไหลอาบ
ซูหรงตาเบิกกว้างตกใจ
เมื่อได้สติ นางรีบร้องห้าม “หยุนเจิง! หยุดเดี๋ยวนี้!”
หยุนเจิงยักไหล่ “ข้าไม่ได้ลงมือเองนี่ หากเจ้าจะช่วยหมาของตัวเอง ก็เชิญตามสบาย”
ท่าทีไม่ยี่หระของหยุนเจิงทำเอาซูหรงกัดฟันแน่น พู่กันอาวุธลับนี่ นังแพศยานี่ไปได้มาจากไหนกัน!?
“คุณหนู ช่วย...ช่วยข้าด้วย!” เสี่ยวปี้กรีดร้องโหยหวนอีกครั้ง
พู่กันยังคงไล่แทงเสี่ยวปี้ไม่หยุด แม้นางจะมีพลังฝึกตนระดับที่เจ็ด แต่ก็ทำอะไรกับพู่กันนี้ไม่ได้เลย
ซูหรงรีบสะบัดมือปล่อยพลังวิญญาณออกมา พุ่งเข้าใส่พู่กันด้วยพลังปรมาจารย์จิตวิญญาณ ขั้นที่หก
เสียงดังพลั่ก
พู่กันร่วงลงพื้น กลับคืนสู่สภาพเดิม แถมยังดูเสียหายอีกด้วย
ซูหรงเห็นดังนั้นก็ลอบภูมิใจ หันไปมองหยุนเจิงด้วยแววตาท้าทาย “ขอโทษทีนะหยุนเจิงน้องรัก พี่มือหนักไปหน่อย ทำพู่กันเจ้าพังซะแล้ว เจ้าคงไม่โกรธพี่หรอกใช่ไหม?”
หยุนเจิงยิ้มเย็น “ของข้าตั้งกี่ชิ้นที่เจ้าทำพังหรือขโมยไปตลอดหลายปีนี้ ข้ายังไม่เคยโกรธเจ้าเลย...”
ซูหรงฟังแล้วรู้สึกแปลกๆ
เพียะ!
ยังไม่ทันพูดอะไร รอยฝ่ามือก็ประทับลงบนแก้มอย่างจัง
ซูหรงถูกตบจนร่างเซ มุมปากมีเลือดซึม
หยุนเจิงคว้าผมซูหรงเชิดหน้าขึ้น กระซิบเสียงเย็นยะเยือกดั่งปีศาจ “ซูหรง เมื่อก่อนข้าไม่คิดเอาคืน เพราะเห็นเจ้าเป็นเพื่อน แต่ดูเหมือนเจ้าจะความจำสั้นลืมไปแล้ว ว่าใครกันที่เฆี่ยนข้าแล้วผลักข้าตกหน้าผาวันนั้น?”
ซูหรงหน้าซีดเผือด หัวใจเต้นระส่ำ
นางเคยคิดว่าหยุนเจิงจะไม่เอาเรื่อง ไม่อย่างนั้นเหตุการณ์ที่นางพยายามฆ่าหยุนเจิงคงถูกเปิดโปงไปนานแล้ว
“ซูหรง เคราะห์ร้ายของเจ้ากำลังจะมา รอดูเถอะ”
หยุนเจิงปล่อยมือทันที
ซูหรงฉวยโอกาสคิดจะสวนกลับ
แต่หยุนเจิงกลับยืนอย่างมั่นใจ ไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย ริมฝีปากแดงคลี่ยิ้ม “เคราะห์ร้ายมาเยือน!”
ทันใดนั้น เหล่าองครักษ์ลับแห่งจวนอ๋องหยุนกว่าหลายสิบคนบุกออกมารุมโจมตีซูหรงอย่างดุดัน
ซูหรงโดนโจมตีจนตั้งตัวไม่ทัน ต้องถอยหนีอย่างทุลักทุเล
สองสาวใช้ที่พามาด้วย คนหนึ่งบาดเจ็บ อีกคนยืนอึ้งอยู่ข้างๆ
“อย่าให้ตายก็พอ” หยุนเจิงสั่งเสียงเรียบ “ส่วนสองสาวใช้นั่น มัดไว้ให้ข้า”
เสี่ยวปี้กับสาวใช้อีกคนถูกทหารองครักษ์มัดแน่นหนา
ซูหรงผู้เดียวดาย ย่อมสู้กับองครักษ์ลับจวนอ๋องหยุนจำนวนมากไม่ได้ สิ่งที่ทำให้นางโกรธที่สุดคือ หยุนเจิงนังแพศยานั่นกลับนั่งสบายๆ บนเก้าอี้ที่มีคนยกมาให้ มองดูนางด้วยสายตาเย้ยหยัน
เวลาผ่านไป ซูหรงนอนหมดสภาพอยู่บนพื้น ไม่เหลือเค้าความสง่างามเหมือนตอนมา
“พอแล้ว”
หยุนเจิงเอ่ยสั่ง เหล่าองครักษ์หยุดมือทันที ยืนรอคำสั่งต่อไป
หยุนเจิงลุกขึ้น ชี้ไปที่องครักษ์คนหนึ่ง “เจ้า ไปฉีกเสื้อคลุมของนาง เพราะข้าเป็นคนจ่ายเงินซื้อให้เอง แล้วก็สร้อยหยกคริสตัลกับปิ่นทองหางหงส์ เอาคืนข้าด้วย!”
องครักษ์ที่ถูกสั่งถึงกับชะงัก เขาเป็นชายชาติทหารจะให้ไปฉีกเสื้อเด็กสาวแบบนี้...
“ยังไง? จะช้าทำไม?” หยุนเจิงยิ้มหวานแต่แฝงแรงกดดัน
องครักษ์สั่นสะท้านเมื่อสบตาหยุนเจิง รีบเข้าไปคว้าเสื้อคลุมซูหรงแล้วฉีกออกอย่างแรง
ซูหรงกรีดร้อง “ปล่อยข้า! ข้าเป็นคุณหนูตระกูลซู พวกเจ้าคนจวนอ๋องหยุนไม่มีสิทธิ์ทำกับข้าแบบนี้!”
“หยุนเจิง รีบสั่งให้เขาหยุดเถอะ พี่รู้ว่าเจ้าชอบองค์ชายสาม ฉู่หยุนเหิง ถ้าองค์ชายสามรู้ว่าเจ้าสั่งองครักษ์ทำเรื่องไร้ยางอายแบบนี้ เกรงว่า...”
หยุนเจิงขัดขึ้นด้วยรอยยิ้ม “ว่าไง? เขาจะรังเกียจข้า? ไม่ต้องห่วง ตอนนี้ข้าเองก็รังเกียจเขาเหมือนกัน”
พูดจบ หยุนเจิงเชิดคางเป็นสัญญาณให้ดำเนินการต่อ
ไม่ว่าซูหรงจะอ้อนวอนหรือขู่เข็ญอย่างไร หยุนเจิงก็เพียงยืนมองด้วยสายตาเย็นชา
นางไม่ใช่หยุนเจิงคนเดิมที่เคยโง่เง่าอีกต่อไป!
หากรู้ว่าหยุนเจิงเปลี่ยนไปขนาดนี้ นางคงไม่คิดมาจวนอ๋องหยุนแต่แรก!
หยุนเจิงเอ่ยเสียงเย็น “จับทั้งสามคนโยนออกไปนอกจวนอ๋องหยุน ให้คนทั้งแคว้นต้าฉู่ได้เห็นว่าเทพธิดาในใจพวกเขา แท้จริงแล้วน่าสมเพชเพียงใด”
ซูหรงแทบกัดฟันกรามแตก ความแค้นอัดแน่นในใจ
“หยุนเจิง เจ้ากล้าทำกับข้าแบบนี้เชียวหรือ!”
หยุนเจิงหัวเราะเบาๆ ดวงตาเย็นเฉียบมองซูหรง “แล้วเจ้าทำกับข้าไว้ยังไงบ้างล่ะ?”
ซูหรงถึงกับพูดไม่ออก ภาพเหตุการณ์ในป่าเปลวเพลิงผุดขึ้นมาในหัว—ตอนที่หยุนเจิงมองนางด้วยแววตาไม่อยากเชื่อ ส่วนนางกลับฟาดแส้ใส่หยุนเจิงอย่างสะใจ
ซูหรงกัดริมฝีปาก แววโหดเหี้ยมวาบในดวงตา หากวันนั้นแทงหยุนเจิงอีกสักสองสามที รอให้ตายสนิทก่อนค่อยถีบตกหน้าผาก็คงดี
เหล่าองครักษ์ลากทั้งสามคนไปถึงหน้าประตูจวนอ๋องหยุนโดยไม่มีใครกล้าขวาง
ส่วนอ๋องเฒ่าหยุนกับเยว่จี๋ก็หลบไปหาที่ซ่อน ไม่อยากขัดจังหวะหยุนเจิง
ปัง—!
ปัง—!
ปัง—!