- หน้าแรก
- จิ้งจอกขี้เกียจกับแม่มดแห่งชนบท
- ตอนที่ 13 พลังเงินตรา...เปิดฉาก!
ตอนที่ 13 พลังเงินตรา...เปิดฉาก!
ตอนที่ 13 พลังเงินตรา...เปิดฉาก!
ระหว่างที่อวี่เจิ้งหงกับอวี่เสวี่ยชิง สองพ่อลูกกำลังยืนงงๆ อยู่หน้าประตูบ้าน พยายามหาวิธีไขกุญแจอย่างมึนๆ
อันเซิงก็คาบขวดเหล้าเหมาไถ เดินเตร็ดเตร่สบายใจเฉิบไปยังบ้านของหลินอิง มุมปากยังแอบมีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ประดับอยู่จางๆ
เรื่องที่อาชิงกับพ่อขี้งมงายของเธอมีปัญหากัน อันเซิงไม่อยากให้อาชิงต้องลำบากใจอยู่ตรงกลาง
สำหรับเหตุการณ์เฉพาะหน้าแบบนี้ ในใจของอันเซิงก็คิดหาทางออกไว้เรียบร้อยแล้ว
แค่ต้องขอรบกวนหลินอิงสักหน่อย
ชาติที่แล้ว อันเซิงมักจะเดินทางไปๆ มาๆ ระหว่างเมืองจิ่วเล่อกับเมืองหนานเฉิง เพราะแถวจิ่วเล่อเองก็เป็นหนึ่งในแหล่งผลิต ‘เที๋ยวกวนอิม’ ชาชื่อดัง
ทั้งภูมิภาคเซี่ยตงขึ้นชื่อเรื่องชา มีทั้งชาเขียวอู่หลง ชาขาว ชาแดง และชาดอกไม้
โดยเฉพาะชาเขียวอู่หลง มีประวัติยาวนานย้อนไปถึงราชวงศ์ซ่ง เคยเป็นชาที่ถวายเป็นของหลวง
ถ้าอยากทำธุรกิจชาเกรดกลางถึงพรีเมียม ที่นี่คือแหล่งหลักที่ขาดไม่ได้
ชาแต่ละชนิด (ยกเว้นชาดอกไม้ที่เนื้อเรื่องน้อยหน่อย) ต่างมีเรื่องเล่าเก่าแก่เป็นร้อยเป็นพันปี เอาไว้เล่าให้ลูกค้าฟังได้ไม่รู้จบ
อยากขายของให้ได้ราคาดี เรื่องราวเบื้องหลังสินค้าก็สำคัญสุดๆ
สมัยก่อนอันเซิงจะมาอยู่ที่เซี่ยตงปีละครึ่งเดือน ทั้งเพื่อชมการแข่งขันชงชา และต่อรองเลือกซื้อชา
อันเซิงรู้จักขนบธรรมเนียมของเขตนี้ดี และเข้าใจนิสัยของคนรุ่นเก่าในเซี่ยตง
พ่อของอาชิงอาจจะดูงมงาย ชอบไหว้พระขอพร แต่อันเซิงเข้าใจดีว่าสิ่งที่เรียกว่าความเชื่อของคนที่นี่ ไม่ได้คลั่งไคล้แบบศาสนา แต่เป็น “ความเชื่อเพื่อความสบายใจ” มากกว่า
ไหว้ขอพรไม่เสียเงิน เผื่อเทพเจ้าจะศักดิ์สิทธิ์จริงๆ ก็ได้ ถ้าไม่ศักดิ์สิทธิ์ วันหลังก็แค่เลิกจุดธูปเผาเครื่องหอม ทิ้งไว้ให้หิวโหยไปซักปีสองปี เดี๋ยวก็เชื่องเอง
ถ้าไหว้แล้วบ้านยังซวยอยู่ เอารถตักดินไปไถวัดทิ้งซะเลยก็ยังได้
ในเซี่ยตง นอกจากเทพเจ้าตระกูลใหญ่ไม่กี่องค์ เทพภูเขาเทพป่าอื่นๆ อยู่กันแบบระแวงสุดๆ
พ่อของอวี่เสวี่ยชิงอาจจะเชื่อโชคลาง?
แต่อันเซิงอยากบอกว่า “พลังเงินตรา” สามารถลบล้างไสยศาสตร์คร่ำครึได้ทุกอย่าง
เดี๋ยวขอยืมรถคัลลิแนนประกันชั้นหนึ่งของพี่หลินไปขับชนซะหน่อย เดี๋ยวก็สงบแล้ว
อันเซิงเชื่อมั่นในความเก่งของพี่หลินสุดๆ
“พี่หลินตื่นรึยัง? ฉันมาขอยืมพร็อพไปโชว์เหนือหน่อย”
อันเซิงหลบแม่บ้านที่กำลังวุ่นอยู่ในครัว วิ่งขึ้นไปถึงห้องนอนใหญ่ชั้นสอง ลุกขึ้นยืนสองขา เกาะขอบเตียงมองหลินอิงที่ห่มผ้าไหมอยู่
หลินอิงที่นอนอยู่บนเตียงไม่ได้หลับหรอก แค่หมดแรง ขี้เกียจขยับตัวเฉยๆ
ตอนที่จิ้งจอกขาวคาบเหล้าเปิดประตูเข้ามา สายตาเฉียบคมของหลินอิง ก็สังเกตเห็นอันเซิงแล้ว
“จะชวนฉันดื่มเหล้าเหรอ?”
หลินอิงค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้น นอนนานเกินจนพอลุกเร็วๆ ก็หน้ามืดตาลาย แต่เธอไม่สนใจอาการเวียนหัวนัก กลับมองไปที่จิ้งจอกขาวตัวน้อย
จิ้งจอกขาว เป็นหนึ่งในไม่กี่สิ่งที่หลินอิง ยังพอสนใจหลังจากเหตุการณ์นั้น
เพื่อพิสูจน์ว่าจิ้งจอกขาวนี้เป็นแค่ภาพหลอนก่อนตาย หรือโลกนี้มันเพี้ยนจริงๆ ‘หลินอิง’ ที่เหมือนตุ๊กตาหมดลาน ก็จะแอบกินยาเพิ่มพลังใจตัวเองอยู่บ่อยๆ
“งิ๋งงง~——”
“งิ๋งงง~งิ๋งงง~! งิ๋งงง~!”
หลินอิงละมือจากขมับ หันมามองอันเซิงที่ส่งเสียงอ้อน แต่เสียดาย เธอไม่มีพรสวรรค์เรื่องสัตว์เลย
ฟังจิ้งจอกพูดไม่รู้เรื่อง แต่เธอสังเกตเห็นว่าขาหน้าของอันเซิงเปื้อนดิน แถมดูเหมือนเจ้าจิ้งจอกจะชอบผ้าปูเตียงเนื้อนุ่มมาก ขาหน้าพาดบนที่นอนเมื่อไหร่ เป็นต้องเอาอุ้งเท้าถูผ้าสบายๆ ทุกที
{ตกลงเธแเป็นตัวอะไรกันแน่? คน หรือปีศาจในตำนาน? หรือเป็นเพื่อนในจินตนาการที่ฉันฝันไปก่อนตายกันแน่...} หลินอิงถอนใจอย่างขบขัน หวังจะได้ยินเรื่องราวการเวียนว่ายตายเกิดจากปากเจ้าเด็กนี่สักครั้ง
{ขอพรสำเร็จ: ผิงจ้างต้าซิ่ง (เทพเจ้าปรับบัญชีในนรก) (แทนที่จะหวังกับสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง สู้ให้หลินอิงเชื่อว่าตัวเองเป็นจิ้งจอกมหัศจรรย์ที่ชอบไว้ผมโมฮอว์กยังจะดีซะกว่า)}
หลินอิงที่นั่งเหม่อเพราะน้ำตาลในเลือดต่ำและอาการเวียนหัว ก็เผลอคิดฟุ้งซ่านไปเรื่อยในหัว แต่ความคิดฟุ้งซ่านนั้น กลับกลายเป็นข้อความอธิษฐานที่ลอยไปถึง ‘อันเซิง’ อย่างชัดเจน
“คุณพระ...ผิงจ้างต้าซิ่งก็มา นี่เธอลองดูแขนขาฉันสิ เล็กนิดเดียว ดูยังไงก็ไม่เหมาะจะไปเป็นเทพบัญชีในนรกหรอก!”
พอเห็นพรของหลินอิง อันเซิงก็แอบสูดลมหายใจเฮือกใหญ่
หลินอิงเคยขอพรกับอันเซิง 2 ครั้ง ครั้งแรกคือขอให้ครอบครัวกลับมาหลังจากประสบอุบัติเหตุ
เงื่อนไขสำเร็จคือต้องย้อนเวลากลับไป ถ้าจะให้สมบูรณ์แบบคือต้องช่วยให้เธอหลุดพ้นจากภาวะซึมเศร้า
แต่พรที่สองนี่สิ หลุดโลกสุดๆ พอเห็นตัวเองทำตัวเหมือนสัตว์ประหลาด เธอดันจินตนาการถึงดินแดนที่ไม่มีอยู่จริง แล้วให้ตัวเองไปบุกซะงั้น
จะให้ถือปืนกลบุกนรกแล้วได้เปรียบ? เพ้อเจ้อสุดๆ!
“ถ้าอย่างนั้น...จะให้ฉันโชว์พุงแล้วควักกระเป๋าดำๆ ออกมาแบบโดราเอมอนเลยไหม?”
อันเซิงบ่นพึมพำในใจ ก่อนจะหันไปคาบมือถือบนหัวเตียง กรอกรหัสห้าศูนย์ เปิดแอปโน้ตอย่างคล่องแคล่ว
อันเซิงพิมพ์ข้อความสองบรรทัด แล้วคาบไปยื่นให้หลินอิงดู พร้อมทั้งตบขาเธอเบาๆ
อุ้งเท้าน้อยๆ ตบเบาๆ เหมือนจะไล่ความฟุ้งซ่านไร้เหตุผลออกจากหัวหลินอิง
{ฉันเอาของขวัญมาให้}
{ว่าแต่...ขอยืมเครื่องประดับ เงินสด กับกระเป๋าแบรนด์เนมหน่อยสิ~}
“...”
หลินอิงมองข้อความบนมือถือ แล้วเหลือบมองแสงแดดแรงกล้านอกหน้าต่างอย่างเงียบงัน
กลางวันแสกๆ คนจะโดนผีเข้าได้ด้วยหรือไง?
“ตกลง เธอเป็นตัวอะไรกันแน่?” ‘หลินอิง’ เคยเห็นลีลาการสั่งเดลิเวอรี่ของอันเซิง กับแรงลากกระชากตัวเองไปกินข้าว
แรกๆ ยังปลอบใจตัวเองว่าอาจจะกินยาเกินขนาดจนเห็นภาพหลอน แต่พอจิ้งจอกขาวใช้มือถือพิมพ์ข้อความได้ หลินอิงก็รู้ทันทีว่าตัวเองไม่ได้เป็นบ้า โลกนี้ต่างหากที่มันบ้า!
ถ้าโลกไม่เพี้ยน จะมีภาพเหนือจริงแบบนี้โผล่มาตรงหน้าได้ยังไง
แต่เพราะตัวเองก็ป่วยหนักหลินอิงเลยแค่ตกใจแวบเดียว ก่อนจะกลับไปนิ่งเฉยเหมือนเดิม
อันเซิงหันมือถือกลับมา พิมพ์ว่า:
{ฉันก็แค่จิ้งจอกน้อยสุดหล่อ ขนฟูฟ่อง รู้จักไว้ผมโมฮอว์กเท่านั้นแหละ}
{เรื่องอื่นไว้ค่อยคุยกัน ตอนนี้ฉันรีบ ต้องยืมของแบรนด์เนมไปโชว์เหนือหน่อย}
หลินอิงอ่านจบ ถึงในใจจะตกตะลึงแต่เพราะโรคที่เป็นอยู่ หน้ายังคงนิ่งสนิท พยักหน้าเบาๆ “ได้ ของในห้องนิรภัยกับห้องแต่งตัว เอาไปเลย”
“จะคืนหรือไม่คืนก็ช่างเถอะ สำหรับฉัน มันไม่มีความหมายอะไรแล้ว...”
เดิมทีอันเซิงดีใจสุดๆ ที่ได้รับอนุญาต กำลังจะหันไปเลือกของแบรนด์เนม แต่พอเห็นหลินอิงกลับไปนอนซุกผ้าห่ม ก็อดรู้สึกหดหู่ไม่ได้
เคยเห็นทั้งคนเป็นและคนตาย แต่ไม่เคยเห็นใครมีชีวิตอยู่แท้ๆ แล้วนอนรอความตายเงียบๆ แบบนี้มาก่อน
หลินอิง คือคนแรกจริงๆ
อันเซิงถอนหายใจ
“เลิกนอนได้แล้ว! มาช่วยกันก่อน!” อันเซิงวิ่งกลับขึ้นเตียง งับคอเสื้อหลินอิงลากเธอออกมา
“จะให้จิ้งจอกตัวเดียวใส่เครื่องประดับเองรึไง?”
“มาช่วยเลือกสิ อันไหนแพงสุด~”
หลินอิงที่โดนลากไป ฟังเสียงจิ้งจอกน้อยร้องงิ๋งงง~งิ๋งงง~ข้างหู หน้ายังคงนิ่งสงบเหมือนเดิม
“ฉันฟังภาษาของพวกเธอไม่ออกนะ ถ้ามีอะไรจะบอก พิมพ์ในมือถือฉันได้เลย”
{ช่วยเปลี่ยนชุดให้หน่อย จะให้จิ้งจอกน้อยใส่เสื้อผ้าเองได้ไง?}
“...”
{ช่วยหวีผมโมฮอว์กบนหัวให้ด้วย!}
ในห้องนอนใหญ่ เกมแต่งตัวก็เริ่มขึ้น หลินอิงเริ่มมีความสนใจในชีวิตประจำวันขึ้นมาเล็กน้อย