- หน้าแรก
- แค่ตั้งแผงวาดรูป ทำไมยุทธภพต้องสั่นสะเทือน
- บทที่ 24 - เรียงความเรื่องนี้ต้องเขียน
บทที่ 24 - เรียงความเรื่องนี้ต้องเขียน
บทที่ 24 - เรียงความเรื่องนี้ต้องเขียน
บทที่ 24 - เรียงความเรื่องนี้ต้องเขียน
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
จ้าวอี้ฝูได้อ่านหนังสือหรือไม่
เป็นไปได้อย่างไร
ตอนนี้ไม่มีใครสามารถทำให้เขาอ่านหนังสือได้
จ้าวอี้ฝูที่หลบมาอยู่คนเดียวกำลังศึกษา ‘วิชาสาดหมึก’ อยู่ต่างหาก วิชาพิสดารนี้เขาปล่อยทิ้งไว้นานพอสมควรแล้ว ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่จะต้องลองฝึกดูเสียที
และความจริงก็พิสูจน์ให้เห็นว่า วิชาสาดหมึกจำเป็นต้องบรรลุวงจรโคจรย่อยเสียก่อนจึงจะฝึกฝนได้ดี
เพราะหลังจากบรรลุวงจรโคจรย่อยแล้ว สิ่งที่แข็งแกร่งขึ้นไม่ใช่แค่พลังปราณแท้ แต่ยังรวมถึงจิตแรกกำเนิดที่ยังไม่ปรากฏออกมาเล็กน้อยด้วย
การฝึกฝนวิชาสาดหมึกนั้นเห็นได้ชัดว่ามีความต้องการต่อจิตแรกกำเนิดอยู่
ในตอนนี้จ้าวอี้ฝูกำลังพยายามสาดหมึกอย่างต่อเนื่อง
เขาจุ่มพู่กันลงในหมึก แล้วสาดเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ลงบนกระดาษ...
ดูเหมือนท่วงท่าจะพริ้วไหว แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับเป็นเพียงกลุ่มก้อนหมึกที่ตกอยู่บนกระดาษอย่างไม่มีรูปแบบ
อืม โดยรวมแล้วก็มีความแตกต่างอยู่บ้าง อย่างน้อยหยดหมึกเหล่านั้นก็เบี่ยงเบนไปเล็กน้อยจากอิทธิพลของจิตของเขาในขณะที่ตกลงมา
เขาหัวเราะ ‘ฮ่าๆ’ ออกมา รู้สึกเหมือนเจอเรื่องสนุก ราวกับเด็กน้อยที่เพิ่งได้สัมผัสกับพู่กันและน้ำหมึกเป็นครั้งแรก เริ่มสาดหมึกเล่นอย่างสนุกสนาน
ไม่นานนักทั่วทั้งร่างกายของเขาก็เปรอะเปื้อนไปด้วยรอยหมึก ดูเหมือนเด็กซนไม่มีผิด
ข้างๆ กันนั้นอีอีหลบไปอยู่ไกลๆ
มันออกจะรังเกียจเจ้านายของมันในตอนนี้อยู่บ้าง เพราะถ้าหากหยดหมึกเหล่านั้นตกลงบนตัวของมัน มันจะต้องเลียขนนานแค่ไหนถึงจะสะอาด
ส่วนคนรับใช้ผู้ภักดีก็ไม่ได้สนใจเขา เพราะเขาไม่รู้หนังสือ แค่คิดว่านายน้อยสองกำลังอ่านหนังสือและคัดอักษรด้วยวิธีที่แปลกใหม่เท่านั้น
ในตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มมืดลง เมื่อแสงอาทิตย์สุดท้ายลับขอบฟ้าไป จ้าวอี้ฝูก็กำลังจะไปอาบน้ำกินข้าวเย็น
แต่แล้ว...
“เหมียว~”
ทันใดนั้นอีอีก็ร้องออกมาอย่างระแวดระวัง
จากนั้นรอบๆ ตัวมันก็มีเสียงแมวร้องตามมา เป็นแมวจรจัดตัวอื่นๆ ในสวนนี้ที่เริ่มร้องเรียก
เสียงร้องของพวกมันไม่นุ่มนวลเหมือนเสียงของอีอี แต่ละตัวล้วนแฝงไปด้วยความดุร้ายของสัตว์ป่า
จ้าวอี้ฝูประหลาดใจ เขาเห็นอีอีกำลังร้องใส่ทิศทางหนึ่งอย่างบ้าคลั่ง แล้วก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นได้
เขาหยิบใบหลิวสองใบออกมาจากกระเป๋า กำลังจะใช้วิชาเปิดเนตรทิพย์...
ทันใดนั้นในใจก็เกิดความคิดขึ้นมา ในเมื่อตอนนี้เส้นชีพจรเริ่นและตูของเขาทะลวงตลอดแล้ว ปราณแท้สามารถส่งไปยังดวงตาได้โดยตรง เช่นนั้นจะสามารถย่อขั้นตอนการเปิดเนตรทิพย์ได้หรือไม่ เขาคิดเช่นนั้นและก็ทำเช่นนั้น ปราณแท้เคลื่อนไปตามใจนึกมาถึงดวงตาทั้งสองข้าง จากนั้นเบื้องหน้าของเขาก็สว่างวาบขึ้น
เนตรทิพย์ที่เดิมทีต้องใช้ใบหลิวเป็นตัวนำปราณแท้ถึงจะเปิดได้ ตอนนี้กลับเปิดได้โดยตรง
ในดวงตาของเขาก็ปรากฏภาพแสงวิญญาณอันแปลกประหลาดขึ้นทันที แม้จะกะพริบตาก็ไม่หายไป
ปราณแท้ไหลเวียนไม่ขาดสาย เนตรทิพย์ของเขาก็จะไม่ปิดลง
“ฮ่าฮ่า~”
เขาหัวเราะออกมา เป็นความสุขจากใจจริง ความสุขที่ได้เข้าสู่วิถี
แต่เขาก็หัวเราะได้เพียงครู่เดียวก็ต้องหยุดลง เพราะเห็นร่างคนเลือนรางปรากฏขึ้นในพงหญ้า
ร่างคนนั้นมีแสงวิญญาณสีน้ำเงินเข้ม คล้ายกับวิญญาณศิลาที่จ้าวอี้ฝูเคยเห็นในหอศิลาของหอตำราม่อลู่
แล้วเขาก็สังเกตเห็นว่า ร่างคนนั้นต้องการจะเข้ามาใกล้ แต่กลับถูกเสียงร้องอย่างดุร้ายของแมวป่าโดยรอบขวางไว้
จ้าวอี้ฝูประหลาดใจอย่างยิ่ง มองไปที่อีอีในอ้อมแขน มีคนกล่าวว่าแมวดำสามารถนำโชคดีและปัดเป่าโชคร้ายได้ ที่แท้ก็เป็นเรื่องจริง
แต่เขามองร่างคนสีน้ำเงินเข้มนั้นแล้วรู้สึกคุ้นตาอย่างประหลาด พิจารณาดูดีๆ...
ให้ตายเถอะ คนคุ้นเคยนี่เอง
เขารีบพูดกับอีอีว่า “พอแล้วๆ หยุดร้องได้แล้ว ทุกคนหยุดร้องได้แล้ว”
อีอีหยุดร้องเป็นตัวแรก จากนั้นแมวจรจัดรอบๆ ก็ค่อยๆ สงบลง
จ้าวอี้ฝูรีบเดินเข้าไปสองก้าวแล้วโค้งคำนับจนสุดตัว “ขอคารวะท่านอาจารย์เหลียง ไม่คิดว่าท่านอาจารย์จะมาด้วยตนเอง ศิษย์ละอายใจยิ่งนัก”
ถูกต้อง ร่างคนสีน้ำเงินเข้มนี้ก็คือเหลียงจงจื๋อนั่นเอง
เหลียงจงจื๋อมองจ้าวอี้ฝูอย่างเงียบๆ ไม่ได้เคลื่อนไหวอะไร
แต่ในวินาทีต่อมา ในหัวของจ้าวอี้ฝูก็ปรากฏเสียงของเหลียงจงจื๋อขึ้นมา “เจ้าเลี้ยงทาสแมวไว้เยอะแยะขนาดนี้ทำไม”
จ้าวอี้ฝูรู้สึกแปลกใหม่กับการสื่อสารแบบนี้ แต่ตอนนี้ไม่กล้าคิดมาก จึงกล่าวว่า “เรียนท่านอาจารย์เหลียง ศิษย์เพียงแค่มาอาศัยอยู่ที่นี่ ทาสแมวเหล่านี้ล้วนเป็นเพื่อนบ้านของศิษย์เท่านั้น”
เหลียงจงจื๋อมองไปที่แมวดำตัวน้อยอีอีข้างกายเขาแล้วเบ้ปาก จากนั้นจึงกล่าว “ช่างเถอะ ไม่พูดเรื่องทาสแมวแล้ว มาพูดเรื่องความบาดหมางระหว่างเจ้ากับผู้ตรวจการศึกษาโจวดีกว่า”
จ้าวอี้ฝูถามอย่างประหลาดใจ “ศิษย์กับท่านอาจารย์โจวไม่มีความบาดหมางใดๆ กันเลย มิหนำซ้ำเมื่อตอนกลางวันท่านยังช่วยปกป้องศิษย์อีกด้วย ศิษย์มีแต่ความซาบซึ้งต่อท่านอาจารย์โจว จะมีความบาดหมางได้อย่างไรขอรับ”
เหลียงจงจื๋อกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “แล้วทำไมเจ้าโจวซู่นั่นถึงได้มีจิตหยางพุ่งเข้ามาที่ภูเขาหมึกอย่างฉุนเฉียวเพื่อตามหาข้า แล้วบอกว่าเจ้าใส่มนตร์เสน่ห์ลงไปในภาพวาดของลูกสาวเขาล่ะ”
จ้าวอี้ฝู “...”
รู้มานานแล้วว่าโจวซู่ไม่ธรรมดา ไม่คิดว่าจะสามารถถอดจิตหยางออกมาฟ้องเรื่องไร้สาระของเขาถึงในภูเขาได้เลยหรือ ไม่สิ เหลียงจงจื๋อทำได้แค่ถอดจิตอินเท่านั้น แต่โจวซู่กลับถอดจิตหยางได้ นั่นหมายความว่าจริงๆ แล้วโจวซู่เก่งกว่าเหลียงจงจื๋ออย่างนั้นหรือ จ้าวอี้ฝูไม่กล้าคิดมาก ตอนนี้ทำได้เพียงมองเหลียงจงจื๋อด้วยใบหน้าที่ไร้เดียงสา “ศิษย์เพิ่งจะทะลวงวงจรโคจรย่อยได้เมื่อเช้านี้เอง นอกจาก ‘เคล็ดวิชาดัชนีสุญตา’ และ ‘วิชาสาดหมึก’ ที่ได้มาจากในหอศิลาแล้ว ก็รู้วิชาแค่ ‘เปิดเนตรทิพย์’ วิชาเดียวเท่านั้น”
“ท่านอาจารย์เหลียง ศิษย์มีความสามารถอะไรท่านยังไม่รู้อีกหรือขอรับ”
เหลียงจงจื๋อเงียบไปทันที ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นจริง ด้วยระดับของศิษย์คนนี้จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะทิ้ง ‘มนตร์เสน่ห์’ ไว้บนภาพวาดได้ เขาถามอย่างไม่เข้าใจ “แล้วเจ้าไปทำอะไรมา ทำไมคุณหนูตระกูลโจวคนนั้นถึงได้เอาแต่จ้องมองภาพวาดของเจ้าอย่างเหม่อลอยอยู่ตลอดเวลา”
จ้าวอี้ฝูยิ่งรู้สึกบริสุทธิ์ เขากล่าว “เป็นนางเองที่บอกว่าเคยใฝ่ฝันอยากจะเป็นแม่ทัพหญิง ขอให้ข้าช่วยสานฝันให้นางในภาพวาด”
เหลียงจงจื๋อมองจ้าวอี้ฝูอย่างจนใจ “เจ้าก็ยังเลือกที่จะใช้วิธีวาดภาพส่วนตัวเพื่อหารายได้จากปราณทิพย์สุริยันเพียงน้อยนิดอยู่อีกหรือ รู้หรือไม่ว่าวิธีนี้ไม่ใช่หนทางที่ถูกต้อง มันจะทำให้เจ้าหลงระเริงอยู่กับการเพิ่มขึ้นของพลังบำเพ็ญเพียรเพียงเล็กน้อย จนละเลยการพัฒนาฝีมือการวาดภาพที่แท้จริงไป”
จ้าวอี้ฝูพย่ำหน้าซ้ำๆ แสดงว่าตนเองจดจำคำสอนไว้แล้ว
จากนั้นเหลียงจงจื๋อก็ถอนหายใจ “เรื่องของผู้ตรวจการศึกษาโจวข้าเข้าใจแล้ว คงเป็นเพราะคุณหนูโจวถูกกระตุ้นความฝันในวัยเด็กของตนเองเข้า เจ้าถือว่าเคราะห์ร้ายโดยใช่เหตุ”
“ต่อไปก็หลบๆ หน้าผู้คนหน่อยแล้วกัน”
“น่าเสียดายที่พรสวรรค์ของเจ้าไม่พอ มิฉะนั้นด้วยนิสัยของเจ้าแล้วเหมาะกับการบำเพ็ญเพียรอย่างยิ่ง”
จ้าวอี้ฝูยังคงพยักหน้าต่อไป เขาคุ้นเคยกับคำพูดซ้ำซากจำเจนี้แล้ว
แต่แล้วเหลียงจงจื๋อก็เปลี่ยนเรื่อง “ตั้งใจพยายามเข้าเถิด รอให้เจ้าทะลวงวงจรโคจรย่อยได้เมื่อไหร่ ข้าจะตัดสินใจถ่ายทอดวิชาพิสดารให้เจ้าอีกหนึ่งวิชา”
จ้าวอี้ฝูตื่นตัวขึ้นมาทันที
เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาทั้งสองข้างลุกโชนพร้อมกับความประหลาดใจเล็กน้อย “แต่ท่านอาจารย์เหลียง เมื่อครู่ศิษย์เพิ่งจะบอกไปว่า ศิษย์ทะลวงวงจรโคจรย่อยได้เมื่อเช้านี้แล้วนี่ขอรับ”
เหลียงจงจื๋อ “...”
เขาอยากจะพูดว่า ‘ขอโทษที เมื่อครู่ข้าไม่ได้ตั้งใจฟัง’
แต่ในฐานะอาจารย์จะพูดเช่นนั้นไม่ได้ เขาจึงกล่าวอย่างเรียบเฉย “พวกเราเป็นสำนักบัณฑิต เรื่องแบบนี้ไม่ใช่แค่ร่างกายทะลวงผ่านแล้วก็จบ”
“เจ้ายังต้องเขียนเรียงความขึ้นมาหนึ่งฉบับ อธิบายเหตุและผลของการทะลวงวงจรโคจรย่อยของเจ้าให้ชัดเจน นี่ถึงจะนับว่าเจ้าทะลวงผ่านได้สำเร็จอย่างแท้จริง”
จ้าวอี้ฝู “...”
ทำไมถึงโดนสั่งการบ้านได้ล่ะ...ใจสลาย
[จบแล้ว]