- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 206 โทษข้าอย่างนั้นรึ?
บทที่ 206 โทษข้าอย่างนั้นรึ?
บทที่ 206 โทษข้าอย่างนั้นรึ?
บทที่ 206 โทษข้าอย่างนั้นรึ?
แม้ว่าหลายคนจะรู้ดีว่าเสี่ยวไป๋ หนานกงอวิ๋นม่อและพวกเขานั้นเป็นพรรคพวกกัน แต่คนที่รู้ส่วนมากล้วนเป็นเพียงศิษย์ ในขณะที่เหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้น เหล่าผู้อาวุโสของแต่ละสำนักยังมัวแต่โอ้อวดอยู่ในห้องโถงด้านใน ดังนั้นเหล่าผู้อาวุโสจากประตูดวงดาวสิงห์จันทราจึงไม่ล่วงรู้ความเกี่ยวพันของพวกเขาเลย
เดิมทีเหล่าผู้อาวุโสประตูดวงดาวสิงห์จันทรากำลังโอ้อวดกันอย่างครื้นเครงอยู่ในห้องโถง ทว่าจู่ ๆ ก็มีศิษย์ของตนวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามารายงานว่า “ศิษย์เอกถูกคนซ้อมจนปางตายแล้ว”
ข่าวนี้ทำเอาพวกผู้อาวุโสแทบหัวใจวายเพราะคนที่ถูกเล่นงานคือศิษย์เอกผู้ซึ่งเป็นความหวังของสำนักและมีแนวโน้มจะเป็นผู้นำรุ่นถัดไป หากเกิดเรื่องขึ้นคงเป็นเรื่องใหญ่โตแน่
พวกเขารีบบินตรงไปยังจุดเกิดเหตุอย่างไม่รั้งรอ ผู้อาวุโสจากสำนักอื่นที่เห็นพวกเขารีบร้อนออกไปก็ไม่อาจทานความอยากรู้ได้อีกต่อไป จึงรีบตามไปติด ๆ โดยอ้างว่ามาช่วยเหลือ แท้จริงแล้วก็แค่จะมาดูความวุ่นวาย
“ท่านเป็นใคร?” เหล่าผู้อาวุโสจากประตูดวงดาวสิงห์จันทราขมวดคิ้วมองเสี่ยวไป๋ที่เดินเข้ามาอย่างเชื่องช้า ร่างกายของเขาดูราวกับคนธรรมดา ไม่มีพลังวิญญาณแผ่ออกมาแม้แต่น้อย ทว่าแววตาของเขากลับกลับชวนให้รู้สึกเหมือนถูกดูแคลนแต่กำเนิดราวกับมีสกิลยั่วโมโต้แฝงอยู่
“ข้าเป็นอาจารย์ของเจ้าสองคนนี้” เสี่ยวไป๋พูดพร้อมปรากฏตัวขึ้นข้างหนานกงอวิ๋นม่อและจางชื่อเกอพร้อมกับเอ๋อร์โก่วในพริบตา
“เร็วขนาดนี้?” ผู้คนโดยรอบถึงกับเบิกตากว้าง ตะลึงงันกันทั้งสนาม ไม่มีผู้ใดมองทันว่าเสี่ยวไป๋เคลื่อนไหวอย่างไร อยู่ดี ๆ เขาก็ไปยืนอยู่ข้างศิษย์ของตนแล้ว
“แข็งแกร่งมาก” เหล่าสตรีศักดิ์สิทธิ์และศิษย์เอกที่มีผู้อาวุโสยืนอยู่ข้าง ๆ ต่างก็ประหลาดใจเพราะแม้แต่ผู้อาวุโสบางคนยังมองไม่ทัน แล้วศิษย์เช่นพวกเขาจะเหลืออะไร?
“เขาน่าจะเป็นผู้ฝึกตนทางสายกายภาพเป็นหลัก” ผู้อาวุโสคนหนึ่งคาดเดา การเคลื่อนไหวเมื่อครู่ของเสี่ยวไป๋ดูเหมือนจะใช้พลังมิติก็จริง แต่ในสถานที่เช่นนี้ ไม่น่าจะมีผู้ยิ่งใหญ่ที่ครอบครองพลังมิติขั้นสูงมาให้เห็นหรอกจึงตัดข้อสันนิษฐานนั้นทิ้ง
ผู้อาวุโสคนอื่นก็พยักหน้าเห็นพ้องเพราะพวกเขาไม่เชื่อว่าจะมีผู้แข็งแกร่งระดับนั้นปรากฏตัวเพื่อรางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนี้
ด้านเจียงเซิ่งหลิงกับอาจารย์ของเขากลับไม่ได้เห็นฉากนี้เพราะตอนนี้อาจารย์ของเขากำลังใช้วิธีแสดงความรักกับศิษย์อย่างดุเดือด
“สหายท่านนี้ หากตอนนี้ท่านคืนศิษย์เอกของเรามา ข้าจะถือว่าทุกอย่างไม่เคยเกิดขึ้น ความแค้นระหว่างเราก็ให้ยุติ ณ ที่นี้ เป็นอย่างไร?” ผู้อาวุโสประตูดวงดาวสิงห์จันทราหลับตาลึกแล้วถอนหายใจ ดุจตัดสินใจเรื่องใหญ่หลวง
การประนีประนอมครั้งนี้นับว่าเป็นความอัปยศครั้งใหญ่สำหรับสำนักใหญ่เช่นพวกเขา ที่ปล่อยให้ผู้อื่นมาเหยียบถึงศีรษะแล้วยังต้องยอมลดราวาศอกอีก ทว่าหากไม่ยอมก็ไม่รู้จะจบลงเช่นไรเพราะพวกเขาไม่รู้ระดับพลังที่แท้จริงของเสี่ยวไป๋ แต่จากพลังของศิษย์ก็พอเดาได้ว่าอาจารย์ย่อมไม่ธรรมดาเป็นแน่ ดังนั้นวันนี้คงต้องกล้ำกลืนความพ่ายแพ้ไว้ก่อน
“อืม ได้” เสี่ยวไป๋พยักหน้าแล้วส่งสัญญาณทางสายตาให้หนานกงอวิ๋นม่อ ฝ่ายหลังแสยะยิ้มทันทีแสดงว่าเข้าใจ
หนานกงอวิ๋นม่อผลักศิษย์เอกประตูดวงดาวสิงห์จันทราไปข้างหน้าอย่างแรงและในชั่วพริบตานั้น มือของเขาก็ลูบผ่านหลังมืออีกฝ่าย
ศิษย์เอกผู้นั้นไม่มีอารมณ์สังเกตอะไรอีกแล้ว ตอนนี้เขาเพียงต้องการหนีไปยังจุดที่ปลอดภัยที่สุดนั่นคือข้างกายอาจารย์ของตนจึงพุ่งตัวไปอย่างรวดเร็วทันทีที่หนานกงอวิ๋นม่อปล่อยมือ
“ได้ของหรือไม่?” เสี่ยวไป๋กระซิบถามใกล้หู
“ได้แล้ว” หนานกงอวิ๋นม่อแอบส่งของรางวัลที่ได้จากศิษย์เอกให้เสี่ยวไป๋อย่างลับ ๆ
“ดีมาก ดีมาก เจ้าทำได้ยอดเยี่ยมจริง ๆ” เสี่ยวไป๋รับของอย่างอารมณ์ดี เรื่องต่อสู้น่ะเป็นเรื่องรอง สิ่งสำคัญคือได้กำไร
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็ขอลา ไว้มีวาสนาคงได้พบกันอีก” เสี่ยวไป๋ผู้ได้รับผลประโยชน์กลายเป็นสุภาพบุรุษขึ้นมาทันตา ตอนลาจากยังโบกมือลาให้พวกเขาด้วย
“ลาขอให้ผีรับไปเถอะ” เหล่าผู้อาวุโสจากประตูดวงดาวสิงห์จันทราพากันสบถในใจ
เสี่ยวไป๋ที่ดูมีมารยาทมากขนาดนี้ ทำเอาผู้ชมรอบด้านต่างงุนงงเพราะเมื่อครู่เขายังข่มขู่ศิษย์หญิงของสำนักปี้ลั่วฮวานอย่างเย็นชาราวกับคนละคนกันเลย
“ฮึ เราไป” เหล่าผู้อาวุโสของประตูดวงดาวสิงห์จันทรานำศิษย์เอกของตนเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
หนึ่งเพราะศิษย์เอกของตนถูกกระทำถึงเพียงนี้กลับไม่อาจแก้แค้นได้ ต้องยอมเสียหน้าให้คนทั้งสนามนับเป็นความอัปยศสูงสุด
สองเพราะศิษย์เอกได้รับบาดเจ็บหนักเกินไป หนานกงอวิ๋นม่อตีแต่ที่หน้า ตอนนี้ใบหน้าเขาฟกช้ำไปทั้งแถบ มุมปากมีเลือดไหลออกมาพร้อมกับฟันที่ถูกซัดจนหลุดหลายซี่ ดูแล้วน่าเวทนาเหลือเกิน
เสี่ยวไป๋มองส่งพวกเขาจนลับสายตา แล้วจึงใช้สองมือล็อกหูของหนานกงอวิ๋นม่อกับจางชื่อเกอไว้คนละข้าง
“โตแล้วสินะ กล้าแอบหนีไปไกลถึงเพียงนี้ ไม่คิดจะบอกกันสักคำเลยหรือ?”
“โอ๊ย เจ็บ เจ็บ” หนานกงอวิ๋นม่อกับจางชื่อเกอร้องโอดโอยพร้อมกัน
“อาจารย์ พวกเราผิดไปแล้ว ครั้งหน้าไม่กล้าอีกแล้ว”
“พี่ชาย อย่าไปจริงจังนักเลย ไม่ใช่ว่าทุกคนยังอยู่ครบหรอกหรือ? โกรธไปก็เท่านั้น” ซือเฟยฮั่นรีบเข้าไกล่เกลี่ย ทว่าเพียงคำพูดของเขาก็ดึงดูดสายตาของเสี่ยวไป๋มาทันที
“เจ้ารู้จักพูดบ้างหรือไม่? อะไรคือยังไม่ตาย? คิดว่านี่เป็นเรื่องเล่น ๆ หรือไง?” เสี่ยวไป๋หน้ามืดจนแทบกุมขมับ แม้จะเป็นความจริง แต่เจ้าก็พูดออกมาตรงเกินไปไหม?
“ข้าก็พูดความจริงนี่นา” ซือเฟยฮั่นทำหน้ามึน เขาไม่เข้าใจว่าทำไมทุกคนถึงมองเขาเช่นนั้น ในเมื่อสิ่งที่เขาพูดมันก็ถูกต้องมิใช่หรือ?
“ช่างเถอะ ๆ ครั้งหน้าต้องบอกกันก่อนล่วงหน้า เข้าใจไหม?” เสี่ยวไป๋พูดพลางปล่อยหูของหนานกงอวิ๋นม่อกับจางชื่อเกอ
“ขอรับ อาจารย์” ทั้งสองลูบหูที่แดงช้ำของตนเองพลางตอบรับ
เรื่องราวอันวุ่นวายนี้ก็จบลงเพียงเท่านี้ ผู้ชมมากมายแม้จะดูเต็มตา แต่ก็รู้สึกไม่เต็มใจเท่าใดนัก
“เฮ้อ...สุดท้ายก็ไม่ตีกันจนได้ น่าเบื่อชะมัด” ศิษย์เอกผู้หนึ่งถอนหายใจ พวกเขาอดทนดูมาตั้งนานก็เพื่อรอดูการต่อสู้กลับกลายเป็นว่าประตูดวงดาวสิงห์จันทราใจเสาะเสียอย่างนั้น
“เหมือนอ่านนิยายที่ตอนต้นเขียนดีเหลือเกิน แต่ตอนจบดันห่วยแบบไม่น่าให้อภัย” ศิษย์เอกอีกคนพูดเศร้า ๆ พวกเขาเสียเวลาตั้งมากมาย แต่กลับไม่ได้ชมการต่อสู้ของเหล่ายอดฝีมือที่รอคอยเลย
ส่วนเจียงเซิ่งหลิงก็ไม่ได้เห็นภาพนั้นเช่นกันเพราะตอนนี้ยังคงจมอยู่กับความรักที่อาจารย์ของเขามอบให้ ไม่มีแม้แต่โอกาสจะหันไปมองทางนี้
จนเมื่ออาจารย์เขายุติการอบรมและปล่อยตัวเขากลับมาในสภาพเสื้อผ้าขาดวิ่น บรรยากาศงานก็ได้จบสิ้นไปแล้ว สนามว่างเปล่ามีเพียงจานอาหารเปล่า ๆ ที่ยังหลงเหลือไว้เป็นหลักฐานของความครึกครื้น
“อาจารย์ เรื่องทั้งหมดนี้ข้าขอโยนความผิดให้ท่าน” เจียงเซิ่งหลิงกล่าวอย่างปวดร้าว ฉากเด็ดที่รอคอยมาตลอดต้องพลาดเพราะโดนอาจารย์ฟาด
“โทษข้างั้นรึ? เจ้ากระต่ายน้อย วันนี้ข้าจะตีเจ้าจนหลังลาย” ผู้อาวุโสที่เพิ่งอารมณ์ดีขึ้นแทบระเบิดอีกครั้ง เขาชูพู่ขาวขึ้นแล้วไล่ตีศิษย์ของตนอีกรอบ