- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 180 พวกเจ้าจะอินกันไปถึงไหนกันเนี่ย?
บทที่ 180 พวกเจ้าจะอินกันไปถึงไหนกันเนี่ย?
บทที่ 180 พวกเจ้าจะอินกันไปถึงไหนกันเนี่ย?
บทที่ 180 พวกเจ้าจะอินกันไปถึงไหนกันเนี่ย?
“อาจารย์ ข้าว่าท่านคงเคยได้ยินชื่อหอหลีเหิ่นมาก่อนใช่หรือไม่” หนานกงอวิ๋นม่อเอ่ยถามขึ้น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความมั่นใจเพราะขุมอำนาจนี้เป็นที่รู้จักทั่วทั้งแผ่นดินตะวันออกหลี่ ชื่อเสียงโด่งดังจนไม่มีผู้ใดไม่เคยได้ยิน
“ไม่รู้จัก” เสี่ยวไป๋ตอบอย่างไม่แยแส แม้เขาจะอยู่ในโลกนี้มากว่าหนึ่งปีแล้ว แต่แทบไม่ได้สนใจเรียนรู้เรื่องขุมอำนาจใด ๆ ของที่นี่เลย สิ่งเดียวที่รู้ก็คือโลกใบนี้เต็มไปด้วยยอดคน พรสวรรค์สูงส่งกันทั้งนั้น ขนาดเพียงปีเดียวก็เจออัจฉริยะนับไม่ถ้วน
หนานกงอวิ๋นม่อถึงกับมองอาจารย์ด้วยสายตาเวทนา ไม่นะ อาจารย์ข้าทั้งเก่งกาจขนาดนี้ดันไม่รู้จักหอหลีเหิ่นงั้นหรือ? เขาทำได้เพียงถอนหายใจ แล้วเริ่มอธิบายอย่างอดทน
ใครให้เขาเป็นศิษย์ของเสี่ยวไป๋กันเล่า ทั้งชีวิตเขาฝันอยากได้ดูแลอาจารย์ยามแก่เฒ่า อยู่กินกันอย่างสงบสุข
เสี่ยวไป๋ได้ยินดังนั้นก็แทบสำลัก “โอ้แม่เจ้า เจ้าคิดจะตอบแทนบุญคุณข้าหรือจะคิดล้างแค้นกันแน่”
หนานกงอวิ๋นม่อรีบตั้งท่าอธิบาย “อาจารย์ หอหลีเหิ่นคือองค์กรนักฆ่า แม้ชื่อจะไม่ขลังนัก แต่พลังอำนาจกลับยิ่งใหญ่ล้นหลาม หัวหน้าหอหลีเหิ่นคืออสูรใหญ่ผู้มีพลังเทียบเท่าจักรพรรดิเทพ (ระดับเทียบเท่าชั้น 230) เพราะมีตัวตนเช่นนั้นหนุนหลัง พวกเขาจึงกล้าทำการฆ่าอย่างเปิดเผยโดยไม่ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ”
“หากอาจารย์ไปลงทะเบียนเป็นนักฆ่าที่หอหลีเหิ่นก็สามารถทำภารกิจรับรางวัลได้ อีกทั้งยังสามารถซื้อขายข่าวสารได้ในที่เดียวกัน เช่น หากมีผู้รู้ข่าวที่อาจารย์อยากได้ อาจารย์ก็ช่วยเขาทำภารกิจฆ่าเพื่อแลกข่าวสารได้ง่าย ๆ กล่าวให้เข้าใจง่ายคือนำค่าจ้างเปลี่ยนเป็นข้อมูลนั่นเอง
การลงทะเบียนเป็นนักฆ่าที่นั่นมิได้หมายถึงการเข้าร่วมองค์กร แต่เป็นการร่วมมือแบบต่างฝ่ายต่างใช้ประโยชน์ต่อกัน
หอหลีเหิ่นเก็บส่วนแบ่งจากรางวัลที่นักฆ่าทำภารกิจสำเร็จส่วนพวกนักฆ่าก็อาศัยชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของหอในการทำเงินและเก็บข้อมูลเช่นกัน
ไม่ว่าภายในหอหลีเหิ่นจะเกิดเรื่องใด นักฆ่าที่ขึ้นทะเบียนไว้ไม่มีสิทธิ์ถูกบังคับให้ทำงาน เว้นเสียแต่จะมีพวกว่างนักที่ชอบหาเรื่องไปยุ่งเอง ทั้งสองฝ่ายต่างดำเนินการของตนโดยไม่ก้าวก่ายกัน” หนานกงอวิ๋นม่ออธิบายอย่างละเอียด
“โอ้ ฟังดูไม่เลวเลยนี่นา ที่นั่นอยากทำงานก็ทำ ไม่อยากทำก็พักแถมยังได้เงินอีก แบบนี้ดีกว่าไอ้ระบบชอบอวยตัวเองนั่นตั้งเยอะ” เสี่ยวไป๋ว่าพลางพยักหน้าอย่างเห็นชอบ
“เฮ้ย ๆ เจ้าอย่ามาแขวะข้าดิฟะ” ระบบโวยขึ้นทันที แม้จะรู้ตัวว่าตนค่อนข้างไร้สาระอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ต้องเอามาพูดซ้ำ ๆ ได้ไหม เจ็บใจนัก
“ในเมืองนี้มีสาขาหอหลีเหิ่นไหม” เสี่ยวไป๋ถามต่อทันที
“มีขอรับ เพียงแต่อาจต้องสอบถามคนในพื้นที่ก่อน พวกเราพึ่งมาถึงเมืองนี้ ยังไม่คุ้นทางเลย” หนานกงอวิ๋นม่อตอบ
“ไปเถอะ ไปเดินเล่นหน่อยก็ยังดี” เอ๋อร์โก่วกระโดดลงจากเก้าอี้ เดินนำไปก่อน “กินอิ่ม นอนหลับ เดินเล่น ชีวิตช่างสุขสบาย ข้าคงเข้าสู่วัยชราแล้วกระมัง”
เมื่อพวกเขาลงมาจากชั้นสอง เสี่ยวไป๋ก็เห็นเด็กใช้ของโรงเตี๊ยมยิ้มต้อนรับอย่างนอบน้อม
“คุณชาย ต้องการให้ข้ารับใช้สิ่งใดหรือไม่ขอรับ” เด็กใช้เอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพ เขามองออกทันทีว่าผู้มาเยือนกลุ่มนี้ไม่ธรรมดา แค่ดูจากท่าทีและการใช้จ่ายก็รู้ว่าเป็นบุตรหลานตระกูลใหญ่จึงให้ความเคารพอย่างถึงที่สุด
“ข้าถามหน่อย เจ้ารู้ไหมว่าหอหลีเหิ่นอยู่ที่ไหน” เสี่ยวไป๋ถามตรง ๆ
เด็กใช้ชะงักไปทันที ไม่เพียงเขาเท่านั้นแม้แต่ลูกค้าคนอื่น ๆ ในโรงเตี๊ยมต่างก็ชะงักพร้อมกัน แล้วหันมามองเสี่ยวไป๋ด้วยสายตาตกตะลึง
“อืม ทำไมมองกันแบบนั้น” เสี่ยวไป๋รู้สึกขนลุก ทุกคนในร้านจ้องมาราวกับจะกลืนเขาเข้าไปทั้งตัว
หนานกงอวิ๋นม่อรีบดึงแขนเสื้ออาจารย์เบา ๆ แล้วกระซิบ “อาจารย์...เรื่องการเป็นนักฆ่ามันไม่ควรพูดออกต่อหน้าผู้คนแบบนี้นะขอรับ”
“แล้วจะให้ทำยังไงเล่า ก็พูดออกไปแล้วนี่นา ปล่อยตามเลยเถิดละกัน” เสี่ยวไป๋ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ศิษย์เอ๋ย ศิษย์ เจ้าคิดจะให้ข้าตายใช่ไหม
หนานกงอวิ๋นม่อทำหน้าเจื่อน เขาคิดว่าเรื่องเช่นนี้ทุกคนในแผ่นดินตะวันออกหลี่ต่างรู้กันหมดแล้วจึงไม่คิดว่าอาจารย์ตนจะไม่รู้
“เด็กใช้ ข้าถามอยู่นะ หอหลีเหิ่นอยู่ตรงไหน” เสี่ยวไป๋ถามซ้ำ
“คะ...คุณชาย ออกประตูไปเลี้ยวซ้าย เดินราวสามร้อยก้าวก็ถึงขอรับ” เด็กใช้ตอบเสียงสั่น เหงื่อเย็นผุดเต็มหน้าผากเพราะในสายตาเขา คนที่กล้ามาถามถึงสถานที่นั้นตรง ๆ ต้องเป็นนักฆ่าระดับโหดแน่ ๆ
“กลัวบ้ากระไร ข้าไม่ได้จะฆ่าเจ้านี่” เสี่ยวไป๋พูดแล้วเดินนำออกจากโรงเตี๊ยมพร้อมพรรคพวก
ทันทีที่พวกเขาออกไปเหล่าผู้คนในโรงเตี๊ยมต่างพากันถอนหายใจโล่งอก บางคนยังปาดเหงื่อเงียบ ๆ ในใจคิด ข้าเป็นผู้บำเพ็ญเพียรตั้งหลายปี ศัตรูก็มีไม่น้อย กลัวจะเป็นข้าเองที่ถูกส่งฆ่าเสียอีก
วันนี้พวกเขาได้เห็นเรื่องประหลาดที่สุดในชีวิต ใครมันกล้าประกาศตัวเป็นนักฆ่ากลางโรงเตี๊ยมอย่างหน้าชื่นตาบานแบบนี้ฟะ กล้าเกินไปแล้ว
เสี่ยวไป๋เดินตามทางที่เด็กใช้บอกเพียงไม่นานก็ถึงหอหลีเหิ่น
ตัวอาคารไม่ได้หรูหราเท่าใด แต่กลิ่นคาวเลือดนั้นแรงจนแทบทะลุผ่านกลิ่นหอมอื่น ๆ ที่พยายามกลบไว้ได้เพียงน้อยนิด
เพียงแค่เดินผ่านก็คงคลื่นไส้จะอาเจียน คนทั่วไปจึงไม่กล้าเหยียบย่างมาบริเวณนี้ ผู้ที่กล้าเดินบนถนนเส้นนี้ล้วนเป็นคนเลือดเย็นหรือไม่ก็ยอดฝีมือระดับสูงเท่านั้น
ผู้คนเข้าออกจากหอหลีเหิ่นอยู่ไม่ขาดสาย แต่ไม่ว่าจะเข้าไปหรือออกมา เมื่อเห็นเสี่ยวไป๋เดินเข้ามาต่างก็พากันถอนหายใจยาว
เด็กนี่คงผ่านชีวิตมามากแน่ ดูจากการแต่งตัวและท่าทางแล้วคงเป็นศิษย์ของขุมอำนาจใหญ่สินะ ทว่าบัดนี้กลับต้องมาหานักฆ่าที่นี่คงเพราะตระกูลประสบเคราะห์กรรมละสิ้นแล้วกระมัง เฮ้อ เด็กหนุ่มอายุเท่านี้ต้องรับภาระชีวิตหนักขนาดนั้นช่างน่าเวทนา
พวกเขาแม้จะเป็นนักฆ่า แต่ก็ใช่ว่าจะไร้หัวใจล้วนเป็นมนุษย์ที่มีอารมณ์ความรู้สึกเพียงแค่เลือกเส้นทางฆ่าคนเพื่อเลี้ยงชีพเท่านั้น หลายคนก็เคยผ่านความเจ็บปวดเช่นนี้มาก่อนจึงอดรู้สึกสะเทือนใจไม่ได้เมื่อเห็นเสี่ยวไป๋
เสี่ยวไป๋: “???” ข้ามาแค่ลงทะเบียนเป็นนักฆ่า พวกเจ้าจะอินกันไปถึงไหนกันเนี่ย?
เขาไม่สนใจสายตาเหล่านั้น เดินตรงเข้าไปในห้องโถงของหอหลีเหิ่น
ห้องโถงนั้นกลับไม่อึมครึมอย่างที่เขาคิด ตรงกันข้าม ตกแต่งอบอุ่นและสบายตาอย่างยิ่ง ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากซากกระดูกหรือสิ่งสยองขวัญอย่างที่คาดไว้
แต่ถึงจะดูอบอุ่นเพียงใดพลังสังหารที่อบอวลอยู่ในอากาศก็ยังแรงกล้าจนน่าขนหัวลุก เสี่ยวไป๋รู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัวแต่ก็ต้องยอมรับว่า อากาศเย็นนี่มันสบายดีจริง ๆ
ตัวอาคารมีเพียงชั้นเดียว ไม่มีชั้นบนหรือห้องลับใด ๆ พื้นที่ด้านในกว้างขวางมาก แม้จะไม่จำเป็นนักเพราะไม่มีใครอยากอยู่สูดกลิ่นเลือดนาน ๆ ผู้คนที่มาทำธุระก็มักจะรีบเข้ารีบออก ไม่ถึงไม่กี่นาทีก็จากไป ดังนั้นพื้นที่แค่นี้ก็เกินพอแล้ว